จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เตรียมนิรโทษโรงแรมเถื่อน


เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 53 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) นายวิชัยไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต (กรอ.จังหวัดภูเก็ต) เพื่อติดตามประเด็นขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัด โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม เช่น อบจ.ภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในส่วนของคณะอนุกรรมการ กรอ.จังหวัดภูเก็ต สาขาด้านการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ซึ่งหนึ่งในประเด็นในการนำเสนอขอให้มีการควบคุมจำนวนโรงแรมและส่งเสริมโฮมสเตย์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงแรม รวดเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ทำให้โรงแรมแต่ละแห่งมีแขกน้อย จึงควรจะชะลอการเพิ่มจำนวนโรงแรม เพื่อให้สมดุลกับนักท่องเที่ยวและควรหันไปสนับสนุนโฮมสเตย์ของชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ต่อมาได้ถอนประเด็นการควบคุมจำนวนโรงแรมออกเหลือเพียงให้ส่งเสริมโฮมสเตย์ เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่สามารถห้ามการลงทุนได้ แต่ควรจะนำโรงแรมที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาตมาเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง และขอเป็นมติ กรอ.ในการเสนอกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอนิรโทษกรรมโรงแรมที่ดำเนินการไปแล้วมาเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยให้ตั้งอนุกรรมการศึกษารายละเอียดว่าจะมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง

โดยนายแพทย์ศิริชัย ศิลปอาชา ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เหตุที่มีการนำเสนอให้มีการควบคุมการขออนุญาตก่อสร้าง เนื่องจากมองว่าปัจจุบันในบางช่วงจำนวนห้องพักของโรงแรมเพิ่มมากว่าจำนวนของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหากระทบในเรื่องของความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดปัญหาการแข่งขันตัดราคา ดังนั้นอยากให้มีการเข้ามาดูแลในภาพรวมของการก่อสร้างโรงแรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่หมายความว่าห้ามไม่ให้ลงทุนก่อสร้างเลย เพียงแต่ให้มีการส่งสัญญาณเตือน ในขณะเดียวกันให้มาส่งเสริมโฮมสเตย์ของชุมชนมาช่วยรองรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นเพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง

ขณะที่นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การควบคุมจำนวนนั้นคงเป็นเรื่องยาก ที่จะห้ามได้ เนื่องจากปัจจุบันเป็นการแข่งขันในระบบของทุนนิยม และเป็นเรื่องดีมานท์ซัฟฟราย ส่วนของการส่งเสริมโฮสเตย์นั้นก็มีหน่วยที่รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นและจะต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข นั่นคือ การนำโรงแรมที่ไม่ถูกต้องมาเข้าระบบให้ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีจำนวนมากและเกินกว่าครึ่งของจำนวนโรงแรมที่มีอยู่

นายสมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรื่องการดูแลจำนวนห้องพักนั้นได้มีการดำเนินการร่วมกันของสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อกำหนดในการดูแลจำนวนห้องพักเพื่อไม่ให้เกิดการโอเวอร์ซัฟฟราย ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ซึ่งเข้าใจในระบบทุนนิยมซึ่งไม่สามารถที่จะห้ามการลงทุนได้ แต่ทำอย่างไรให้โรงแรมที่ก่อสร้างมาแล้วเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีของอาคารพาณิชย์ เกสเฮ้าส์หรือคอนโดมีเนียม ได้ทำการดัดแปลงมาเป็นโรงแรมที่พักเป็นจำนวนมากและในส่วนนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะถูกกว่าโรงแรมที่มีการขออนุญาตถูกต้อง ส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องของการเกิดสงครามราคา สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรที่จะให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย และทำอย่างไรให้โรงแรมที่ยังไม่ขออนุญาตให้เข้าสู่ระบบ เพราะการห้ามไม่ให้สร้างเพิ่มคงเป็นไปได้ และอาจจะเป็นการผิดรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนนายประเจียด อักษรธรรมกุล หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัดภูเก็ต สำนักงานจังหวัดภูเก็ต กล่าวยอมรับว่า การขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมตาม พ.ร.บ.โรงแรมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นจึงมีโรงแรมจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ขออนุญาต แต่ที่ผ่านมาเคยมีการประกาศนิรโทษกรรมให้โรงแรม ซึ่งน่าจะนำในส่วนนี้มาใช้ เพื่อนำมาเข้าสู่ระบบทั้งหมด โดยอาจจะกำหนดให้นิรโทษกรรมโรงแรมที่ก่อสร้างก่อนปี 2553


วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แลกเปลี่ยนการวิจัยการตลาดไทย – มาเลเซีย


เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมอัญชัน อาคารศรีราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ผศ.ดร.ประภา กาหยี อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ หรือ International Conference Project เรื่อง “การตลาดและการค้าปลีกที่ยั่งยืน : การมีส่วนร่วมและขีดความสามารถของกลุ่มประเทศอาเซียน (Sustainable marketing & retailing contributions and competencies of Asian Nations) ซึ่งเป็นการจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต กับ University Teknologi Mara ประเทศมาเลเซีย โดยมีนักวิจัยจากทั้งสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่ง และนักวิจัยจากองค์กรเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วม

ผศ.ดร.ประภา กล่าวว่า ด้วยทางมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต และ University Teknologi Mara ประเทศมาเลเซีย ตลอดจนสถาบันชั้นนำด้านวิชาการ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการตลาดและการค้าปลีก ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันในด้านสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนการเกิดขึ้นของปัญหาที่ตามมา ดังนั้นในการพัฒนาของท้องถิ่นที่สถาบันการศึกษาแลกเปลี่ยนด้วยองค์ความรู้ มุมมอง ความคิดเห็น แนวทางการแก้ปัญหาด้วยการวิจัย จึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ดังนั้นจึงได้เกิดความร่วมมือระหว่างกันดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นเวทีแสดงผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยสาขาการตลาด การค้าปลีก การท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐ เอกชน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านวิชาการ การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาด้วยการวิจัย รวมทั้งเพื่อให้เกิดการตื่นตัวของผู้เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศ ในการพัฒนาทางวิชาการวิจัยทางสังคมศาสตร์และธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนานโยบายเพื่อสนับสนุนการวิจัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย ผศ.ดร.ประภากล่าว

ป่าคลอกลงทุน-ท่องเที่ยวขยายตัว


นายอธิพงษ์ คงนาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก (อบต.ป่าคลอก) อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กล่าวลงทุนในพื้นที่ ต.ป่าคลอก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีทั้งโครงการบ้านจัดสรรและโรงแรมที่พัก ส่งผลให้พื้นที่ของป่าตองมีการเติบโตทางด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปีนี้มีโครงการบ้านจัดสรรที่ได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบ้านศุภาลัย ซึ่งเป็นการลงทุนของนักลงทุนจากส่วนกลาง กับโครงการบ้านพร้อมพันธ์ซึ่งเป็นการลงทุนของนักลงทุนในพื้นที่ ส่วนของโรงแรมที่พักในปีนี้ยังไม่มีการอนุญาตก่อสร้างเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากอาจจะอยู่ระหว่างการรอดูสถานการณ์ โดยปัจจุบันห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทซึ่งมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมศุภาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมจันดารารีสอร์ทแอนด์สปา และโรงแรมบนเกาะนาคา มีจำนวนห้องพักรวมประมาณ 200 ห้อง

“จากการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ป่าคลอกของนักลงททุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่งผลให้ อบต.ป่าคลอกสามารถจัดเก็บรายได้ซึ่งมาจากภาษีโรงเรือนและอื่นๆ ได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2552 สามารถจัดเก็บได้ 63 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้ 10 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2553 คาดว่าน่าจะเก็บได้เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางด้านอสังหาริมทรัพย์”

นายอธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อรองรับการขยายตัวทางด้านการลงทุนและท่องเที่ยวที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของอบต.ป่าคลอก ได้มีการวางแผนในการพัฒนาสาธารณูปโภค-สาธารณูปการโดยการจัดสรรงบประมาณจัดทำโครงการต่างๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การปรับปรุงถนนซอยในหมู่บ้าน การขยายเขตไฟฟ้า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพให้กับคนในพื้นที่ โดยนำเอาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่อันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่มาเป็นจุดขายหลักทางด้านการท่องเที่ยว เช่น โครงการจากภูผาสู่ทะเล ซึ่งดำเนินการโดยชุมชนบ้านบางโรง เป็นต้น ซึ่งนอกจากงบประมาณจากรายได้และงบอุดหนุนของ อบต.เองแล้ว ในปีนี้ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งอีกประมาณ 30 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้วย เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


ส.ท่องเที่ยวภูเก็ตวางแผนโรดโชว์


นายภูริต มาศวงศ์ศา อุปนายกฝ่ายการตลาดต่างประเทศ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในขณะที่แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทยและต่างประเทศประสบปัญหา แต่ภูเก็ตยังสามารถที่จะประคับประคองตัวเองไปได้ เนื่องจากมีตลาดหลักที่มาช่วยประคองสถานการณ์ไว้ เช่น ออสเตรเลีย เกาหลี จีน ตะวันออกกลาง อินเดีย เป็นต้น ประกอบกับช่วงของไฮซีซั่นลดสั้นลงเหลือเพียง 4 เดือน จากเดิม 6 เดือน ขณะที่โลว์ชีซั่นยาวขึ้นเป็น 8 เดือน ทำให้จะต้องวางแผนในการหาตลาดใหม่มาเสริมให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตสูงสุดปีละประมาณ 400,000 คน รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในส่วนของอินเดียและตะวันออกกลางด้วย

ทั้งนี้ในแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้นจะมีการเดินทางไปโรดโชว์เพื่อส่งเสริมการขายที่ประเทศออสเตรเลียในสองเมืองหลัก คือ ซิดนีย์และบริสเบน ในระหว่างวันที่ 16 – 23 กันยายนนี้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) เพื่อจะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้เข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น รวมทั้งเพื่อขอบคุณบริษัททัวร์ใหญ่ๆ ที่ให้การช่วยเหลือส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตตลอด โดยเฉพาะในคราวที่จังหวัดภูเก็ตประสบปัญหา เช่น สึนามิ เป็นต้น ซึ่งจากสถิติพบว่านักท่องเที่ยวตลาดออสเตรเลียเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาซ้ำเฉลี่ยปีละประมาณ 150,000 – 200,000 คน

นอกจากนี้ในช่วงประมาณเดือนมีนาคม จะมีการเดินทางไปร่วมงานส่งเสริมการขาย ITB ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบจ.ภูเก็ต ให้เดินทางไปร่วมทุกปี เพราะเป็นงานส่งเสริมการขายระดับโลกและเป็นตลาดหลักที่จะเดินทางเข้ามาในช่วงไฮซีชั่น หลังจากนั้นในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเดินทางไปโรดโชว์ที่กรุงนิวเดลี บังการอ และเชนไช ประเทศอินเดีย และร่วมงานอาระเบียน เทรเวล เทรด เพื่อนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยว รวมทั้งในส่วนของตลาดตะวันออกกลางด้วย ประกอบกับทางสายการบินกาตาร์จะเปิดบินตรงโดยใช้เส้นทางโดฮา-กัวลาลัมเปอร์-ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวในตะวันออกกลางและยุโรปสามารถเดินทางเข้ามาได้สะดวกมากขึ้น

ส่วนของตลาดภายในประเทศนั้น นายภูริต กล่าวว่า ก็ได้ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้เดินทางไปทำโรดโชว์ที่ จ.เชียงใหม่ และในระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายนนี้ก็จะเดินทางไปยัง จ.อุดรธานีและสาธารณรัฐประชาชนลาว เพื่อที่จะดึงนักท่องเที่ยวจากทางอีสานและประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวให้เข้ามาภูเก็ต เนื่องจากขณะนี้ทางสายการบินไทยแอร์เอเซียได้เปิดบินเส้นทางภูเก็ต-อุดรธานี วันละ 1 เที่ยวบินแล้ว

นายภูริต กล่าวว่า สำหรับถานการณ์ท่องเที่ยวของภูเก็ตในช่วงไฮซีซั่นที่จะมาถึงในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้หากไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงขึ้นอีก คาดว่าในช่วงไฮซีซั่นนี้การท่องเที่ยวของภูเก็ตก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจากการสอบถามไปยังโรงแรมต่างๆ ปรากฏว่าการจองห้องพักเข้ามาแล้วประมาณ 50% และจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงใกล้ไฮซีซั่นนี้ ส่วนอัตราเข้าพักปัจจุบันในภาพรวมเฉลี่ยประมาณ 40 – 45% ซึ่งดีขึ้นกว่าในช่วง 2 – 3 เดือนก่อนหน้านี้


ทน.ภูเก็ตรับงบถนนไร้ฝุ่น 24 ล.


นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า จากการที่ทางเทศบาลนครภูเก็ต มีโครงการก่อสร้างถนนผังเมือง ค.ตามแผนโครงการจัดผังแม่บทการใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุ ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ โดยธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ตให้ใช้ที่ดินจำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 20 ไร่เศษ ประกอบด้วย ที่ดินแปลงหมายเลขที่ ภก 155 จำนวน 12 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ เขต 4 เป็นผู้ใช้ประโยชน์ กับที่ดินแปลงหมายเลขที่ ภก 241 จำนวน 7 ไร่ 1 งาน 25 ตารางวา ซึ่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก ฯเป็นผู้ใช้ประโยชน์ เป็นถนนเชื่อมต่อระหว่างถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี กับถนนเจ้าฟ้า เพื่อให้มีพื้นที่ถนนสำหรับรองรับปริมาณยานพาหนะที่เพิ่มมากขึ้น เป็นการระบายการจราจรบริเวณถนนเจ้าฟ้าและถนนพูนผล ถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งมีการจราจรคับคั่งในชั่วโมงเร่งด่วน และเป็นเส้นทางผ่านไปสู่บริเวณสวนสาธารณะสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 สวนสาธารณะสะพานหิน เป็นเส้นทางไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัดภูเก็ต ตลอดจนเพื่อรองรับและสอดคล้องกับโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนบางกอก-ถนนพูลผล (PH-RB-10) และถนนสายหลักทางด้านใต้ (PH-RB-3A) ตามโครงการพัฒนาเมืองหลัก รอบที่ 2 ระยะแรก

“ถนนเส้นนี้ได้รับงบประมาณจากโครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานทางหลวงชนบท ที่ 18 จังหวัดกระบี่และสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดภูเก็ต จำนวน 24 ล้านบาทเศษ ซึ่งจะก่อสร้างเป็นถนนลาดยางขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 684 เมตร ซึ่งได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ต่างก็เห็นด้วย เนื่องจากเล็งเห็นถึงความจำเป็นเพื่อลดปัญหาการจราจรในเขตเมืองโดยเฉพาะในช่วงเวลาชั่งโมงเร่งด่วน เพราะจะช่วยให้สามารถที่จะระบายรถได้อีกทางหนึ่ง คาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ในเร็วๆ นี้ และจะเปิดใช้บริการได้ประมาณปีหน้า”

นางสาวสมใจ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อถนนสายนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในการสัญจรเข้า-ออกตัวเมืองภูเก็ต เพราะปัจจุบันปริมาณยวดยานพาหนะมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการสร้างถนนขึ้นอีก 1เส้นทางจะเป็นการเพิ่มพื้นผิวการจราจร ทำให้การคมนาคมขนส่งมีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับบริเวณพื้นที่ก่อสร้างถนนผังเมือง ค เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการขยายตัวด้านที่อยู่อาศัยของชุมชน นอกจากนี้ยังใกล้กับสถานที่ราชการ เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี กับเจ้าฟ้าตะวันออก ผ่านไปยังแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง สนามกีฬา สวนสาธารณะสำคัญ คือ สะพานหิน ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ พิธีกรรมเนื่องในประเพณีถือศีลกินผัก ทำบุญตักบาตร ปีใหม่ เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้งจะมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ในวันปกติก็จะมีประชาชนใช้บริการวันละกว่า 2,000 คน นอกจากนี้เทศบาลนครภูเก็ตยังได้รับงบประมาณแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในการจัดสร้างยิมเนเชี่ยมขนาด 4,000 ที่นั่งในบริเวณดังกล่าวด้วย ดังนั้นการเพิ่มเส้นทางจราจรซึ่งจะช่วยระบายรถและลดความแออัดของยวดยานพาหนะในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมได้เป็นเป็นอย่างดี

สร้างเสริมสุขภาพในการทำงาน


เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุม 2 อาคารหลังใหม่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการสร้างเสริมสุขภาพในการทำงาน สำหรับผู้ประกันตน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมเชิงปฏิบัติการให้ผู้ประกันตนดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ปลอดจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานเพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนสามารถดูแลตนเองได้ และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เมื่อได้รับอุบัติเหตุและมีสาเหตุอันเกิดจากโรคจากการทำงาน โดยมีผู้ประกันตนในสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม

นายแพทย์เจษฎา จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรมขนาดย่อม จนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เกิดความหลากหลายในมาตรฐานการผลิตและเทคโนโลยี ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผู้ใช้แรงงานทั้งการบาดเจ็บ อุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นจำนวนผู้อยู่ในวัยทำงาน (15-59 ปี) มีจำนวน 53.28 ล้านคน และเป็นผู้ที่มีงานทำจำนวน 37.60 ล้านคน โดยกระจายอยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและภาคบริการ

สำหรับจังหวัดภูเก็ตเป็นตลาดแรงงานใหญ่ระดับประเทศ มีสถานประกอบการเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ประกันตนทั้งหมดประมาณ 129,240 คน จาก 9,000 สถานประกอบการ ส่วนใหญ่เป็นโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ละปีผู้ใช้แรงงานประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือเจ็บป่วยจากการทำงานเป็นจำนวนไม่น้อย เช่น การบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังเนื่องจากยกของหนัก การบาดเจ็บไหล่และต้นคอ เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวสามารถป้องกันได้ หากสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการดำเนินงานคลินิกโรคจากการทำงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน นายแพทย์เจษฎากล่าว

ด้านนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวเสริมว่า สถานการณ์โรคและภัยจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อพนักงานในสถานประกอบการ ซึ่งจากรายงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคจากการประกอบอาชีพในแต่ละปีมีเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าสุขภาพของผู้ประกันตนในสถานประกอบการควรได้รับการเสริมสร้างสุขภาพทั้งองค์ความรู้ และการปฏิบัติปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงประจักษ์จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองให้ปลอดจากอุบัติเหตุ และโรคจากการทำงานทั้งทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันรักษาและการฟื้นฟูสภาพให้ตนเองมีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง ก่อให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มความสามารถ มีประสิทธิภาพและคุณภาพ บ่งชี้ให้เห็นการมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วยหลักการปฏิบัติให้เข้าถึงโรงงานสุขภาพดี (Healthy Factory Thailand) ที่ประกอบด้วย อาหารดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อนามัยและสิ่งแวดล้อมงดงาม ปลอดอโรคยา ปราศจากอบายมุข สุขด้วยอารมณ์


“บันทึกนักประหยัดตัวน้อย”

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม “จุ-ติ ก้องอนุสรณ์” ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายสมชาย เครือแพทย์ ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอถลาง เป็นประธานเปิดโครงการ “บันทึกนักประหยัดตัวน้อย” ประจำปี 2553 ซึ่งเป็นกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบสถาปนา 50 ปี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีนายชาญณรงค์ หนูคง ผู้อำนวยการโรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม “จุ-ติ ก้องอนุสรณ์” คณะครู นักเรียน และวิทยากรจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาคใต้ (กฟภ.ต.2) จังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายศักดิ์ดา นาวารัตน์ รองผู้อำนวยการกองบริการลูกค้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภาคใต้ เขต 2 กล่าวว่าสืบเนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะครบรอบสถาปนา 50 ปีในวันที่ 28 กันยายน 2553 นี้ ในโอกาสดังกล่าวการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงได้จัดทำโครงการบันทึกนักประหยัดตัวน้อยจัดขึ้นใน 73 จังหวัด ทั่วประเทศ เพื่อแนะนำให้นักเรียนได้รับความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้า รู้จักใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย ถูกวิธี ประหยัดมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งช่วยแนะนำผู้ปกครองร่วมกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และให้ผู้ปกครองตอบแบบสอบถามถึงพฤติกรรมการประหยัดไฟฟ้าของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันลดโลกร้อนด้วย

สำหรับรูปแบบการจัดโครงการบันทึกนักประหยัดตัวน้อย ประจำปี 2553 ของจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วยกิจกรรมในรูปแบบ Walk Rally โดยแบ่งฐานให้ความรู้ออกเป็น 5 ฐาน ประกอบด้วย ฐานไฟฟ้ามาสู่บ้านได้อย่างไร,มิเตอร์ กฟภ.หน่วยไฟฟ้า และใบเสร็จค่าไฟฟ้า,การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด,การไฟฟ้าอย่างปลอดภัย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด นอกจากนี้ยังมีการจัดทำข้อสอบ เพื่อประเมินผลความรู้ที่ได้รับจาก Walk Rally และหวังว่าหลังจากจบโครงการฯ นักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติงานได้จริงเพื่อให้เกิดผล โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่บ้าน มุ่งเน้นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน และจะต้องมีการบันทึกลงในสมุดบันทึกนักประหยัดตัวน้อยถึงวิธีการประหยัดไฟฟ้าภายในบ้านและโรงเรียน ทั้งนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะร่วมกับทางโรงเรียนติดตามผลเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553

นายศักดิ์ดา กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาคใต้ มีพื้นที่ดูแล ประกอบด้วยจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยจัดกิจกรรมดังกล่าวไปแล้วที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี และภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ 4 หลังจากนี้จะไปจัดที่จังหวัดพังงา และกระบี่ ทั้งนี้จะเลือกโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดละ 1 แห่ง

 

แข่งเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมหลวงอนุภาษ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ผศ.ดร.เมธี สรรพานิช รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นประธานเปิดการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ACM-ICPC Thailand Southern Area ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการ TESCA 2010 เพื่อเป็นเวทีการแข่งขัน และสร้างการพัฒนาทักษะด้าน Algorithms ความคิดริเริ่มในการเขียนโปรแกรม และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ ทางด้านการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้มีปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม อันจะเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ ซึ่งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตจัดขึ้น โดยมีนักศึกษาจาก 6 คณะ 2 สำนักวิชา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาสงขลานครินทร์ ทั้ง 5 วิทยาเขต เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 24 ทีม รวม 74 คน

นายปริญญา กระจ่างผล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า กล่าวว่า ซิป้าเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางและนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยมีพันธกิจหลัก คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และส่งเสริมผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ด้วยเหตุที่ตลาดซอฟต์แวร์เป็นตลาดใหญ่ และมีบทบาทสูงต่อการเพิ่มมูลค่าในระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งการสร้างและพัฒนาบุคลากรในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการสร้างและพัฒนาคุณภาพบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ สำหรับป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากต่อการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศไทย

ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะในการเขียนโปรแกรมของนักศึกษาอย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาคและเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกภาคของประเทศ จึงได้มีการจัดแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ACM-ICPC ขึ้น ทุกภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการในภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ดำเนินการในภาคใต้ เพื่อกระตุ้นให้นิสิต นักศึกษาในภาคใต้ สนใจในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่งเสริมกิจกรรมการสร้างทักษะและเพิ่มขีดความสามารถในการเขียนโปรแกรมของนิสิต นักศึกษาภาคใต้ สร้างกิจกรรมทางวิชาการด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเป็นเวทีให้นักศึกษาไทยได้เข้าร่วมแข่งขันและมีประสบการณ์ในการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ รวมทั้งยังเป็นโครงการนำร่องที่จะสนับสนุนให้สามารถจัดกิจกรรมแข่งขันการเขียนโปรแกรมระดับภาคและประเทศทุกปี ระดับเอเชียอย่างน้อยทุกๆ 2-3 ปีต่อครั้ง และระดับโลกในอนาคตต่อไป นายปริญญา กล่าว

ในส่วนของการแข่งขันระดับประเทศไทยปีนี้ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23 – 24 สิงหาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เพื่อสร้างแรงกระตุ้นไปสู่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยให้เกิดความสนใจและเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น โดยผู้ชนะเลิศที่ 1 จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และถ้วยรางวัล ที่ 2 รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโลห์ รางวัลที่ 3 รับเงินรางวัล 10,000 บาท โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้รับประกาศนียบัตรการเข้าร่วมแข่งขันทุกคน โดยทีมที่ได้อันดับ 1 – 5 จะได้งบสนับสนุนไปแข่งขัน ACM – ICPC ระดับเอเชียที่ประเทศเวียดนามด้วย


วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รวบสินค้าก๊อบปี้ป่าตองกว่า 30,000 ชิ้น


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 พ.ต.อ.นรศักดิ์ เหมนิธิ รอง.ผบก.ป./ผอ.ศปลป.ป.(ศูนย์ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการปราบปราม) พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธราดล เหมพัฒน์ พงส.(สบ.3) กก.6 บก.ป.หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 1 ศปลป.ป. และ พ.ต.ท.สกล บัณฑิตศักดิ์ สว.สส.สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ตนำกำลังตำรวจกองปราบปราม-ชุดสืบสวน สภ.กะทู้ และผู้รับมอบอำนาจช่วงจาก บ.ฮาร์ดิ้ง ไฟล์ แอล แอลซี จำกัด กับพวกรวม 11 บริษัท เช่น บิลลาบอง เอดฮาร์ดี้ ควิกซิลเวอร์ อดิดาส ร็อก ไนกี้ โอดเลย์ เรย์แบน เป็นต้น เข้าตรวจสอบร้านค้าแผงลอยซึ่งตั้งอยู่ในตลาดโอทอป ถ.ราษฏร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จำนวน 21 ร้าน พบเสื้อผ้า กางเกง หมวก เข็มขัด กระเป๋า แว่นตา รองเท้า ซึ่งมีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดังกล่าวข้างต้น ปลอมและเลียนแบบเครื่องหมายค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักรจำนวนรวมกว่า 30,000 ชิ้น มูลค่าความเสียกว่า 15 ล้านบาท จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหา 21 ราย พร้อมของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ส่งพนักงานสอบสวน สภ.กะทู้ ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยกล่าวหาว่า มีการกระทำผิดฐาน เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร ซึ่งในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า มีสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมไว้เพื่อจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจริง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการขยายผลการจับกุมแหล่งผลิตหรือโกดังในพื้นที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.นรศักดิ์ เหมนิธิ รอง ผบก.ป./ผอ.ศปลป.ป. กล่าวว่า การกวาดล้างจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว สืบเนื่องจากนโยบายของนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ซึ่งมุ่งเน้นปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทาง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก.ได้สั่งการให้พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤบาล รักษาราชการแทน ผบก.ป. กำชับสั่งการให้ทีมงานออกสืบสวนจับกุมในพื้นที่ซึ่งมีการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณหาดป่าตองซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง เนื่องจากในวันที่ 12 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะมีตัวแทนจากทางสหรัฐฯ เดินทางมาติดตามความคืบหน้าของรัฐบาลไทยต่อการแก้ไขปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา อันจะมีผลต่อการกำหนดท่าทีในการกีดกันสินค้าการเกษตรของไทยในอนาคตต่อไป


ฟังความเห็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบกลุ่มอาคาร


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา (อบต.กมลา) อ.กะทู้ จ.ภูเก็ตนายสันติ อรรถทรัพย์ รองนายก อบต.กมลา เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environment Impact Assessment : EIA) โครงการการก่อสร้างระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียของอบต.กมลา ครั้งที่ 2 ซึ่งได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย รศ.ดร.สิทธิชัย ตันธนะสฤษดิ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อมประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการศึกษา เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการและเหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ เสนอประกอบการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

นายสันติ อรรถทรัพย์ รองนายก อบต. กมลา กล่าวว่า ด้วย อบต.กมลา กำลังดำเนินการโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียแบบกลุ่มอาคารที่มีขีดความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 3,550 ลบ.ม./วัน เพื่อรองรับการขยายตัวของประชาชนและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ เพราะจากแนวโน้มการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ปริมาณของเสีย ได้แก่ น้ำเสียและขยะมูลฝอยต่างๆ เพิ่มตามไปด้วย อันจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทรัพยากรชายฝั่งทะเล แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยปัจจุบันในพื้นที่ ต.กมลาซึ่งมีขนาด 18.9 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้นประมาณ 3,200 ลบ.ม./วัน ทาง อบต.ได้เล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียขึ้น เพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ และให้การจัดการน้ำเสียของ อบต.กมลาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ รศ.ดร.สิทธิชัย ตันธนะสฤษดิ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อมประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ความเหมาะสมและออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย กำหนดจุดในการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียครอบคลุมทั้งพื้นที่จำนวน 7 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 พื้นที่ด้านหลังองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 600 ลบ.ม./วัน จุดที่ 2 พื้นที่ด้านข้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกมลาสามารถบำบัดน้ำเสียได้ 600 ลบ.ม./วัน จุดที่ 3 พื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี สามารถบำบัดน้ำเสียได้ ด 1,000 ลบ.ม./วัน จุดที่ 4 พื้นที่ถนนสาธารณประโยชน์หน้าสำนักสงฆ์เจริญธรรม สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 50 ลบ.ม./วัน จุดที่ 5 พื้นที่ถนนข้างหอเตือนภัยสึนามิ สามารถบำบัดน้ำเสียได้ ด 1,000 ลบ.ม./วัน จุดที่ 6 พื้นที่ริมถนนด้านฝั่งตรงข้ามโรงแรมกมลาบุรี สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 150 ลบ.ม./วัน และจุดที่ 7 พื้นที่ริมคลองเก็ตหนีตรงข้างซอยกมลา 12 สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 150 ลบ.ม./วัน ซึ่งจะเป็นการก่อสร้างใต้ดินทั้งหมด โดยจากการประมาณการค่าใช้จ่ายคาดว่าจะต้องใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 1.5 ล้านบาท