จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

ยกร่างพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตย์น้ำของโลก

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเมอเวนพิค รีสอรท์ แอนด์สปา ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต องค์กรภาคการประมง ได้แก่ กรมประมง องค์การเครือข่ายงานศูนย์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียแปซิฟิก (NACA) และองค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) ร่วมกันจัดการประชุมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับโลก “Global Conference On Aquaculture 2010” โดยมีนายธรรมรัตน์ หวั่งหลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุม นอกจากนี้ยังมี ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมการประมง นายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนักวิชาการ ผู้บริหาร ที่เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและต่างประเทศจากทุกภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วม

สำหรับการจัดสัมมนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนสถานะปัจจุบัน และแนวโน้มการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วโลก โยจะมีการประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินการตามปฏิญญาและยุทธศาสตร์กรุงเทพว่าด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งหารือถึงประเด็นใหม่ๆ ของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประเมินโอกาสความท้าทายของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอนาคต ซึ่งจะเป็นการสร้างความร่วมมือกันในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นภาคการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศทางแถบเอเชียและอเมริกาใต้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันกว่า 40% ของสัตว์น้ำทั่วโลกที่มนุษย์บริโภค เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย เป็นต้น ได้มาจากการเพาะเลี้ยง จึงทำให้แนวโน้มของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วโลกมีการขยายตัวต่อเนื่อง ในส่วนของประเทศไทยสามารถผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงได้อยู่ในอันดับ 5 ของโลก โดยมีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 1.38 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 78,023 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วโลกยังคงประสบปัญหาต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม โรคระบาด ภัยธรรมชาติ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความมั่นคง และเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืนให้แก่ผู้คนทั่วโลก จึงต้องมีการกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีความเหมาะสม และเวทีการประชุมครั้งนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ดร.สมหญิงกล่าว
สำหรับเนื้อหาของการสัมมนา ประกอบด้วย ทรัพยากรและเทคโนโลยีเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอนาคต การควบคุมและบริหารจัดการ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม การตอบสนองต่อความต้องการของตลาด พัฒนาความรู้ ข้อมูล งานวิจัย การส่งเสริม การสื่อสาร ยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีส่วนต่อความมั่นคงอาหาร ขจัดความยากจน และการพัฒนาชนบท ทั้งนี้เป้าหมายที่สำคัญของการสัมมนา คือ การร่วมกันยกร่างฉันทามติและยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของโลกสำหรับทศวรรษหน้า

ตำรวจแข่งฟุตบอล “ตันติพงศ์คัพ” ครั้งที่ 1


เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 21 กันยายน 53 ที่ผ่านมา ที่สนามฟุตบอลเทศบาลตำบลกะรน พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เป็นประธานเปิดการแข่งขันฟุตบอล “ตันติพงศ์คัพ ครั้งที่ 1” ตามโครงการกีฬาสัมพันธ์สร้างสรรค์สามัคคีตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต โดยมี พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ พ.ต.อ.ชลิต แก้วยะรัตน์ พ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู พ.ต.อ.พีระยุทธ การะเจดีย์รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายอิทธิพร สังข์แก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลกะรนและหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรทั่วจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการตำรวจและประชาชนให้การต้อนรับ

ทั้งนี้พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับการจัดการแข่งขันฟุตบอล “ตันติพงศ์คัพ ครั้งที่ 1” เป็นไปตามโครงการกีฬาสัมพันธ์ สร้างสรรค์สามัคคี ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพและพลานามัย การออกกำลังกาย การเล่นกีฬาในหมู่คณะของข้าราชการตำรวจ เป็นการสร้างความสามัคคีและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ห่างไกลจากอบายมุข ซึ่งเป็นกิจกรรมตามตัวชี้วัด ตามแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2550 – 2554 ที่ให้ข้าราชการตำรวจทุกคน ได้มีภารกิจ ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละด้านที่รับผิดชอบอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ตำรวจภูธรในจังหวัดภูเก็ต จึงมีนโยบายที่จะให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด ได้ผ่อนคลายจากการทำงานมาเป็นการออกกำลังกายเล่นกีฬา เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างหน่วยงาน การเล่นกีฬา การแพ้ชนะ ไม่ใช้สิ่งสำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ข้าราชการตำรวจแต่ละท่านได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาร่วมกัน ได้พบปะกัน สร้างความสามัคคีที่ดีต่อกัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลฯครั้งนี้ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 สาย คือ สาย เอ ประกอบด้วย สภ.เมือง, สภ.ฉลอง, สภ.กะทู้, สภ.เชิงทะเลและสภ.ทุ่งทอง ส่วนสายบี สภ.ถลาง, สภ.ท่าฉัตรไชย, สภ.กมลา, ภ.จว.ภูเก็ต และฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต โดยจะแข่งแบบพบกันหมดในสาย เอาทีมที่มีคธแนนที่ 1 และ 2 เข้ารอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศต่อไป โดยมีทีมชนะเลิศได้รับถ้วยรางวัลของ ผบ.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลของ พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลของ พ.ต.อ.ชลิต แก้วยะรัตน์ รางวัลดาวซัลโว เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลของ พ.ต.อ.พีระยุทธ การะเจดีย์

โดยคู่เปิดการแข่งขันเป็นการพบกันระหว่างทีม สภ.กะทู้ พบกับทีมสภ.เมือง ปรากฏว่า ทีมสภ.กะทู้ เอาชนะด้วยสกอร์ 3 – 1 ประตู


วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

กินผักภูเก็ต จัดยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง 9 ต.ค.นี้


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 53 ณ ห้องประชุมหลังใหม่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553 โดยมี นายทวิชาติ อินทรฤทธิ์ วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นายประเสริฐ ฟักทองผล ประธานชมรมอ๊ามจังหวัดภูเก็ต กรรมการอ๊ามต่างๆ และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญได้มีการการติดตามความก้าวหน้าของการเตรียมความพร้อมในการจัดงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องในการจัดงาน โดยติดตามในส่วนของการสนับสนุนกิจกรรมของศาลเจ้า ในการสนับสนุนข้าวสารตามศาลเจ้าต่างๆ ติดตามการจัดระบบจราจรและการรักษาความปลอดภัย การจัดหน่วยพยาบาล พร้อมเวชภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ การควบคุมคนทรงเจ้า การประชาสัมพันธ์งานประเพณี การควบคุมการใช้ประทัด การควบคุมราคาสินค้า การรักษาความสะอาดตามท้องถนนและศาลเจ้า การสนับสนุนการจัดงานของ(สสส.) และติดตามการออกเยี่ยมศาลเจ้าต่างๆของผู้ว่าราชการจังหวัด

นายทวิชาติ กล่าวว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตประจำปี 2553 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 16 ตุลาคมนี้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ได้มีการเตรียมความพร้อมของการจัดงานไปในระดับหนึ่ง ลักษณะการจัดงานจะคล้ายของเดิมจากปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้จะมีการเพิ่มเติมในส่วนของพิธีการของการจัดงานขึ้น โดยจะมีพิธีเปิดงานประเพณีถือศีลกินผักจะจัดขึ้นก่อนวันงาน 1 วันคือในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 เวลา 9.00 น. ณ บริเวณมณฑลพิธีเวทีกลางสะพานหิน ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกของการจัดพิธีเปิด และในวันที่ 9 ตุลาคม 2553 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณมณฑลพิธีเวทีกลางสะพานหิน มีพิธีถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา ซึ่งทางจังหวัดขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนนุ่งขาวห่มขาวร่วมกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น

ด้านนายธีระยุทธ กล่าวว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผักที่จะถึงนี้ต้องฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ เนื่องจากปีนี้ในส่วนของราชการเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือมากขึ้นกว่าที่ผ่านๆมาจึงฝากไปยังฝ่ายจราจรให้ช่วยควบคุมและวางแผนการระบายเส้นทางล่วงหน้าแก้ปัญหาจราจรติดขัด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ได้เน้นย้ำเรื่องของประทัดที่มีอันตรายโดยเฉพาะ ปิงปอง บ๊ะจ่าง และประทัดอื่นๆที่มีอันตราย ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลเพื่อลดอันตรายและสิ่งรบกวนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น


อดีตเลขานายกฉลองลงผู้ใหญ่ม.5


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 53 ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต นายสุขสันต์ เสียงเอก ปลัดอาวุโส อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นประธานการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต แทน นายเผด็จ ลูกจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านคนเก่า ที่หมดวาระลงไป โดยการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.ฉลอง มีการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 – 23 ก.ย.นี้

สำหรับการสมัครวันนี้เป็นการสมัครวันแรก บรรยากาศการรับสมัครในช่วงก่อนเวลาเปิดรับสมัคร ได้มี ว่าที่ร้อยเอกอัครเรศ กิ่งแก้ว อดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลฉลอง ได้เดินทางมาถึงสถานที่สมัครเป็นคนแรก ท่ามกลางกองเชียร์ที่เดินทางไปให้กำลังใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น นายโอภาส ชอบดี รองนายกอบต.ฉลอง นายวัลชา ไฝงาม อบต.ม.5 ฉลอง นางปฎิบัติ สุวรรณ อบต.ม.10 ต.ฉลอง นายมานิตย์ วงศ์ทอง นายชัยชนะ แซ่อ๋อง อบต.หมู่ 8 เป็นต้น และเมื่อถึงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่เปิดรับสมัคร ก็ไม่มีใครเดินทางมาเพิ่มอีก ว่าที่ร้อยเอกอัครเรศ กิ่งแก้ว ก็ได้หมายเลข 1 ตามคาด ภายหลังจากสมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้ว ว่าที่ร้อยเอกอัครเรศ กิ่งแก้ว เดินทางขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาให้กำลังใจและเดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนใน ม.5 ต.ฉลอง ทันที ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

ทั้งนี้ว่าที่ร้อยเอกอัครเรศ กิ่งแก้ว ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนพร้อมที่จะพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญมากยิ่งขึ้น โดยจะประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะนำความรู้การศึกษามาเล่าเรียนมา ทั้งสายปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มาพัฒนาหมู่บ้านให้เต็มความสามารถ ตนอยากมาดูแลงานด้านการปกครองบ้าง เพราะเป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริงและเร่งพัฒนาตลาดลานค้าชุมชนให้สะอาดเป็นตลาดที่ได้มาตรฐาน จะเร่งพัฒนาศูนย์ออกกำลังกายหมู่บ้านให้ทันสมัย จะเร่งจัดหางบประมาณมาฟื้นฟูศูนย์กีฬามวยไทยของหมู่บ้าน เร่งปรับปรุงโรงงานน้ำดื่มให้มีมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนด และสร้างระบบป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งตนเชื่อมันว่าจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ส่วนนโยบายด้านการบริหารงานในหมู่บ้านจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหมู่บ้านให้เกิดความอยู่ดีมีสุข - ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน-ให้ความร่วมมือกับทางราชการอย่างเต็มความสามารถ ว่าที่ร้อยเอกอัครเรศ กล่าว

มหกรรมกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 ที่ห้องจามจุรี โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ภายใต้แนวคิด"แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มุ่งสู่สุขภาวะชุมชน บนเส้นทางเดินกองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต./เทศบาล" พร้อมมอบนโยบายกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น และมอบโล่กองทุนดีเด่นระดับเขต จำนวน 22 กองทุน อาทิ กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต.ขุนทะเล จ.นครศรีธรรมราช เทศบาลนครภูเก็ต จ.ภูเก็ต อบต.บางหิน จ.ระนอง อบต.ตะโก จ.ชุมพร อบต.บางแก้ว จ.ระนอง เทศบาลตำบลดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น โดยมีนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปลัด กรรมการกองทุน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยบริการปฐมภูมิ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จังหวัด ท้องถิ่นอำเภอ จังหวัดและเครือข่ายภาคประชาชน จำนวน 1,200 คนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ จำนวน 560 แห่ง ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วยชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พังงา, กระบี่ และภูเก็ต

นพ.ภูมิวิชญ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 11 สุราษฎร์ธานี กล่าวว่าการจัดงานมหกรรมกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 11 สุราษฎร์ธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตและสถาบันประชาคมภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่ได้ดำเนินการกันมาตั้งแต่ปี 2549 นำเสนอนวัตกรรม และมอบโลห์ให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินงานและมีนวัตกรรมระบบสุขภาพชุมชนดีเด่นในระดับจังหวัดและระดับเขต เกิดการประสานความร่วมมือในการดำเนินงานสุขภาพชุมชนทั้งในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับผู้พิการ และการรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้สูงอายุในชุมชน รวมทั้งสรุปบทเรียนและขยายผลการดำเนินงานสุขภาพชุมชน และการพัฒนากองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตามจากการที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ หรือเรียกชื่อย่อว่า กองทุนสุขภาพอบต.และเทศบาล เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 47 โดยเน้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริหารสุขภาพได้มากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรภาคีต่างๆ จากการเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันได้มีองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และเทศบาลทั่วประเทศเข้าร่วมดำเนินงานจัดตั้งกองทุนสุขภาพ อบต.และเทศบาลรวมทั้งสิ้น 6,920 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 88.98 และในเขต 11 ของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนจำนวน 517 แห่งคิดเป็นร้อยละ 92.49 ซึ่งมีผลการดำเนินงานและกิจกรรมที่เป็นนวัตกรรมสุขภาพชุมชนมากมาย และหลากหลายสามารถเป็นตัวอย่างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้เป็นอย่างมาก นพ.ภูมิวิชญ์กล่าว



แนะดึงอาจารย์ร่วมเฝ้าระวังผลด้านมลพิษ


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 53 ที่ห้องประชุมโรงงานบริษัท ไทยโอเชี่ยนเวนเจอร์ จำกัด อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมเครือข่ายเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการป้องกันผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการ ครั้งที่ 2/2553 ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการศึกษาดูงาน และรับฟังการบรรยายสรุปด้านการผลิต การบริหารจัดการมาตรฐานต่างๆ และด้านการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ในโรงงานอุตสาหกรรม ของโรงงานบริษัท ไทยโอเชี่ยนเวนเจอร์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตปลาทูน่าแปรรูปแช่แข็งด้วย โดยมีเครือข่ายเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนชุมชนและสถานประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วม

นายธีระยุทธ กล่าวว่า การดูแลรักษาและบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศา เพราะปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ดังนั้นในการดำเนินการจะต้องมีการร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งนอกจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำชุมชน และสถานประกอบการเองแล้ว ควรที่จะดึงครูอาจารย์จากสถาบันการศึกษามาร่วมเป็นเครือข่ายด้วย โดยการมาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง รวมทั้งการนำไปใช้สอนในห้องเรียนเพื่อปลูกจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหรือนักศึกษาได้มีความรู้ที่ถูกต้องและให้ความสำคัญกับการร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องต่อไป

อย่างไรก็ตามโครงการป้องกันผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2554 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต ได้รับงบประมาณประจำปี 2554 จากกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 200,000 บาท เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนหน่วยงานราชการ และผู้ประกอบการในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน กระตุ้นการเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการที่มีต่อชุมชน สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการ ตลอดจนเพื่อปลุกจิตสำนึกในการช่วยกันกำกับดูแลและเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการ โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย การจัดสัมมนาชี้แจงแนวทางการเฝ้าระวังการเกิดมลพิษของสถานประกอบการ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 80 ราย การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานสถานประกอบการด้านการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อมในโรงงาน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 40 ราย และการจัดประชุมเครือข่ายเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการโรงงาน กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเครือข่ายที่ได้จากการจัดสัมมนาฯ การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานฯ และกลุ่มเครือข่ายเดิม

มุสลิมภูเก็ตร่วม 350 ราย ยื่นขอวีซ่าไปฮัจย์


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 ที่ห้องประชุมหลังใหม่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมการอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2553 ของจังหวัดภูเก็ต โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องร่วม เพื่อซักซ้อมความพร้อมและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และญาติที่เดินทางมาส่งผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์

นายธีระยุทธ กล่าวว่า ด้วยในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2553 เป็นช่วงระยะเวลาที่ชาวไทยมุสลิมจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยในส่วนของจังหวัดภูเก็ตได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ขึ้น ที่อาคารอเนกประสงค์ท่าอากาศยานภูเก็ต พร้อมกันนี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและให้การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม รวมทั้งญาติพี่น้องที่จะเดินทางไปส่งผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ ทั้งเที่ยวไปและกลับให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ประกอบด้วย ฝ่ายต้อนรับและประสานงาน ฝ่ายพยาบาล ฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจร ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสถานที่และฝ่ายเตรียมป้ายอำนวยการ โดยให้ดำเนินการตามธรรมเนียมปฎิบัติที่ผ่านมา และให้นำข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากปีที่ผ่านมามาปรับปรุงแก้ไข

ขณะที่นายบำรุง สำเภารัตน์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในปีนี้ที่จังหวัดภูเก็ตมีผู้แจ้งความประสงค์จะร่วมเดินทางไปแสวงบุญแล้วประมาณ 350 ราย และคาดว่าจะมีผู้แจ้งความประสงค์เข้ามาเพิ่มถึงประมาณ 500 ราย

“ขณะนี้การขอวีซ่าไปยังสถานทูตซาอุดิอาระเบีย จำนวน 350 เล่มยังไม่เรียบร้อย สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ที่เตรียมจะเดินทางไปแสวงบุญในปีนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางไปร่วมประกอบพิธีกรรมตามอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวมุสลิมได้ ประกอบกับผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญได้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปแล้วรายละประมาณ 150,000 บาท หากไม่สามารถเดินทางไปร่วมประกอบพิธีตามกำหนดการได้ก็จะส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากบางรายต้องเวลาอันยาวนานเกือบทั้งชีวิตในการเก็บหอมรอมริบเพื่อหาเงินให้สามารถเดินทางไปร่วมแสวงบุญได้”

ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางออกที่ดีที่สุด รัฐบาลจะต้องเร่งออกมาชี้แจงและหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ได้สร้างความคลุมเครือให้แก่พี่น้องมุสลิมเป็นอย่างมาก

สำหรับกำหนดการเดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบียของจังหวัดภูเก็ตปีนี้ มีกำหนดจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานภูเก็ต ในเวลา 13.00 น ของวันที่ 17 และ 18 ตุลาคมนี้ และมีกำหนดจะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานภูเก็ตในวันที่ 7 และ 8 ธันวาคม 2553 เวลา 8.15 น.


วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

กก.ปฏิรูปที่ดินภูเก็ตเสนอให้เกษตรกรสิ้นสิทธิ


เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 2/2553 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต ตัวแทนภาคเกษตรกร เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อแจ้งให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ แนวทางในการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังลม และแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรผู้ไร้ที่ดินทำกิน นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาการสั่งให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน รายนายณรงค์ เทวคุปต์ และพิจารณากรณีราษฎรชุมชนพระบารมีซอย 8 ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ขอใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ที่ดินแปลงเลขที่ 1 กลุ่มที่ 358 เนื้อที่ ที่ตั้งที่ดิน หมู่ที่ 6 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

สำหรับกรณีการสั่งให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินรายนายณรงค์ เทวคุปต์ โครงการปฏิรูปที่ดินป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ดิน ส.ป.ก.แปลงที่ 4 กลุ่มที่ 41 สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ 138 เล่ม 2 หน้า 38 เนื้อที่ประมาณ 21-0-12 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่ท้องที่ ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมฯพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจสอบพื้นที่ เพื่อสรุปคำชี้แจง ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต (คปจ.ภูเก็ต) พบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนประมาณ 4-5 ถูกนำไปใช้ในการทำเป็นปางช้างและบริการรถวิบาก หรือรถเอทีวี มีการปลูกสร้างอาคาร และบริเวณที่ประกอบการมีการปลูกยาง 2 รุ่น ยางรุ่นแรกอายุ ประมาณ 1-2 ปี ส่วนยางรุ่นที่ 2 อายุไม่เกิน 1 ปี และมีต้นยางน้อยไม่เต็มพื้นที่ และมีการเลี้ยงช้างในปาง 7 เชือก เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวสอบถามผู้ดูแลปางช้างให้รายละเอียดกับคณะอนุกรรมการฯ ว่าเป็นการประกอบการร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับเจ้าของที่ดินเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับร่วมกัน

จากการพิจารณาอย่างละเอียดของอนุกรรมการฯ จึงมีมติเห็นควรมีคำสั่งให้นายณรงค์ เทวคุปต์ สิ้นสินในการเข้าทำประโยชน์ ด้วยการทำธุรกิจปางยางและให้บริการรถเอทีวีไม่ใช่การทำเกษตรกรรม และไม่เป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดิน ส่วนที่มีการปลูกยางพาราก็ดำเนินการหลังจากทาง ส.ป.ก.แจ้งเตือน และเป็นการปลูกเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการเลี้ยงช้างของเกษตรกรรายนี้ไม่ใช่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ และรายได้หลักก็ไม่ได้มาจากการทำเกษตรกรรมแต่มาจากการบริการนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการให้ผู้อื่นมาประกอบธุรกิจนำเที่ยวในแปลงที่ดินและแบ่งผลประโยชน์กัน ถือว่าเกษตรกรไม่ทำประโยชน์เต็มความสามารถ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ข้อ 7 (1) และยังเรื่องของการปลูกสร้างอาคารอีกหลายหลัง เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ข้อ 7 (5)

สถานประกอบการจัดการเอดส์และวัณโรค

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 ที่โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต นายกิตติพงษ์ เหล่านิพนธ์ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์ (ASO Thailand) และมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรค (ASO-T Thailand) ในสถานประกอบกิจการ ระดับจังหวัดประจำปี 2553 ซึ่งมีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการบริหารจัดการเอดส์ จำนวน 43 แห่ง และมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรค จำนวน 35 แห่ง

นางสาวจิระวรรณ โชประการ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญการ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์เอดส์ยังคงเป็นปัญหาระดับประเทศที่เกี่ยวข้องกับคนทุกคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยคนทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อปัญหาการจ้างงาน ซึ่งผู้ป่วยถูกรังเกียจและไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมรอบด้าน ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการขาดความรู้ ความเข้าใจของคนในสังคมนั้นเอง

ทั้งนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดภูเก็ต ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการดำเนินงานตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง แนวปฏิบัติการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานประกอบกิจการ ที่ประกาศเมื่อปี 2548 และต่อมาในปี 2551 ได้มีการดำเนินงานส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการมีการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรค ควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดมาตรฐานในการดำเนินการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการด้านสวัสดิการของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ และแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม อันประกอบด้วย การมีนโยบาย การให้ความรู้ในการป้องกันแพร่ระบาด มีนโยบายไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กีดกันผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการทำงาน และช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์และวัณโรคให้เข้าถึงระบบการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการดังกล่าว สำนักงานสวัสดิการฯ ร่วมกับกลุ่มรุ้งอันดามันเป็นผู้ดำเนินงาน มาตั้งแต่ปี 2549 มีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการบริหารจัดการเอดส์จำนวน 94 แห่ง และผ่านเกณฑ์มาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรค จำนวน 29 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมแนวร่วมภาคธุรกิจไทยต้านภัยเอดส์ (TBCA) สำนักงานสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ จนสามารถสำเร็จลุล่วงได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในปี 2553 มีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์ จำนวน 43 แห่ง และมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรค จำนวน 35 แห่ง นางสาวจิระวรรณ กล่าว


ชาวบ้านมอญคัดค้านการเจาะอุโมงค์ป่าตอง

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้มีประชาชนชาวบ้านชุมชนบ้านมอญ และโคกมะขาม ตำบลป่าตอง อ.กะทู้ภูเก็ต จำนวน 100 คน พร้อมด้วยป้ายผ้าที่เขียนคัดค้านการก่อสร้างอุโมงค์เช่น “วิถีชีวิตชุมชน เราร่วมกันรักษา อย่าเห็นแก่หน้าตาปิดบังชาวบ้าน” “ปู่ ย่า ตา ยาย ให้มาตั้งแต่เกิด อุโมงค์ไปเกิดที่อื่น” ซึ่งนำโดยนายพาณิช สมบัติ ประธานวิถีชีวิตชุมชนบ้านมอญ นายรักษ์ศักดิ์ หนูเชต อดีตประธานสภาเทศบาลเมืองป่าตอง นายเฉลิมศักดิ์ มณีศรี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ได้เข้ามายื่นหนังสือคัดค้านการจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรมและผลกระบบสิ่งแวดล้อม โครงการทางหลวงแนวใหม่กะทู้ – ป่าตอง หรือที่ชาวบ้านทราบกันดีว่า โครงการเจาะอุโมงค์ป่าตอง ต่อนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ นายพาณิช ได้กล่าวว่า เนื่องจากทางเทศบาลเมืองป่าตอง โดยนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ได้จัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางหลวงแนวใหม่กระทู้ – ป่าตอง ซึ่งทางเทศบาลเมืองป่าตอง ได้ว่าจ้างศูนย์วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัทเอฟซีลอน จำกัด และบริษัทแพลนโปร จำกัด เป็นผู้ดำเนินการในการศึกษาถึงความเหมาะสมและผลกระทบในด้านต่างๆ โดยได้จัดจ้าวในปีงบประมาณ 2552 ในวงเงิน 39 ล้านบาทเศษ โดยได้ทำการศึกษาเพื่อหาทางเลือก 4 แนวทาง

และจากการประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ที่ประชุมได้เลือกแนวทางที่ 2 ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยเส้นทางดังกล่าวจุดเริ่มต้นตั้งแต่ กม.0+850 ของทางหลวงหมายเลข 4029 หรือบริเวณหน้าสนามแข่งรถโกร์คาร์ด ซ้อนทับถนนสายเดิมประมาณ 500 เมตร จากนั้นก็จะเจาะทะลุเขานาคเกิดเป็นอุโมงค์ยาวประมาณ 1,165 เมตร ไปทะลุบริเวณตรงกลางของชุมชนบ้านมอญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน ในด้านต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและทัศนียภาพของชุมชน นอกจากนี้ในบริเวณดังกล่าวยังมีสถานที่สำคัญคือ ราชปาทานนุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถานที่เคารพสักการะของชาวป่าตอง และมีทางยกระดับจากบ้านมอญไปลงที่ถนนผังเมืองสาย ก. นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านค่าเวนคืนที่ดิน ที่ปัจจุบันที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาสูงกว่าที่กรมที่ดินประเมินไว้มาก ซึ่งทางชุมชนจึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องได้ระงับโครงการดังกล่าวไว้ก่อน ทั้งนี้เนื่องจากทางชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าทางบริษัทต่างชาติสนใจที่จะมาลงทุน และขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำประชาพิจารณ์ต่อชุมชน และนำผลที่ได้ไปประกอบการพิจารณาในการศึกษาโครงการต่อไป

ด้านนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การที่ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้การทำโครงการอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่ทั้งนี้การก่อสร้างโครงการดังกล่าวยังต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ซึ่งทางจังหวัดจะได้นำหนังสือไปยังท้องถิ่นจังหวัด เพื่อนำส่งหนังสือไปเทศบาลเมืองป่าตอง ให้พิจารณาในเรืองนี้เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา ให้ประชาชนในพื้นที่ต่อไป