จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แห่พระศาลเจ้ากะทู้และศาลเจ้ายกเค่เก้งท่ามกลางสายฝน


ขบวนแห่พระศาลเจ้ากะทู้


ขบวนแห่พระของศาลเจ้ายกเค่เก้ง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 53 ซึ่งเป็นที่ 8 ในประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต โดยเป็นวันแห่พระใหญ่ของประเพณี โดยทางศาลเจ้ากะทู้ได้ประกอบพิธีเพื่อมาอัญเชิญควันธูป ควันเทียน ที่ทางผู้รู้ได้นำมาจากเมืองกังไส ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้ปฏิบัติกันมากว่า 200 ปี

โดยในวันนี้ทางศาลเจ้าได้จัดขบวนแห่มากจากศาลเจ้า ผ่ตลาดเก่าบ้านกะทู้ ผ่านเทศบาลเมืองกะทู้ ผ่านบ้านเก็ตโฮ้ มาตามถนนวิชิตสงคราม ผ่านแม็คโค ผ่านสนามสุระกุล โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว ตรงเข้าถนนกระบี่ ถนนถลาง เลี้ยวขวาถนนภูเก็ต ผ่านวงเวียนสุรินทร์ ผ่านบ้านบางเหนี่ยว และไปสิ้นสุดที่สะพานหิน ส่วนในช่วงกลับ ก็จะผ่านเส้นทางเดิม ไปจนถึงศาลเจ้า

โดยในขบวนแห่ยังคงมีม้าทรงทั้งชาวและหญิงร่วมขบวนแห่เป็นจำนวนมาก และยังคงมีการใช้วัสดุต่างๆ ที่มีในตำนานและนอกตำนาน เช่น กิ่งไม้ โคมไฟ เป็นต้น ทิ่มแทงตามร่างกาย ด้วยมีความเชื่อว่าเป็นการรับเคราะห์ให้กับผู้ที่เข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผัก ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้ตลอดเส้นทางที่ขบวนพระแห่ผ่านก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย-ต่างชาติรอชมเป็นจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งมากันเป็นกรุ๊ปด้วยรถบัสขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมีการตั้งโต๊ะบูชาและจุดประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง นอกจากยังมีขบวนแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้ายกเค่เก้ง ซอยพะเนียง


นักลงทุนจีนเตรียมงบร่วมหมื่นล้านลงทุนในประเทศไทย


เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต พล.ต.สมบัติ รอดโพธิ์ทอง นำนาย Wang Guiyuan ประธาน SHANGMAO GROUP ซึ่งเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน พร้อมคณะเข้าพบนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อรับทราบแนวทางส่งเสริมการลงทุนของทางจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเบื้องต้นให้ความสนใจศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มีการนำเสนอขีดความสามารถของทางบริษัทซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

นาย Wang Guiyuan ประธาน Shang Mao Group กล่าวว่า มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยได้ตั้งเงินลงทุนไว้ทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท เบื้องต้นให้ความสนใจจะลงทุนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก ซึ่งหลังจากพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแล้ว ก็จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อดูลู่ทางการลงทุน

“จากศักยภาพของทางกลุ่มบริษัทซึ่งมีความถนัดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมที่พัก โดยปัจจุบันได้มีการลงทุนที่เมืองหนานหนิงประเทศสาธารณรับประชาชนจีน ซึ่งก็สอดคล้องกับศักยภาพของภูเก็ตที่เป็นเมืองท่องเที่ยว และมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับตลาดการท่องเที่ยวซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ก็มีสถานที่อยู่ในใจแล้วประมาณ 2-3 แห่ง” นาย Wang Guiyuanกล่าว

ขณะที่นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ทางจังหวัดภูเก็ตพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และยินดีต้อนรับนักลงทุนจากต่างชาติอยู่แล้ว โดยสิ่งที่ทางจังหวัดต้องการขณะนี้ไม่ว่าจะจากนักลงทุนไทยหรือต่างชาติ คือ การเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้ารางเบาจากสนามบินภูเก็ตเข้ามายังตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งทางจังหวัดได้มีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้ว เพื่อแก้ปัญหาทางด้านการจราจรซึ่งปัจจุบันมีเส้นทางหลักในการเข้าออกเมืองเพียงเส้นทางเดียว รวมถึงเพื่อรองรับปริมาณการเติบโตด้านการท่องเที่ยวในอนาคต เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายท่าอากาศยานภูเก็ตให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคน เป็น 12.5 ล้านคน รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามในการเข้ามาลงทุนต่างๆ นั้นก็ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้านั้นก่อนหน้านี้มีนักลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้ามานำเสนอความต้องการแล้ว 2 ราย

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โรงแรมตัวเมืองภูเก็ตรับทรัพย์ช่วงถือศีลกินผัก


นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผอ.ททท.สำนักงานภูเก็ต ได้กล่าวว่า ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผักในช่วง 3 วันสุดท้าย ระหว่างวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2553 บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากประเทศต่างๆ เช่น จีน มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น เดินทางมาร่วมชมประเพณีเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตลาดยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ก็มาเข้าร่วมพิธีถือศีลกินผักและชมขบวนแห่พระรอบเมืองเป็นจำนวนมากเช่นกัน




“จากการสอบถามไปยังโรงแรมต่างๆ พบว่า ขณะนี้โรงแรมที่ขบวนแห่พระผ่านมีอัตราการเข้าพักเต็ม 100% ขณะที่โรงแรมทั่วไปมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 – 70% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ดีมาก และคาดว่าปีนี้ตลอดจนระยะเวลาของงานประเพณีถือศีลกินผักรวม 9 วัน 9 คืน จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 10 % และมีรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 400 – 500 ล้านบาท”






นางบังอรรัตน์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้ ว่า ขณะนี้เริ่มมีการจองห้องพักเข้ามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะโรงแรมที่ตั้งอยู่บริเวณชายหาดมีอัตราการจองอยู่ที่ประมาณ 60 – 70 % และควาดว่าในช่วงไฮซีซั่นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 10 % โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวและตลาดใหม่ได้แก่ ตลาดอินเดีย ซึ่งมีทั้งกลุ่มแต่งงาน และกลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ ขณะที่ตลาดอื่นๆก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน






ขณะที่นายธนาคม ละอองกุล กรรมการผู้จัดการโรงแรมสินทวี ซึ่งเป็นหนึ่งโรงแรมในตัวเมืองภูเก็ต กล่าวว่า ในช่วง 3-4 วันสุดท้ายของประเพณีถือศีลกินกันผัก มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเชื้อสายจีนทั้งจากมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางเข้ามาพักค่อนข้างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุที่เคยเดินทางเข้ามาแล้วในลักษณะของกรุ๊ปทัวร์ เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่ในเส้นทางที่ขบวนแห่พระผ่าน ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

แห่พระของอ๊ามจุ้ยตุ่ย ม้าทรงกว่า 1,500 คน


ขบวนแห่พระของอ๊ามจุ้ยตุ่ย

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่ 7 ของงานประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553 ทางศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เต้าโบ้เก้ง ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่มีม้าทรงมากที่สุดในจังหวัดภูเก็ต ได้ประกอบพิธีแห่พระรอบเมือง เพื่อเดินทางไปอัญเชิญควันธูป ควันเทียน ที่ปลายแหลมสะพานหิน นอกจากนี้ยังเป็นการอวยพรให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผัก โดยมีม้าทรงทั้งชายและหญิงจำนวนกว่า 1,500 คน เข้าร่วม

มีการใช้อาวุธตามตำนานและวัสดุต่างๆ ในการทิ่มแทงร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นการรับเคราะห์แทนผู้ที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก เช่น ร่มชายหาด ปืน เรือ กรงนำ เครื่องมือช่าง ใบเลื่อย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการอาบน้ำมันร้อนๆ การใช้ขวานและมีดเฉือนลิ้นไปมา

ทั้งนี้ขบวนแห่พระของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เต้าโบ้งเก้งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนนับหมื่นคนเข้าร่วมชม และตั้งโต๊ะบูชาตามถนนสายต่างๆ รอบตัวเมืองภูเก็ตที่ขบวนแห่พระผ่านแน่นขนัดไปด้วยประชาชนและประชาชน ขณะที่บางส่วนโดยเฉพาะบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่มีอาคารสำนักงานตั้งอยู่ในเส้นทางที่ขบวนพระแห่ผ่านได้มีการนำประทัดราวมาจุดเป็นจำนวนนับแสนนัดทำให้เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งตัวเมืองภูเก็ต แม้ว่าในบางช่วงเวลาจะมีฝนโปรยปรายลงมาบ้างก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนที่ผ่านมาที่บริเวณสนามฟุตบอลสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ตม้าทรงของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยฯ กว่า 100 คน ได้ร่วมกันประกอบพิธีลุยไฟ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมชมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าท่าเรือ ศาลเจ้าหล่อโรง ศาลเจ้าจอซูก้งซอยพะเนียง ศาลเจ้าสะปำและศาลเจ้าเจ่งอ่องก็ได้ประกอบพิธีลุยไฟเช่นกัน

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตร.ภูเก็ต จัดงาน “วันตำรวจ” 13 ตุลาคม


เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 ที่ ลานอเนกประสงค์ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีวันตำรวจ โดยมี พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมในพิธี

พล.ต.ต.พิกัด กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันตำรวจ 13 ตุลาคม ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นปีที่ 95 ตั้งแต่มีการรวมกรมตำรวจภูธรกับกรมพลตระเวนเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนินครั้งแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน โดยเป็นองค์กรที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทั้งในการกระจายอำนาจภายในองค์กรตำรวจเอง ทั้งในการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการทำงานและสามารถสะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งการกำหนดรูปแบบของการทำงานใหม่ ๆ ที่เป็นอิสระได้มากขึ้นและได้รับการตรวจสอบจากประชาชนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ถือว่าเป็นกำลังเสริมในการขับเคลื่อนงานต่างๆของตำรวจให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

พล.ต.ต. พิกัด ยังกล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือให้ข้าราชการตำรวจทุกท่าน ได้ร่วมแรง ร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และอุทิศตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการดำเนินการตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นการเน้นด้านการให้บริการประชาชน และนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเฉียบขาดและจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างแท้จริงต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มอบโล่ให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 15 ราย ในส่วนของผู้บังคับการตำรวจภูธรอำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต ได้มอบโล่ให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต จำนวน 4 ราย มอบทุนการศึกษาบุตรให้แก่บุตรข้าราชการตำรวจ จำนวน 16 ทุน และมอบของที่ระลึกให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ จำนวน 9 ราย


เรือไดร์วิ่งนำเที่ยวดำน้ำไฟไหม้เสียหายทั้งลำสูญกว่า 10 ล.


เรือไดร์วิ่งนำเที่ยวดำน้ำไฟไหม้เสียหายทั้งลำสูญกว่า 10 ล.

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 พ.ต.ท.เศียร แก้วทอง สารวัตรเวร สภ.เมืองภูเก็ตได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าได้ยินเสียงระเบิดและมีเพลิงลุกไหม้เรือไดร์วิงค์ซึ่งจอดซ่อมบำรุงอยู่บริเวณท่าเรือติลก ถ.สุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต มีผู้บาดเจ็บ ขอให้ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย หลังรับแจ้งก็ได้ประสานไปยังหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลรัษฎา และหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลนครภูเก็ต จากนั้นก็ได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต เจ้าหน้าที่สายตรวจรัษฎา รถดับเพลิงเทศบาลตำบลรัษฎา เทศบาลนครภูเก็ต และหน่วยกู้ชีพมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตรุดไปตรวจสอบ

สำหรับเรือที่เกิดเหตุ เป็นเรือไดร์วิ่งนำนักท่องเที่ยวไปดำน้ำ ชื่อลดาวัลย์ 2 ของบริษัท WEST COAST DIVERS จำกัด เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง ก็พบว่าเรือกำลังไฟลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลตำบลรัษฎา และเทศบาลนครภูเก็ตได้ช่วยกันระดมรถฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ เนื่องจากเรือจอดอยู่ในทะเล ทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้และถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งลำ อย่างไรก็ตามขณะที่เกิดเหตุมีคนงานทำการซ่อมแซมอยู่ในเรือจำนวน 7 คน และได้รับบาดเจ็บทั้งหมดในจำนวนนั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน จากไฟลวกตามร่างกาย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการเชื่อมอุปกรณ์ภายในเรือ ทั้งนี้สาเหตุที่ชัดเจนทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวน

จากสอบถามนายประเทือง บุญรอด กับตันเรือสายใหม่ 2 ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเกิดเหตุเรือไฟไหม้ได้ยินเสียงระเบิดดังสะนั่นขึ้นมาจากเรือลำดังกล่าวจำนวน 1 ครั้ง และในเวลาต่อมาเรือลำที่เกิดเหตุก็ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง หลังจากนั้นเห็นคนงานที่ได้รับบาดเจ็บวิ่งออกมาจากเรือจึงช่วยเหลือนำขึ้นบนเรือลำที่ตนขับอยู่ ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากการซ่อมเรือ

ขณะที่น.ส.สมใจ กานดี พนักงาน บริษัท WEST COAST DIVERS จำกัด กล่าวว่า เรือ“ลดาวัลย์ 2” มีอายุประมาณ 8-9 ปี จุผู้โดยสารได้ประมาณ 30 คน โดยปกติเรือลำนี้จะให้บริการนำนักท่องเที่ยวจากท่าเทียบเรือทับละมุ จ.พังงา ไปยังหมู่เกาะสิมิลันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน และจะนำกลับมาทำการซ่อมบำรุงที่ภูเก็ต ก่อนเกิดเหตุเรือได้นำเรือลงจากคานเรือเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนที่จะนำไปใช้บริการนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นก็คงไม่สามารถที่จะซ่อมแซมเรือได้ทันนักท่องเที่ยวได้ทำการจองไว้แล้วก็คงต้องกระจายให้กับเรือลำอื่นแทน

สำหรับสาเหตุไฟไหม้เรือในครั้งนี้จากการสอบถามพนักงานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุนั้นได้มีพนักงานทำการเชื่อมท่อไอเสีย ขณะนั้นก็มีพนักงานอีกคนนำน้ำมันเพื่อไปล้างไดนาโมเครื่องปั่นไฟ ทำให้ประกายไฟจากการเชื่อมท่อไอเสียมาโดนน้ำมันและเกิดลุกไหม้ขึ้นในทันที เบื้องต้นค่าเสียหายอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท น.ส.สมใจกล่าว


ตร.ภูเก็ตรวบผู้ต้องหาลักทรัพย์ 3 รายของกลางจำนวนมาก


เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ตและเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายอดิศร หินแก้ว อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108/86 ถ.เจ้าฟ้า ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสันติ สุขจำลอง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63 ม.7 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสุรพงษ์ โพธิจันทร์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.12 ต.วังใหม่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว พร้อมด้วยของกลาง เช่น โน๊ตบุค จำนวน 3 เครื่อง พร้อมทั้งอาวุธปืน และสิ่งอื่นๆ อีกจำนวน 49 รายการ โดยกล่าวหาว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย และลักทรัพย์หรือรับของโจร

ทั้งนี้พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ภูเก็ต ได้กล่าวว่า วันที่ 11 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าตำรวจได้ทำการจับกุมตัว นายอดิศร หินแก้ว ในข้อหามีเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ควบคุมตัวไปทำการสอบสวน จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบวว่า นายอดิศร ได้ร่วมกับเพื่อนจากการสอบถามผู้ต้องหาให้การว่าที่ผ่านมาได้ร่วมกับนายสุรพงษ์ และนายสันติ ได้ตระเวนลักทรัพย์ตามหมู่บ้านต่างๆ มาแล้ว จำนวนหลายครั้ง ซึ่งของกลางที่ได้มาก็จะนำไปขาย หรือนำไปจำนำ ส่วนของกลางที่เหลือได้นำไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 128/86 ซ.ไพศาล ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และบ้านเลขที่ 108/86 ถ.เจ้าฟ้า ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ขอหมายจับจากศาลจังหวัดภูเก็ต จากนั้นก็ได้เข้าไปทำการจับกุมพร้อมทั้งไปตรวจยึดของกลาง และนำตัวมาทำการสอบสวนเพิ่มเติมและนำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป


รวบพม่าร่วมคนไทยตั้งแก๊งค์ชำแหละชิ้นส่วนจยย.ส่งขายพม่า


เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ตและเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายธอ สัญชาติพม่า หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต อายุ 22 ปี พร้อมด้วยของกลางประกอบด้วย โครงรถจักรยานยนต์ จำนวน 4 โครง อุปกรณ์ส่วนควบของรถจักรยานยนต์ จำนวน 55 ชิ้น ถังพลาสติก สีน้ำเงิน จำนวน 4 ใบ กระสอบพลาสติก จำนวน 3 ใบ ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ที่ บ้านพักคนงานพม่า ม.4 ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต ได้กล่าวว่า ด้วยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย ว่ารถจักรยานยนต์จอดไว้ในที่ต่างๆ ได้สูญหาย จึงได้สั่งการณ์ให้เจ้าหน้าที่ออกทำการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งสืบสวนทราบว่า มีชาวพม่าพักอาศัยอยู่ที่บ้านพัก ม.4 ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต มีพฤติกรรมตระเวนลักรถจักรยานยนต์ตามสถานที่ต่างๆ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการวางแผนเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบ ก็พบว่ามีชายคนหนึ่งกำลังนั่งแยกชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์อยู่ภายในบ้าน ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าทำการตรวจสอบ พร้อมทั้งทำการสอบสวนก็ทราบว่า ชื่อนายธอ เป็นคนสัญชาติพม่า ที่หลบหนีเข้าเมือง กำลังแยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ จากนั้นก็ได้นำไปบรรจุใส่ถังพลาสติก พร้อมทั้งนำไปบรรจุลังไม้อีกครั้งหนึ่ง และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ยังทราบว่า ผู้ที่นำรถจักรยานยนต์มาส่งให้ทำการแยกชิ้นส่วนโดยมีนายต๋อง (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) เป็นผู้นำรถยนต์บรรทุกรถจักรยานยนต์มาให้ โดยผู้ต้องหามีหน้าที่แยกชิ้นส่วนและบรรจุลงถังและลัง และหลังจากบรรจุในภาชนะเรียบร้อยแล้ว นายต๋องฯ ก็จะมารับไปส่งยังประเทศพม่า ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวพร้อมด้วยของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.เมืองภูเก็ต เพื่อนำตัวมาสอบสวนเพิ่มและทำการขยายผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดเพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีต่อไป

หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เชิญผู้เสียหายที่เคยแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ ให้มาตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบของผู้เสียหายพบว่า มีรถจักรยานยนต์ของน.ส.จรินทร มูลเพ็ชร อยู่บ้านเลขที่ 59/159 ม.7 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งได้แจ้งหายไว้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 ส่วนรายอื่นๆ อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

แห่พระรอบเมืองภูเก็ตยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว


ขบวนแห่พระของศาลเจ้าบางเหนียว
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 ตุลาคม 53 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553 ได้มีขบวนแห่พระของมูลนิธิเทพราศี หรือศาลเจ้าบางเหนียว ซึ่งเป็นหนึ่งในศาลเจ้าใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต โดยขบวนแห่พระเริ่มออกจากศาลเจ้าแล้วไปประกอบพิธีอัญเชิญควันธูป ควันเทียน ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน หลังจากนั้นก็ได้อัญเชิญควันธูป ควันเทียนแห่ไปตามถนนสายต่างๆ โดยออกจากสะพานหิน เข้าถนนตะกั่วทุ่ง เข้าถนนกระ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนภูเก็ต ผ่านวงเวียนสุรินทร์ เข้าถนนรัษฎา ผ่านวงเวียนสุริยะเดช เข้าถนนระนอง เลี้ยวขวาเข้าถนนปฏิพัทธ์ ถนนกระบี่ เข้าถนนสตูล ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนเยาวราช ถนนพังงา ถนนมนตรี ผ่านซอยสุรินทร์ และถนนดิลกอุทิศและสิ้นสุดที่ศาลเจ้า

โดยตลอดเส้นทางที่ขบวนพระแห่ผ่านมีประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจร่วมชมขบวนแห่พระเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันบริเวณด้านหน้าอาคารบ้านเรือนและสำนักงานก็มีการตั้งโต๊ะบูชาและการจุดประทัดราวต้อนรับขบวนแห่พระเสียงดังสนั่นทั่วเมือง

ทั้งนี้ภายในขบวนแห่พระมีม้าทรงจำนวนมากใช้อาวุธตามตำนานและที่ไม่ได้อยู่ในตำนาน เช่น ก้านร่มขนาดใหญ่ เหล็กเชื่อมต่อกับล้อรถจักรยานยนต์ ปืนสั้น เรือประดิษฐ์ มีดดาบขนาดใหญ่ เป็นต้น ทิ่มแทงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามในส่วนของอำเภอถลางก็มีขบวนแห่พระของศาลเจ้าเชิงทะเล (อ๊ามสามอ๋องฮู้) ในเขตอำเภอถลาง และศาลเจ้าบ้านดอน (อ๊ามกิ๊มซืออ๋องเก้ง) แห่พระรอบหมู่บ้านไม้ขาว ส่วนในช่วงค่ำจะมีการประกอบพิธีลุยไฟ(พิธีโก้ยโห้ย) ของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้งเก้ง ศาลเจ้าท่าเรือ ศาลเจ้าหล่อโรง ศาลเจ้าจอซูก้งซอยพะเนียง ศาลเจ้าสะปำและศาลเจ้าเจ่งอ่อง

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สนับสนุนประเพณีถือศีลกินผัก


สนับสนุนประเพณีถือศีลกินผัก
นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นำเสื้อยืดสีขาวมามอบให้กับผู้สื่อข่าวได้สวมใส่ เพื่อเข้าร่วมในประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553โดยมี นายพีระพงษ์ ผลประมูล ประธานชมรมผู้สื่อข่าวภูเก็ต คณะกรรมการ และ สมาชิกชมรมร่วมรับมอบ เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีถือศีลกินผักให้คงอยู่กับจังหวัดภูเก็ตตลอดไป