จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Amazing Thailand Golf Paradise 2010

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ที่คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟ เรด เมาท์เท่น นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต พร้อมด้วย น.ส.เพลินพิศ โกศลยุทธสาร รองผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการขาย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด นายอรรณพ ทินนาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัทบางกอก แทรเวลคลับ จำกัด นายวัชร จารุอริยานนท์ นายกสมาคมกอล์ฟภูเก็ต นายชาญวุฒิ หงส์หยก ผู้จัดการทั่วไปสนามกอล์ฟภูเก็ตคันทรีคลับ นายพงษ์ศักดิ์ ศัพทเสน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มบี เค รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสนามกอล์ฟเรด เมาท์เท่น ร่วมกันแถลงข่าว โครงการ Amazing Thailand Golf Paradise 2010

นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานภูเก็ต เปิดเผยว่า ทาง ททท.สำนักงานภูเก็ตและพัทยา ได้ร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ สมาคมกอล์ฟภูเก็ต และสมาคมผู้บริหารสนามกอล์ฟภาคตะวันออก จัดโครงการ Amazing Thailand Golf Paradise 2010 ขึ้นเพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคภาคใต้กับภาคตะวันออก เผยแพร่และประชาสัมพันธ์สนามกอล์ฟ และแหล่งท่องเที่ยวของภูเก็ตกับพัทยา ซึ่งมีศักยภาพระดับนานาชาติให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ขยายตลาดนักท่องเที่ยวที่สนใจการเล่นกอล์ฟ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในราคาพิเศษได้ทั้งครอบครัวโดยใช้กิจกรรมกอล์ฟสร้างกระแสความสนใจ เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ได้กำหนดจัด Golf Package ราคาพิเศษ คุ้มค่า ซึ่งนักท่องเที่ยว นักกอล์ฟสามารถเล่นกอล์ฟในสนามที่มีมาตรฐานและสวยงาม ทั้งในภูเก็ตและภูมิภาคตะวันออก อีกทั้งผู้ติดตามยังสามารถเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหาดทราย ชายทะเล ดำน้ำชมปะการังและฝูงปลา

สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยว Amazing Thailand Golf Paradise 2010 กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่บัดนี้ จนวันที่ 16 สิงหาคม 2553 โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ในเส้นทางพัทยา(อู่ตะเภา)-ภูเก็ต หรือ ภูเก็ต-พัทยา(อู่ตะเภา) ด้วยแพ็คเก็จ 3 วัน 2 คืน ราคาเริ่มต้นที่ 16,800 บาทต่อคน ราคานี้รวมบัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ ค่าภาษีสนามบินและค่าประกันภัยการเดินทาง ค่า Green Fee 18 หลุม ที่สนามกอล์ฟภูเก็ตคันทรีคลับ กับสนามกอล์ฟเรดเมาท์เท่น โรงแรมที่พัก 2 คืนพร้อมอาหารเช้า รถรับส่งระหว่างสนามบิน-ที่พัก- สนามกอล์ฟ


ตร.ภูเก็ตสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน


เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมโรงแรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเยาวชนสัมพันธ์ต้านภัยยาเสพติด รุ่นที่ 1/2553 ซึ่งทางสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตร่วมกับเทศบาลตำบลวิชิต และคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) จัดขึ้น จำนวน 4 รุ่น ใช้เวลาอบรมรุ่นละ 5 วัน ประกอบด้วยรุ่นที่ 1 ฝึกอบรมในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลวิชิต รุ่นที่ 2 เทศบาลนครภูเก็ต รุ่นที่ 3 เทศบาลตำบลรัษฎา และรุ่นที่ 4 องค์การบริหารส่วนตำบลรัษฎา รวมเยาวชนที่เข้าร่วมจำนวน 1,200 คน

พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต กล่าวว่า ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน ในฐานะที่เป็นพลังและทรัพยากรอันสำคัญยิ่งของประเทศชาติในอนาคต และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องยุทธศาสตร์และกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนและเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้เพราะยาเสพติดในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการสำรวจเพื่อประมาณการจำนวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ในปี 2551 ปรากฏว่ามีจำนวน 605,095 คน เพิ่มจากปี 2550 ที่มีจำนวน 575,312 คน โดยผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ประมาณ 70 % เป็นรายใหม่ โดยมียาบ้าเป็นตัวหลัก รองลงมาเป็นกัญชาและสารระเหย ซึ่งการจะหยุดยั้งและลดระดับปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกระดับ ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันของรัฐบาลอย่างจริงจัง

การจัดฝึกอบรมดังกล่าว เพื่อเป็นวัคซีนป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด เพื่อให้เยาวชนเป็นพลเมืองดี มีทัศนคติที่ถูกต้อง ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ให้เป็นผู้เคารพกฎหมาย ระเบียบ และเคารพสิทธิของผู้อื่น เป็นการรวมพลังให้เยาวชนมีความสามัคคีในการต้ายภัยยาเสพติด รู้จักรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม รู้จักการเสียสละเพื่อบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป รวมทั้งเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น พ.ต.อ.วันไชยกล่าว

ขณะที่ พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ผบช.ภาค 8 กล่าวว่า เยาวชนนับเป็นกำลังสำคัญที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งการให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวกับกลุ่มเยาวชนจึงเป็นเรื่องที่ดีในการปลูกฝังเห็นถึงพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งนอกจากการจัดโครงการดังกล่าวใน จ.ภูเก็ตแล้วก็มีเป้าหมายที่จะจัดโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ในจังหวัดอื่นๆในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 เช่น พังงา กระบี่ เป็นต้น ในอนาคตต่อไป
สำหรับสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 นั้น พล.ต.ท.พิทักษ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ และปัจจุบันได้มีการจัดตั้งด่านตรวจยาเสพติดที่ท่าแซะ จ.ชุมพร มีรถโมบายสามารถตรวจเอ็กซ์เร่ย์ยาเสพติดโดยเฉพาะ ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี


ตร.ภาค 8 สั่งคุมเข้มเล่นพนันฟุตบอลโลก


พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเยาวชนสัมพันธ์ต้านภัยยาเสพติด รุ่นที่ 1/2553 ซึ่งทางสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตได้จัดขึ้น ถึงการคุมเข้มการเล่นพนันฟุตบอลโลก ว่า เนื่องจากในช่วงระยะนี้มีการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 โดยในส่วนของตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาจากการเล่นพนันฟุตบอล จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่เพิ่มความเข้มในการปราบปรามการเล่นพนันฟุตบอลอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการชมการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวนมาก และเป็นจังหวัดที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ นอกจากจะมอบหมายให้ทุกจังหวัดดำเนินการอย่างเข้มงวดแล้ว ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 8 ได้ตั้งชุดเฉพาะกิจปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันฟุตบอลขึ้นมาเป็นการเฉพาะด้วย หากชุดดังกล่าวเข้าไปตรวจสอบและจับกุมโต๊ะบอลได้ในพื้นที่ใด เจ้าของพื้นที่จะต้องถูกพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ แต่ทั้งนี้จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่อย่างไร

ทางด้านพล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า ในการจับกุมผู้ลักลอบเล่นพนันทายผลฟุตบอลโลกและโต๊ะบอลนั้น ขณะนี้ทุกจังหวัดมีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ มีรายงานผลการจับกุมจังหวัดละ 4 – 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายเล็กๆ ทั้งนี้ได้มีการตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลเป็นกรณีพิเศษทั้งเฝ้าติดตาม เฝ้าระวัง และสืบสวนหาข่าว

ขณะที่พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตได้มอบนโยบายในการกวาดล้างการเล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานี โดยได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครปล่อยแถวกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดไปแล้วก่อนที่จะมีการแข่งขัน ขณะนี้พบว่าได้มีการจับกุมได้แล้ว 3 ราย เป็นผู้เล่นการพนัน 2 ราย ในเขตพื้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต และเป็นเจ้ามือรับแทงพนันฟุตบอล พื้นที่ความรับผิดชอบสถานีตำรวจภูธรถลาง 1 ราย ส่วนการเฝ้าติดตามโต๊ะพนันฟุตบอลที่ขึ้นบัญชีไว้จำนวน 15 รายทั้ง 3 อำเภอ คือ อ.เมืองภูเก็ต อ.กะทู้และอ.ถลาง ซึ่งขณะนี้ได้ปิดไปแล้ว และทางเจ้าหน้าที่กำลังติดตามสอบสวนสืบสวนเพื่อหาข่าวว่าจะมีการไปเปิดที่ใหม่หรือไม่อย่างไร

ส่วนของนายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต กล่าวว่า ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการออกตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบเล่นพนันฟุตบอลอย่างเข้มงวด ทุกคืนจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการตรวจเข้มงวดเพื่อเป็นการป้องปราบ แต่ยอมรับว่าการจับกุมทำได้ยาก เนื่องจากผู้เล่นและเจ้าของโต๊ะมักจะนำระบบเทคโนโลยีมาใช้

ตร.ภูเก็ตรวบแก็งค์แบล็คมันนี่


เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 3 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตพร้อมด้วยพ.ต.อ.พีระยุทธ์ การะเจดีย์ รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ตและชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.ผดุงพงค์ ดุกสุขแก้ว สวป.สภ.เชิงทะเล ได้ร่วมแถลงการจับกุมแก็งค์แบล็คมันนี่ โดยมีผู้ต้องหาประกอบด้วยนายอังเดร เซยานู (Andre Sieyannou) อายุ 49 ปี สัญชาติแคเมอรูน และนายเคนมู (Kenmoue) อายุ 43 ปี พร้อมของกลาง กระดาษเปื้อนฝุ่นสีเทาแดง ตัดขนาดเท่าธนบัตร ที่บรรจุอยู่ในการเป๋าเดินทาง จำนวน 1 กระเป๋า ขวดแก้วภายในบรรจุน้ำปิดฝา ด้านนอกห่อหุ้มด้วยปูนพลาสเตอร์สีขาว 1 ขวด และอื่นๆ เช่น เงินสกุลยูโร เงินสกุลดอลล่าห์สหรัฐ ใบโอนเงินธนาคารกรุงไทย ใบสั่งซื้อน้ำยา เป็นต้น โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหมู่ที่ 1 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ภูเก็ต ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน โดยในเบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ


ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า สำหรับการกระทำผิดของผู้ต้องหาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่สภ.เชิงทะเล ได้รับแจ้งจากนายพิเล็ก บูดดี้ ชาวเนปาล ซึ่งได้ประกอบอาชีพอยู่ที่พื้นที่ตำบลป่าตอง อ.กะทู้ ภูเก็ต ผู้เสียหายว่า กลุ่มของผู้ต้องหามาติดต่อผู้เสียหายว่าสามารถที่ทำให้กระดาษที่เคลือบสารเคมีไว้กลายเป็นเงินที่สามารถใช้ได้จริง และเมื่อทำให้กระดาษดังกล่าวเป็นที่แท้จริงแล้ว จะมอบให้ผู้เสียหายทั้งหมด แต่ผู้เสียหายจะต้องจ่ายเงินซื้อน้ำยาเคมี เป็นเงิน 900,000 บาท และผู้เสียหายหลงเชื่อ จนโอนเงินให้กลุ่มของผู้ต้องหา แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่ติดต่อกลับมา จึงคิดว่าน่าจะถูกหลอก จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมตรวจสอบ กระทั่งวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เสียหายแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า ผู้ต้องหาได้ติดต่อมาและแจ้งให้ผู้เสียหายหาห้องพักไว้เพื่อจะนำน้ำยาเคมี พร้อมกระดาษมาทดสอบให้ผู้เสียหายดูพร้อมกับได้นัดหมายกับผู้ต้องหาที่อยู่กรุงเทพฯ ให้เป็นผู้ดำเนินการทดสอบ โดยจะนัดหมายเวลากันภายหลัง

จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.00 น. ผู้ต้องหาได้ติดต่อผู้เสียหายแจ้งว่า ให้ดำเนินการหาห้องพักไว้ และให้ไปรับผู้ต้องหาเพื่อจะพาไปทดสอบให้ผู้เสียหายดู โดยได้มีการแจ้งข้อมูลสถานที่นัดหมายกันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมทราบ และได้เฝ้ายังจุดนัดหมาย เพื่อดูพฤติกรรมของของกลุ่มผู้ต้องหา กระทั่งตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายพร้อมผู้ต้องหาได้เดินทางมาถึงยังห้องที่เกิดเหตุ และผู้เสียหายได้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ ว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้ทำการทดสอบน้ำยาขวดใหม่ให้ดู แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากน้ำยาหมดสภาพแล้ว ต้องซื้อน้ำยามาใหม่ ซึ่งผู้เสียหายต้องจ่ายเงินค่าน้ำยาอีก แต่ผู้เสียไม่หลงเชื่ออีก จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กุญแจสำรองเปิดประตูห้องพักดังกล่าวเข้าไปแสดงตัวพร้อมจับกุม

สำหรับแก็งค์แบล็คมันนี่ที่มาก่อเหตุในจังหวัดภูเก็ตนั้น ในอดีตที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ในพื้นที่ป่าตองมาแล้วหลายครั้ง และได้หายไปกว่า 5 ปี และในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่คาดว่าจะเริ่มเข้ามาในเมืองไทยอีกครั้ง จึงขอฝากเอาไว้ว่าสำหรับผู้ที่ต้องการเงินเป็นจำนวนมาก หรือ สิ่งใดที่ได้มาง่ายๆ มันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด และอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด หรือทราบเบาะแสของผู้ที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้กำจัดให้สิ้นไปจากจังหวัดภูเก็ต


เสริมสร้างความร่วมมือบริการประชาชน


เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมคาทีน่า อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมิทธิ์ ปาลวัฒน์วิไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างความร่วมมือการให้บริการประชาชนระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสำนักงานยุติธรรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ในกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนได้รับทราบบทบาท ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสำนักงานยุติธรรม อันจะนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนภารกิจ โครงสร้างให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชน มีความเป็นธรรม มีการเข้าถึงประชาชน มีการเข้าถึงประชาชน โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ ความรู้ฐานะซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยมีส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนเข้าร่วม

นางสุขพร อุดมสิน ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ประธานกรรมการบริหารสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม เป็นองค์กรหลักของกระบวนการยุติธรรม ในการอำนวยความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อป้องกันและควบคุมอาชญากรรม บำบัด แก้ไข ฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด สนับสนุนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาระบบงานยุติธรรมและกฎหมายอย่างมีเอกภาพทันต่อสภาวการณ์และเป็นมาตรฐานสากล โดยยึดหลักความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในสังคมและมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีภารกิจในการดำเนินการเพื่อพัฒนากฎหมายและระบบการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นเอกภาพ โปร่งใส คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ช่วยเหลือและให้ความรู้แก่ประชาชนทางด้านกฎหมาย


สำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้แทนกระทรวงยุติธรรมในการบริหารงานยุติธรรมจังหวัด มีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ทั้งระบบอย่างรวดเร็วและเท่าเทียม รวมทั้งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ป้องกันและควบคุมอาชญากรรม ตลอดจนประสานความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกสังกัด กระทรวงยุติธรรมในระดับจังหวัดจึงเป็นศูนย์รวมในการบริหารที่เป็นเอกภาพ โดยนำแนวทางการบริหารงานแบบบูรณาการมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ นำภารกิจของทุกส่วนราชการมาบริหารร่วมกัน และมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยบริการในพื้นที่ และรับผิดชอบงานด้านปฏิบัติการในการบริการประชาชน ตามแนวทางการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อันมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุก และความเป็นอยู่ของประชาชน ความสงบ ความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามหลักยุทธศาสตร์ยุติธรรมถ้วนหน้า ประชามีส่วนร่วม นางสุขพรกล่าว



วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดสถานประกอบการ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 53 ที่โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประสานพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดในสถานประกอบการจังหวัดภูเก็ต จัดโดยสำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ต โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงแรงงานร่วมในพิธี โดยมีตัวแทนจากสถานประกอบการเข้าร่วมในการสัมมนาในครั้งนี้จำนวน 70 คน


ทั้งนี้นายสุทธิพงศ์ สายสาคเรศ แรงงานจังหวัดภูเก็ตได้กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดแม้จะทุเลาเบาบางไประยะหนึ่ง หลังการทำสงครามเพื่อเอาชนะยาเสพติดในปี พ.ศ.2546 แต่ในระหว่างปี 2549 – 2551 ปัญหายาเสพติดมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในกลุ่มพนักงานในสถานประกอบการ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่สกัดกั้นมิให้ยาเสพติดแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในสถานประกอบการ ก็คือ “ผู้ประสานพลังแผ่นดินในสถานประกอบการ” โครงการนี้นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานประกอบการ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ให้ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการซึ่งจะสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดทุเลาเบาบางหรือหมดสิ้นไปได้ ทางสำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ตจึงได้ดำเนินพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ประสานพลังแผ่นดินในสถานประกอบการมาตลอด โดยการจัดอบรมให้กับแกนนำผู้ประสานพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดในสถานประกอบการ เพื่อให้ทราบกรอบทิศทางการดำเนินการที่ชัดเจน สามารถเฝ้าระวังจัดการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการของตนเองได้ และสามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในโครงการนี้ทางสำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ตได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 8 เป็นเงินทั้งสิ้น 60,000 บาท


ด้านนายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์แก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของจังหวัดโดยในปีงบประมาณ 2553 ได้จัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดถึง 7 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 ล้านบาทในการแก้ไขปัญหายาเสพติด


สำหรับโครงการอบรมผู้ประสานพลังแผ่นดินในสถานประกอบการในครั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ตดำเนินการจัดอบรม โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมการอบรมตามโครงการจะนำความรู้ที่ได้รับไปจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในสถานประกอบกิจการ ส่งเสริมและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการต่อไป

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“สร้างครู สร้างเยาวชน สร้างสังคมภูเก็ต”

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 53 ที่ศูนย์สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย มูลนิธิเพื่อการศึกษาของศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย จัดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการ “สร้างครู สร้างเยาวชน สร้างสังคมภูเก็ต” มีนายสกุล ณ นคร ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาของศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย พร้อมด้วยคณะกรรมการดำเนินงาน ประกอบด้วยนายอิสสระ กิ่งแก้ว นายนิกร ธีระจามร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย และน.ส.สดศรี ตันสุธัญลักษณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยภูเก็ต ร่วมรับเงินทุนการศึกษาจำนวน 3 ทุนๆ ละ 600,000 บาท จากผู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย มีแขกผู้มีเกียรติ คณะครูโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ผู้ปกครอง และนักเรียนที่ได้ทุนการศึกษาเข้าร่วมในพิธี

นายสกุล ณ นคร ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาของศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย กล่าวว่า ในปีปัจจุบันมูลนิธิฯ และโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยได้พิจารณาและเกิดความตระหนักในวิกฤตการศึกษาของชาติ ที่เกิดจากการขาดแคลนครู ซึ่งกระทบต่อคุณภาพการศึกษาที่โรงเรียนได้ผลิตนักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง สู่สังคม โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ได้ก่อตั้งมามากกว่า 100 ปี ปัจจุบันจะมีครูอาวุโสที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการสอน จะเกษียณอายุราชการอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนขาดครูที่มีคุณภาพ และเชี่ยวชาญทางการสอน ถึงแม้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการจะจัดอัตรากำลังมาทดแทน โดยการโยกย้ายครูจากที่อื่น หรือบรรจุแต่งตั้งหรือครูอัตราจ้าง ซึ่งไม่เพียงพอ ปัจจุบันโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย มีครูอัตราจ้างประมาณ 20-30 คน ครูอัตราจ้างเหล่านี้ถึงแม้มีความตั้งใจในการปฏิบัติงาน แต่ต้องลาออกเมื่อมีแหล่งงานที่มั่นคงกว่า เพื่ออนาคตของเขาเอง ทำให้โรงเรียนเกิดปัญหาบุคลากร กลายเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์การสอนของครูที่เป็นครูอัตราจ้าง

จากปัญหาดังกล่าว มูลนิธิเพื่อการศึกษาของศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย ได้จัดทำโครงการ “สร้างครู สร้างเยาวชน สร้างสังคมภูเก็ต” ขึ้น เพื่อเริ่มต้นสร้างครูที่มีความมุ่งมั่น เป็นครูเก่ง ครูดี มีคุณภาพ ให้กับโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยในอนาคตต่อไป โครงการนี้เป็นการสร้างครูที่มีความรักศรัทธาในอาชีพครู เข้าศึกษาในสถาบันผลิตครูของรัฐบาล เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว กลับมาเป็นครูที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย โดยมูลนิธิฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ประมาณปีละ 120,000 บาทต่อคนต่อปี จนสำเร็จการศึกษาระยะเวลา 5 ปี รวมเป็นเงิน 600,000 บาทต่อคนต่อปี

ในปีการศึกษา 2553 มูลนิธิฯ ได้ประกาศรับสมัครนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดภูเก็ตเพื่อคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนในคณะคุรุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ระดับปริญญาตรีเพื่อกลับมาเป็นครูของโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ในปีนี้ มูลนิธิฯ ประกาศรับนักเรียนเพื่อขอรับทุนจำนวน 3 ทุน มีนักเรียนมาสมัคร จำนวน 8 คน กรรมการได้พิจารณารอบแรกได้ 5 คน และได้คัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามวัตถุประสงค์จำนวน 2 คน คือ น.ส.กิ่งแก้ว ขอถาวรทรัพย์ เข้าศึกษาต่อในคณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี และนายประกาศิต พรหมพิริยพงศ์ เข้าศึกษาต่อในคณะคุรุ วิชาเอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จ.ภูเก็ต

นายสกุล กล่าวอีกว่า ในการรับทุนครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา นายมิชัย สวรรณดิษฐกุล นายธนิต รัตนกชัย และนายสมชาย ศิลปานนท์ ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาทั้ง 3 ท่านเป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด อีกทั้งเป็นศิษย์เก่าภูเก็ตวิทยาลัย และเห็นความสำคัญในการสร้างครูที่มีคุณภาพตามโครงการ “สร้างครู สร้างเยาวชน สร้างสังคมภูเก็ต” โดยสนับสนุนเงินทุนๆ ละ 600,000 บาท จำนวน 3 ทุน รวมเป็นเงิน 1,800,000 บาท



ปฐมนิเทศฯ นักศึกษามอ.ปีการศึกษา 2553


เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา ห้องดาวดึงส์ อุทยานอาหารไทนาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้จัดโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2553 มีรองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ชิน บุญถวิล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการปฐมนิเทศในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังรองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต คณะผู้บริหาร และอดีตนายกสมาคมศิษย์เก่าหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดภูเก็ต และนายอำเภอกะทู้ ได้ให้เกียรติร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ โดยในปีนี้มีนักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 698 คน

ทางด้านรองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ถึงความเป็นลูกพระบิดา “ลูกพระบิดา” เป็นคำของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ ที่ทรงพระราชดำรัสกับอาจารย์และนักศึกษาวิทยาเขตปัตตานีเมื่อครั้งทรงเป็นอาจารย์พิเศษที่วิทยาเขตปัตตานี ทรงดำรัสว่า “เราเป็นลูกพ่อเดียวกัน” จึงมีคำว่าลูกพระบิดามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งถือเป็นเกียรติอันสูงส่งและพูดได้เต็มปากว่าลูกพระบิดา สิ่งสำคัญของการเป็นลูกพระบิดาคือการถือพระราชปณิธานของพระบรมราชชนก “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” และมีจิตวิญญาณแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การเป็นลูกพระบิดาถือเป็นเกียรติอันสูงสุดซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาพระราชทานสิ่งล้ำค่าคือเสด็จพ่อ เป็นชื่อย่อของมหาวิทยาลัย ซึ่ง ม.อ. ย่อมาจากพระอิสริยยศ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีความสูงเด่นทั้งชื่อ และคุณภาพความเป็นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิการบดี ได้ให้โอวาทในด้านความสำเร็จทางการศึกษาว่า การจะสำเร็จเรื่องใดนั้นต้องประเมินตัวเองเพื่อความไม่ประมาท รู้จักตัวเอง รู้ความสามารถของตนเอง การเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนเพราะอยากรู้ ไม่ใช่เรียนไปวันๆ เพื่อรับปริญญา เราต้องเรียนรู้บนฐานของความอยากที่จะรู้หรือใฝ่รู้ นอกจากนี้การมุ่งสู่ความสำเร็จของการเรียน ความหวังที่จะมีอาชีพ มีหน้าที่การงาน มีงานทำ มีการประกอบอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ การดำรงชีวิตของการประกอบอาชีพ นักศึกษาภูเก็ตจะได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษเพราะเป็นวิทยาเขตนานาชาติ ทักษะด้านภาษาอังกฤษและความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ ถือเป็นสิ่งสำคัญในโลกเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางด้านภาษาถือเป็นทักษะส่วนตนจึงจะต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นสำคัญหน้าที่หลักคือการเรียนให้สำเร็จและการไปประกอบอาชีพในโลกกว้างด้วยความรู้และความสามารถ นอกจากนี้อธิการบดีได้อวยพรให้นักศึกษาทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตทางสังคม และสำเร็จการศึกษาจนได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทุกคน

รพ.กรุงเทพมอบตู้ยา


ชมรมฟุตบอลโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต เดินทางไปมอบตู้ยา ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำจืด ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาวน้อย จ.พังงา เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ชมรมฟุตบอล โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต และจัดแข่งฟุตบอลสานสัมพันธ์ระหว่าง ทีมชมรมฟุตบอล โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต และ ทีมชมรมฟุตบอลเกาะยาวน้อย พร้อมกันนี้ยังได้เปิดคลินิกสอนฟุตบอลให้แก่น้องๆ นักเรียนอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมด้วยความห่วงใยตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา