จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เกิดอุบัติเหตุรถ ผบก.ภูเก็ตขณะเดินทางไปรับนายก


เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ร.ต.อ.ธีระวัฒน์ อำนาจเจริญ ร้อยเวร สภ.เมืองภูเก็ตได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันที่บริเวณสามแยกบางคู (แยกโตโยต้า) ถ.เทพกระษัตรี ต.รัษฎา อ.เมือง มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง จึงพร้อมด้วยรถพยาบาลโรงพยาบาลสิริโรจน์ภูเก็ตรุดไปรับคนเจ็บ โดยที่เกิดเหตุอยู่กลางสามแยกขาออกนอกเมือง พบรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้ารุ่นแคมรี่สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฌส 908 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าพับยับ บริเวณพวงมาลัยรถและด้านข้างคนนั่งมีถุงลมนิรภัยระเบิด ภายในรถมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย แต่งกายด้วยชุดของเจ้าหน้าที่ตำรวจเต็มยศ ประกอบด้วย พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ร.ต.อ.ฐาปกรณ์ ทุมมาศ นายเวร ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต และ ด.ต.ชาญพัฒน์ พุ่มเกลี้ยง ผบ.หมู่งาน ป.สภ.เมืองภูเก็ต ใกล้ๆ กับรถมิตซูบิชิรุ่นปาเจโร่สีขาว ทะเบียน ก 9515 ภูเก็ตป้ายแดงจอดอยู่กลางถนนสภาพด้านหน้าพังเล็กน้อย โดยกันชนหลุดออกจากตัวรถและไฟตัดหมอกแตก โดยมีนายภักดี ธนะกุล อายุ 37 ปีผู้รับเหมาอยู่ที่หาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เป็นเจ้าของ จึงได้ทำการบันทึกรายละเอียดต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานและได้ลากรถทั้ง 2 คันไปเก็บไว้ที่ สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อรอการสอบสวนข้อเท็จจริง

จากการสอบสวน ด.ต.ชาญพัฒน์ พลขับรถประจำตำแหน่ง ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้รับ พล.ต.ต.พิกัด พร้อมด้วยนายเวรมาจากบ้านพัก เพื่อจะเดินทางไปรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่สนามบินภูเก็ต ซึ่งจะมาประชุมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ประจำปีที่โรงแรมเมอร์ลินบีช รีสอร์ท หาดไตรตรัง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต โดยใช้ความเร็ว ประมาณ 60-80 กม. โดยใช้เส้นทาง ถ.เทพกระษัตรีออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าไปยังสนามบิน จากนั้นเมื่อมาถึงบริเวณสามแยกดังกล่าว ซึ่งมีสัญญาณไฟจราจร แต่ขณะนั้นสัญญาณไฟกระพริบสีเหลือง จึงจอดอยู่ในเลนขวา เพื่อรอดูรถที่กำลังจะสวนมา ขณะนั้นก็มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำจอดรอเพื่อให้รถของตนผ่านไปก่อน แต่ในระหว่างที่กำลังเคลื่อนรถออกไป ก็ได้มีรถมิตซูบิชิปาเจโร่สีขาวป้ายแดงวิ่งแซงออกมาจากด้านหลังรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำที่จอดรอรถตนผ่านไปก่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้รถพุ่งเข้าปะทะกับด้านหน้าซ้ายของรถมิตซูบิชิปาเจโร่เข้าอย่างแรง ถุงลมนิรภัยที่มีการติดตั้งอยู่ที่พวงมาลัย-คอนโซลด้านคนนั่งระเบิดออก ส่วน ผบก.ภ.จ.ภูเก็ตซึ่งนั่งด้านหลังเสียหลักกระแทกภายในรถจนได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้าย

ทั้งนี้ได้มีการนำเข้ารักษาตัวที่ห้อง 3618 ชั้น 6 รพ.สิริโรจน์ภูเก็ต ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต โดยแพทย์ได้นำเข้าห้องผ่าตัด เพื่อดึงเส้นเอ็นที่บริเวณหัวเข่าซ้าย โดยอีก 2 วันจะทำการเข้าเฝือกต่อไป ในขณะที่ ผบก.ยังสามารถพูดคุยได้ตามปกติ


วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กมธ.ท่องเที่ยว สว.ฟังความเห็นชิโน-โปรตุกิส


เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ที่โรงแรมเมโทรโพลภูเก็ต รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “การเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมชิโน-โปรตุกิส จังหวัดภูเก็ต” ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และเทศบาลนครภูเก็ต โดยมีนางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยววุฒิสภา นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต สมาชิกสภาเทศบาลนครภูเก็ต นักวิชาการ ประชาชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต เข้าร่วมประมาณ 200 คน โอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการอภิปราย เรื่อง การเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมชิโน-โปสตุกิส จังหวัดภูเก็ต ด้วย

นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ประธานคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว วุฒิสภา กล่าวว่าด้วยภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากปีละประมาณ 5-6 ล้านคน สำหรับการจัดทำโครงการศึกษาการเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมชิโน-โปรตุกิส จังหวัดภูเก็ตเป็นโครงการหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ด้านการพัฒนาให้มีพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น

ส่วนของการสัมมนาดังกล่าว เพื่อรับทราบข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำโครงการฯ จากทางภาครัฐ เอกชนและชุมชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในเขตเมือง เพื่อกำหนดแนวทางและแผนงานการเสริมสร้าง ฟื้นฟู ปรับปรุงในเขตการท่องเที่ยวพื้นที่วัฒนธรรมชิโน-โปรตุกิส จังหวัดภูเก็ต ได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตของหน่วยงานภาครัฐ และนำไปสู่การกระตุ้นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศเกิดความเติบโตอย่างสูงสุด ฟื้นฟูเศรษฐกิจธุรกิจการค้าในเขตเมืองให้กลับมารุ่งเรือง และสร้างรายได้ให้คนภูเก็ต ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นางธันยรัศม์กล่าว

ทางด้าน น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า แผนงานการปรับปรุงเส้นทางประวัติศาสตร์เขตเมืองเก่าจังหวัดภูเก็ต เน้นการสร้างบรรยากาศการชมเมืองเก่าให้เหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่มีชีวิตย้อนยุค เส้นทางชมเมืองจะมีเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นการซ้อนภาพอดีตบนภาพปัจจุบันของเมืองเก่า รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในเขตเมืองเก่า เช่น ปรับปรุงทางเท้า ถนน จัดทำถนนคนเดิน ปรับสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ปรับปรุงป้ายบอกทางและอุปกรณ์ประดับถนน ประกอบด้วย การปรับปรุงภูมิทัศน์คลองบางใหญ่ให้กลับมาใสสะอาดและเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ในเมืองเก่า ปรับปรุงอาคารที่จอดรถสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาให้เป็นอาคารพานิชยกรรมแนวย้อนยุคเพื่อเป็นจุดสนับสนุนและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตบนถนนสายพานิชยกรรมดั้งเดิมเช่นถนนถลาง ปรับปรุงอาคารธนาคารชาร์เตอร์ดและอาคารสถานีตำรวจตำบลตลาดใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์เพอรานากัน เพื่อจัดแสดงวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจของชาวบาบ๋าและกลุ่มชนเกี่ยวข้องในสมัยก่อตั้งย่านเมืองเก่าภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีแผนงานปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวในเขตเมืองเก่าจังหวัดภูเก็ต กรณีศึกษาถนนถลาง การปรับปรุงเปลือกอาคารด้านหน้าบนถนนถลางให้กลับไปสู่สถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสแบบดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นของการจัดระเบียบทางกายภาพและเป็นแบบอย่างของการปรับปรุงอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสจังหวัดภูเก็ต

อย่างไรก็ตามการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในภาพรวมนั้น เห็นด้วยที่จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมือง แต่ในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดๆ นั้น จะต้องมีการสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่อยู่ในย่านเมืองเก่า รวมถึงจะต้องให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการบริหารจัดการเพื่อไมให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ควรจะมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในย่านเมืองเก่า เพราะการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาจะเน้นเฉพาะในเรื่องของทางด้านสถาปัตยกรรม แต่การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ยังมีน้อยมาก


ภูเก็ตลงนามเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำบางวาด



เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือ การพัฒนางานชลประทานแบบบูรณาการ โครงการอ่างเก็บน้ำบางวาด (เพิ่มความจุอ่างฯ) อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ระหว่าง กรมชลประธาน โดยนายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานภูเก็ต กับ จังหวัดภูเก็ต โดยนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และเทศบาลเมืองกะทู้ โดยนายชัยอนันท์ สุทธิกุล นายกเทศมนตรีเมืองกะทู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำของเขื่อนบางวาดจากเดิม 7.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 10.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมีใช้เพียงพอตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มักจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งการลงนามความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกของจังหวัดภูเก็ตที่มีการบูรณาการความร่วมมือกัน

นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้นตามอัตราการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวและด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทางจังหวัดได้กำหนดให้เป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ และจากการหารือร่วมกันระหว่างจังหวัดภูเก็ต โครงการชลประทานภูเก็ตและเทศบาลเมืองกะทู้ เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาแหล่งน้ำต้นทุนที่ไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา รวมถึงปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค โดยให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนที่มีอยู่เดิมเพื่อให้สามารถมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี

โดยทางจังหวัดภูเก็ต กรมชลประทาน และเทศบาลเมืองกะทู้ จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนางานชลประทานแบบบูรณาการ โครงการอ่างเก็บน้ำบางวาด เพื่อเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำขึ้น เพื่อเป็นรูปแบบการพัฒนางานชลประทานแบบบูรณาการในการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมหรือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น (PPP:Public Private Partnership) ในอนาคต ซึ่งโครงการเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำบางวาด จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนให้มากขึ้น จากเดิมซึ่งจุน้ำได้ 7.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 10.2 ล้านลูกบาศก์เมตร นายวีรวัฒน์กล่าว

นายวีรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำบางวาด นั้นจะเป็นการเสริมสันเขื่อนขึ้นไปจากเดิมประมาณ 1 เมตร พร้อมขยายสันเขื่อน ยกระดับและการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งกรมชลประทานคาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวนกว่า 300 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณประจำปี 2554 และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2554 เชื่อว่าหลังการดำเนินการเสร็จสิ้นจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในภูเก็ตได้เป็นอย่างดี ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบเพื่อเสนอของบประมาณ

สำหรับสถานการณ์น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของจังหวัดภูเก็ตในปี 2553 นั้นจังหวัดภูเก็ตมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 51 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี หรือ 145,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ในระยะยาวถึงปี 2570 ความต้องการน้ำประมาณ 78 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 214,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ปัจจุบันใช้น้ำจากแหล่งเก็บกักน้ำ สูบจากลำรางธรรมชาติ น้ำทะเลและน้ำใต้ดิน รวมความจุแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 21 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ประมาณ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี กำลังการผลิตน้ำประปาสูงสุดปัจจุบันของทุกแหล่ง รวมประมาณ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี หรือ 125,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน แต่โรงกรองน้ำบางแห่งน้ำดิบไม่เพียงพอและมีการสูญหายในระบบจ่ายน้ำ ทำให้ผู้บริโภคใช้น้ำได้จริงประมาณ 36 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี หรือ 99,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ประมาณร้อยละ 68 ของความต้องการทั้งหมด พื้นที่บริการประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด นายวีรวัฒน์กล่าว

ปัจจุบันในจังหวัดภูเก็ตมีแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ มีน้ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 50 ของความจุ ประมาณ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร แหล่งน้ำหลักคือ อ่างเก็บน้ำบางวาด มีน้ำ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ มีน้ำ 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคและประปาเทศบาลนครภูเก็ตนำน้ำไปใช้เฉลี่ย 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร/เดือน ปริมาณน้ำที่มีสามารถใช้ได้ในระยะ 7 เดือน หรือถึงมกราคมปีหน้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บสะสมน้ำให้เต็มอ่างเก็บน้ำเพื่อไว้ใช้ให้เพียง พอในช่วงแล้งปีหน้า นายวีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย


ก.แรงงานจัดนัดพบประชาชน

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 53 ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการกระทรวงแรงงานพบประชาชน จังหวัดภูเก็ต โดยมีนายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายเรวัต อารีรอบและนางเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ผู้บริหาร ข้าราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วม

ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการมอบสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน จากกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม และการมอบป้ายรับรองแก่สถานประกอบการที่มีบุคลาการผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จำนวน 15 แห่ง จากจังหวัดสุราษฏร์ธานี พังงา กระบี่ และภูเก็ต

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมเชิงบูรณาการร่วมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงงานและบางส่วนจากส่วนกลาง ประกอบด้วย การนัดพบแรงงานย่อยซึ่งมีผู้ประกอบการมารับสมัครงาน 40 ราย มีตำแหน่งงานว่าง 3,000 อัตรา มหกรรมอาชีพเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระและอาชีพเสริม เช่น สาธิตการนวดสปาหน้า การทำรองเท้าชายหาด การเพ้นท์รองเท้าผ้าใบ เป็นต้น, การแนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาทางอาชีพ ทดสอบความพร้อมทางอาชีพและนิทรรศการโลกของอาชีพ, การให้คำปรึกษาแหล่งการกู้เงินเพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ, การส่งเสริมการไปทำงานในต่างประเทศเพื่อป้องกันการหลอกลวงแรงงาน คลินิกแรงงานเพื่อการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน การประกันสังคมมาตรา 40 การรับเรื่องราวร้องทุกข์, คลินิกกฎหมายแรงงานและให้บริการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจากการทำงาน รวมถึงคลินิกแรงงานต่างด้าว การแข่งขันฝีมือแรงงานการผสมเครื่องดื่มแบบมืออาชีพและการประกอบอาหาร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริม ได้แก่ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า, การตรวจเช็คสภาพรถ, การให้บริการตรวจสุขภาพจากหน่วยงานสาธารณสุขในเครือข่ายประกันสังคม, บริการนวดแผนไทย, นวดหัวไหล่, นวดฝ่าเท้าและนวดอโรมา การเล่นเกมส์ตอบคำถามชิงรางวัล และการจำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด เช่น สินค้า OTOP จากจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และสินค้าอุปโภคบริโภคจากบริษัทซุปเปอร์ชิป จำกัด จังหวัดภูเก็ต รวมถึงการแสดงมหกรรมดนตรีลูกทุ่งด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญประการหนึ่งคือ การแก้ไขปัญหาความยากจนโดยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มศักยภาพ การหารายได้ สร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร แรงงานและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในฐานะที่ตนควบคุมดูแลกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทด้านการส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ มีความรู้ ความเข้าใจในการประกอบอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานและศักยภาพกำลังแรงงาน คุ้มครองให้มีสภาพการจ้างงานตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคงของแรงงานไทยทั้งในระบบและนอกระบบ สิ่งที่สำคัญคือการนำบริการของกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำการประชาสัมพันธ์ภารกิจของกระทรวงแรงงานไปสู่ชุมชนและประชาชนอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตามนายเฉลิมชัย กล่าวถึงความคาดหวังจากการจัดกิจกรรมกระทรวงแรงงานพบประชาชน ว่า ประชาชนจะได้รับความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานที่ประจำอยู่ภายในจังหวัด และเป็นการเผยแพร่ผลงานของกระทรวงแรงงานที่ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดอบรมเพิ่มเพิ่มทักษะอาชีพ เป็นต้น


กมธ.ท่องเที่ยว สว.ลงพื้นที่ถนนถลาง


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 53 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา นำโดยนางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ถนนถลาง ถนนพังงา ซอยรมณีย์ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อที่จะนำข้อมูลใช้ในการพัฒนาถนนย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ตให้การต้อนรับและร่วมให้ข้อมูลการพัฒนาถนนเมืองเก่าดังกล่าว

ทั้งนี้นางธันยรัศม์ ได้กล่าวว่า ทางเทศบาลนครภูเก็ตให้ความสำคัญในการพัฒนาถนนย่านเมืองเก่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้เชิญนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตเป็นคณะอนุกรรมการด้านการท่องเที่ยวของคณะกรรมาธิการ เพื่อที่จะทางคณะกรรมาธิการจะเข้ามาเสริมและการผลักดันการพัฒนาถนนย่านเมืองเก่าได้อย่างไรบ้าง และเสนอผลักดันของบประมาณมาดำเนินการต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นคนภูเก็ตอยากที่จะให้มีการพัฒนาถนนย่านเมืองเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในตัวเมืองภูเก็ตมากขึ้นและเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในตัวเมืองภูเก็ตอีกด้วย เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตปีละ 6 ล้านคน มีจำนวนน้อยมากที่จะเข้ามาท่องเที่ยวและจับจ่ายในเขตเมือง นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดจะท่องเที่ยวและจับจ่ายอยู่ตามชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามในการที่จะพัฒนาเมืองเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น สิ่งสำคัญก็คือจะต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ย่านเมืองเก่าก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่และต้องการที่จะพัฒนาย่านเมืองเก่าไปในทิศทางใด อย่างกรณีของประเทศสิงคโปร์ที่มีการพัฒนาตึกๆเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งภูเก็ตก็สามารถทำได้เพราะเรามีย่านเมืองเก่าๆที่เป็นสถาปัตยกรรมชิโนโปตุกีสที่สวยงามในถนนสายต่างๆในย่านเมืองเก่าอยู่แล้ว

ขณะที่นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า ที่ผ่านมาเทศบาลนครภูเก็ตให้ความสำคัญกับการพัฒนาย่านเมืองเก่ามาก ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงสถาปัตยกรรมชิโนโปตุกีส ให้ความรู้กับประชาชนย่านเมืองเก่าในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการอบรมไกด์นำเที่ยว และล่าสุดได้มีการนำสายไฟฟ้าลงดิน และทางร.ท.ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก ได้นำเสนอการพัฒนาย่านเมืองเก่าไปยังคณะกรรมาธิการท่องเที่ยว วุฒิสภา เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองเก่า ที่เป็นการต่อยอดการพัฒนาย่านเมืองเก่าที่ผ่านมาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากถนนถลางและซอยรมณีย์เป็นพื้นที่นำร่อง

โดยทางเทศบาลได้ให้ทางบริษัทเอกชนเข้ามาออกแบบการพัฒนาเมืองเก่า เพื่อกำหนดรูปแบบในการปรับปรุงทั้งในเรื่องทางเท้า หงอคากี่ ป้ายหน้าบ้านที่เป็นการบอกกล่าวเรื่องราวของบ้านแตะหลังที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถที่จะศึกษาได้ด้วยตัวเอง มีการปรับปรุงสวนสาธารณะ 72 พรรษา มหาราชินี การดาษท้องคลองบางใหญ่ ปรับปรุงธนาคารซาร์เตอร์แบงก์ เป็นต้น

“ขณะนี้การออกแบบในรายละเอียดแล้วเสร็จภายใต้คอนเช็ปต์ที่ยึดความเป็นตัวตนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนและมีชุมชนเป็นเจ้าของ ซึ่งจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ 30 ก.ค. 2553 นี้” นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวในที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คณะทำงานด้านการยุติธรรมฯ ลงพื้นที่ภูเก็ต


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้การต้อนรับคณะทำงานด้านการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำโดยนายสุทธินันท์ จันทระ ประธานคณะทำงานฯ ซึ่งเข้าพบเพื่อชี้แจงการลงพื้นที่ศึกษาดูงาน เรื่อง กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิด โดยมีเจ้าหน้าที่จากทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต ร่วมชี้แจงข้อมูล นอกจากนี้ยังได้มีการไปรับฟังข้อมูลสภาพปัญหาเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแลของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต รับฟังปัญหาอุปสรรคในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเด็กและเยาวชนจากศาลจังหวัดภูเก็ต แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงานที่เกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชนจากสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต

นายสุทธินันท์ จันทระ ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า คณะทำงานด้านการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาความรุนแรงในเด็กและเยาวชนไทยที่ปัจจุบันมีแนวโน้มกระทำผิดและถูกละเมิดสิทธิ รวมทั้งตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากสถิติของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิดและถูกคุมประพฤติในสถานที่ต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อเด็กและเยาชนเหล่านั้นกลับออกมาสู่สังคมเดิมยังมีการกระทำผิดซ้ำสองอีกและเป็นความผิดที่รุนแรงกว่าเดิม ซึ่งจะเห็นได้จากการนำเสนอข่าวสารทางโทรทัศน์ วิทยุและหนังสือพิมพ์

ดังนั้นเพื่อเป็นการศึกษาหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ คณะทำงานด้านการยุติธรรมฯ จึงกำหนดให้มีการศึกษา เรื่อง กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดชอบ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดว่าเกิดจากสาเหตุประการใดเป็นสำคัญ มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กและเยาวชนไทยกระทำความผิดมากขึ้น และรัฐมีมาตรการในการดำเนินการต่อปัญหาดังกล่าวอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาด้านการบริหารจัดการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันหรือไม่ อย่างไร

นายสุทธินันท์ กล่าวด้วยว่า หลังจากรับฟังข้อมูลแล้วก็จะจัดทำรายงานสรุปผลข้อมูลต่างๆ เสนอต่อที่ประชุมคณะทำงานด้านการยุติธรรม พิจารณาประกอบการจัดทำร่างความเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิด เสนอต่อที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเสนอต่อรัฐบาลต่อไป


พม.ภูเก็ตมอบทุนการศึกษา


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารหลังใหม่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานพิธีมอบเกียรติบัตรและทุนการศึกษาแก่เด็กจากครอบครัวที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการครอบครัวคุณธรรมนำสังคมเข้มแข็ง (พาลูกจูงหลานเข้าวัด/โบสถ์/มัสยิด) ประจำปี 2553

ทั้งนี้นางสาวพรรณี สิทธิการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สืบเนื่องจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของจังหวัดภูเก็ต ดำเนินกิจกรรม โครงการครอบครัวคุณธรรมนำสังคมเข้มแข็ง (พาลูกจูงหลานเข้าวัด/โบสถ์/มัสยิด) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกในครอบครัว ได้ทำกิจกรรมร่วมกันในวันเสาร์ – อาทิตย์ หรือวันหยุดต่างๆ ณ ศาสนสถานของแต่ละชุมชนจำนวนพื้นที่ละ 20 – 30 ครอบครัว จำนวน 60 – 70 คน

สำหรับจังหวัดภูเก็ตในปี 2553 ได้ดำเนินงานตามโครงการฯ จำนวน 2 พื้นที่คือหมู่ที่ 6 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต และหมู่ที่ 1 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง และคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกเด็กและครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับเกียรติบัตรและทุนการศึกษาทุนละ 1,000 เพื่อเป็นรางวัลการทำความดีพื้นที่ 10 ราย รวม 20 ราย


ชาวเกาะแก้วมอบดอกไม้ขอบคุณผู้ว่าฯ ภูเก็ต


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ผู้นำชุมชนเกาะแก้ว ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต นำโดยนายสะมะแอ วงศ์นา โต๊ะอิหม่ามมัสยิดยาบรรนูดร์ (เกาะแก้ว) ได้เข้าพบนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อมอบมอบกระเช้าดอกไม้เป็นการขอบคุณในโอกาสช่วยประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องให้ดำเนินการติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ณ จุดกลับรถเกาะแก้ว ซึ่งจะเปิดใช้ในเร็วๆ นี้เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณจุดกลับรถดังกล่าว

ทั้งนี้นายโยทิน ถิ่นเกาะแก้ว ได้กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ชาวชุมชนเกาะแก้วได้มายื่นหนังสือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเรื่องขอติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ณ จุดกลับรถเกาะแก้ว และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตรับปากกับชาวบ้านว่าจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร

“สัญญาณไฟจราจรดังกล่าวคาดว่าจะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุและจะทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งเป็นการยกระดับภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกให้สง่างามยิ่งขึ้น” นายโยธิน กล่าว

อย่างไรก็ตามในโอกาสเดียวกันนี้ทางโต๊ะอิหม่ามสะมะแอ และทีมงานยังได้สวดขอพรจากองค์อัลเลาะห์ให้กับนายวิชัย พร้อมทั้งขอบคุณ ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนด้านงบประมาณติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ณ จุดกลับรถเกาะแก้วดังกล่าวด้วย


ชาวบ้านสุดทนปลูกกล้วยประชดผู้รับผิดชอบ


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ชาวบ้านบริเวณปากซอยกิ่งแก้ว ถนนรัษฎานุสรณ์ ม.3 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต จำนวนประมาณ 30 คน ได้รวมตัวกันนำต้นกล้วย ต้นตะไคร้ มาปลูกบนถนนรัษฎานุสรณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อ พร้อมเขียนป้ายข้อความต่างๆ เพื่อประท้วงเทศบาลตำบลรัษฎา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหา เนื่องจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อในช่วงที่มีฝนตก และมีฝุ่นในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากถนนสายดังกล่าวมีรถสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก และจากสภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อดังกล่าวส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

นายชัยวัตร ใจจ้องดำรง อายุ 67 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 52/144 ม.3 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจากถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อมาเป็นเวลาประมาณ 6-7 ปี และได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง มีเพียงการนำดินมากลบแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อมีฝนตกลงมาก็กลับมาเป็นหลุมเป็นบ่อเช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านโดยเร็ว และถาวร ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อแล้วอยากให้เร่งทำท่อระบายน้ำริมถนนด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้เมื่อมีฝนตกลงมาน้ำจะไหลหลากลงมาบนถนนก็จะนำมาทั้งทรายและดินโคลนลงมา ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ขณะที่นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อที่บริเวณปากซอยกิ่งแก้วนั้น ทางเทศบาลฯ ได้ตั้งงบประมาณเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงไว้แล้ว โดยได้มีการประกาศเพื่อจัดหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้สนใจ จึงได้ใช้วิธีจัดจ้างพิเศษแต่ก็ไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้ามาดำเนินการอีกเช่นกัน ทำให้ต้องยกเลิกโครงการดังกล่าว และได้ตั้งงบประมาณใหม่ในปี 2554 โดยจะทำเป็นถนนคอนกรีต คสล. ตั้งแต่ 3แยกซอยกิ่งแก้วอุทิศไปจนถึง ซ.กิ่งแก้ว ส่วนการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าได้สั่งการให้กองช่างฯ เข้าไปดำเนินการแล้วโดยให้นำคอนกรีตไปถมหลุมที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวกมากขึ้น


ร่วมรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100 %

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารหลังใหม่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานพิธีรับมอบหมวกนิรภัย จากกองทุนสังคมสงเคราะห์ จังหวัดภูเก็ต นายเฉลิมเกียรติ อ่องเจริญ เพื่อมอบต่อกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต โดยพ.ต.อ.พีระยุทธ์ การะเจดีย์ รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้นายเฉลิมเกียรติ ได้กล่าวว่า ตามที่จังหวัดภูเก็ต โดยกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการโครงการ “รณรงค์สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 100% ในเขตเทศบาลนครภูเก็ต” ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 นั้น ทางกองทุนสังคมสงเคราะห์จังหวัดภูเก็ต ได้พิจารณาสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เพื่อจัดซื้อหมวกนิรภัยมอบให้กับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เพื่อมอบให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยครั้งนี้เป็นจำนวน 130 ใบ