จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

แห่พระวันแรกในประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต


แห่พระวันแรกในประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กันยายน 54 นับเป็นวันที่ 2 ของประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ทางอ๊ามฮุนจงอ๊าม หรือศาลเจ้าจ้อสู่ก้ง นาคา ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต ได้ประกอบพิธีแห่พระรอบเมือง หรือ อิ้วเก้ง โดยมีการประทับทรงขององค์พระต่างๆ นอกจากนี้แต่ละองค์จะใช้อาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธตามตำนาน หรือวัสดุนอกตำนาน เช่น ทะลายปาล์ม ดาบ ก้านเรือใบไม้ ด้ามประแจ เป็นต้น มาทิ่มแทงตามร่างกาย ด้วยเชื่อว่าเป็นการรับเคราะห์แทนผู้ร่วมประเพณีถือศีลกินผัก
จากนั้นขบวนแห่จะออกจากศาลเจ้า แห่ไปตามถนนต่างๆ โดยตลอดเส้นทางที่ขบวนพระแห่ผ่านชาวบ้านได้ตั้งโต๊ะบูชาด้วย น้ำชา ผลไม้ชนิดต่างๆ โดยองค์พระจะแวะเข้าไปอวยพรให้กับชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ที่รอชมขบวนแห่ นอกจากนี้ยังมีการจุดประทัดใส่เกี้ยว หรือ เสลี่ยงเล็ก เมื่อขบวนแห่ผ่าน โดยขบวนแห่พระจะไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมสะพานหิน เพื่อประกอบพิธีอัญเชิญควันธูป ควันเทียน เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้า

พ่อเมืองภูเก็ตออกเยี่ยมศาลเจ้า


เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ที่ศาลเจ้าบางเหนียว อ.เมือง ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกอบจ.ภูเก็ต นายประยูร หนูสุก วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นายแพทย์ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต นายวีระพงษ์ ไวทยวงศ์สกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจเยี่ยมศาลเจ้าบางเหนียว เป็นศาลเจ้าแรก เนื่องจากประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2554 ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 โดยมีนายประเสิรฐ ฟักทองผล ประธานศาลเจ้าบางเหนียวและคณะกรรมการศาลเจ้าฯ ให้การต้อนรับ ซึ่งคณะทั้งหมดได้ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมรับประทานอาหารเจด้วย
นายแพทย์ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต (สสจ.ภูเก็ต) กล่าวว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสุขาภิบาลอาหาร เช่น การล้างผัก การหั่นผัก ภาชนะใส่ผัก การปรุงอาหาร เป็นต้น ของโรงครัวในศาลเจ้าต่างๆ ที่เข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผัก โดยทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจเยี่ยมและมีการจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ปรุงอาหาร คณะกรรมการศาลเจ้าที่เกี่ยวข้องมาตั้งก่อนที่จะเข้าสู่ประเพณี ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคที่มารับอาหารจากโรงทานของศาลาเจ้าได้รับประทานอาหารที่สะอาดและปลอดภัย ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่หาซื้ออาหารจากร้านต่างๆ ก็ได้ประชาสัมพันธ์และเน้นย้ำการเลือกซื้ออาหารเจที่สะอาดและปลอดภัย โดยพิจารณาจากส่วนประกอบต่างๆ เช่น ภาชนะบรรจุที่ต้องสะอาด ไม่มีรอยแตกร้าว ไม่เป็นสนิม ฉลากไม่มีรอยเปียกชื้น มีเลขทะเบียน อย. แจ้งชื่อผู้ผลิต วัน เดือน ปี ที่ผลิตและวันหมดอายุ เป็นต้น หากพบอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพโดยมีลักษณะเนื้อ สี กลิ่น ผิดปกติ ไม่ควรนำมารับประทานโดยเด็ดขาด
สำหรับบรรยากาศงานประเพณีถือศีลกินผักซึ่งวันนี้ (27ก.ย.54) เป็นวันแรก ภายในศาลเจ้าต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ตมีประชาชนชาวภูเก็ตที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และนำปิ่นโตหรือวัสดุอื่นๆ มารับอาหารจากโรงทานของศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก แม้ว่าตลอดทั้งวันจะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บรรดาร้านค้าอาหารเจที่อยู่บริเวณด้านหน้าศาลเจ้านั้นก็มีประชาชนที่มาหาซื้ออาหารเจเช่นกัน แต่ก็ไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากปัญหาฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งวัน

ภูเก็ตเตรียมเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บ


เมื่อวันที่ 27 กันยายน 54 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 3/2554 โดยมีคณะอนุกรรมการอัตราค่าแรงขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ต ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายหน่วยงานราชการ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ตจากวันละ 221 บาทเป็นวันละ 300 บาท
ทั้งนี้นายสุทธิ์พงศ์ สายสาคเรศ แรงงานจังหวัดภูเก็ตได้กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 – 25 สิงหาคม 2554 โดยนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรกเกี่ยวกับนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานและผู้จบปริญญาตรี ประกอบด้วย เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุล และความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาพ เพื่อดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท และผู้จบการศึกษาปริญญาตรีมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 15,000 บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมีมาตรการเพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้แรงงานและบุคลากรสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดี
ด้านนายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรมและบริการภูเก็ต คณะอนุกรรมการอัตราค่าแรงขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า จะมีการนำเสนอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ตามที่ฝ่ายลูกจ้างเสนอ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะสินค้าต่างๆ ที่ผู้ใช้แรงงานต้องกินและใช้มีราคาที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราค่าแรงที่ได้รับอยู่นั้นยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในฝ่ายนายจ้างเกรงว่าการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือให้ชัดเจน เช่น มาตรการลดภาษี เพื่อลดต้นทุนด้านอื่นๆของนายจ้าง เป็นต้น แต่ทั้งนี้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการค่าจ้างกลางเป็นผู้อนุมัติ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 เป็นต้นไป
“การขอปรับค่าแรงขั้นต่ำของลูกจ้างนั้น เพื่อความเหมาะสมตามภาวะค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ไม่ได้ทำตามนโยบายรัฐบาล เพราะผู้ใช้แรงงานจังหวัดภูเก็ตไม่ได้อิงนโยบายของรัฐบาล สิ่งสำคัญที่ลูกจ้างต้องการไม่ใช่การปรับขึ้นค่าจ้าง แต่เป็นมาตรการในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะแม้จะปรับค่าจ้างสูงขึ้นเท่าใดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ตราบที่ยังไม่มีการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงาน” นายวิจิตรกล่าว

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

อบจ.ภูเก็ตเปิดน้ำพุดนตรีเฉลิมพระเกียรติ


เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ที่บริเวณสระน้ำ สวนสาธารณะสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดน้ำพุดนตรี ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) จัดสร้างขึ้น โดยมีนายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต สมาชิกสภาเทศบาลนครภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการศาลเจ้า สมาคมชาวไทยเชื้อสายจีนและประชาชนร่วมชมเป็นจำนวนมาก
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เผยถึงความเป็นมาของโครงการก่อสร้างระบบน้ำพุดนตรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า อบจ.ภูเก็ต มีนโยบายพัฒนาสวนสาธารณะสะพานหินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเขตเมือง จึงได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ และเริ่มดำเนินโครงการน้ำพุดนตรี เมื่อเดือนธันวาคม 2553 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2554 รวมพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นน้ำพุดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชุดน้ำพุปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากกว่า 100 รูปแบบ พร้อมเทคนิคไฟ แสงสีเสียง ที่ทันสมัย ควบคุมการทำงานทั้งหมดด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อไปจุดนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของภูเก็ตในอนาคต

เริ่มแล้วประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2554


เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 กันยายน 54 ที่บริเวณศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบเก้ง นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี อาจารย์เหยียนหลง กรรมการเถรสมาคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธียกเสาโกเต้ง โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.ภูเก็ต นางนลินี อัครเดชา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต แขกผู้มีเกียรติ ประชาชนชาวภูเก็ต นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวเข้าไปร่วมประกอบพิธีในศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก เข้าร่วมในพิธี
สำหรับประเพณีถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ตประจำปี 2554 ได้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 กันยายน – วันที่ 5 ตุลาคม 2554 โดยศาลเจ้าต่างๆ ทั่วทั้ง จ.ภูเก็ต ซึ่งแต่ละศาลเจ้าได้ประกอบพิธียกเสาโกเต้งและอัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา อันเป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้ทราบว่าประเพณีถือศีลกินผักได้เริ่มขึ้น จากนี้อีก 9 วัน ชาวภูเก็ตจะนุ่งขาวห่มขาวเข้าร่วมในพิธี และทุกวันแต่ละศาลเจ้าจะประกอบพิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีบูชาพระ พิธีโขกุ้น พิธีงเก้ง พิธีป้ายชิดแช้ พิธีโก้ยโห้ย (ลุยไฟ) เป็นต้น
สำหรับพิธีอิ้วเก้ง หรือขบวนแห่พระของศาลเจ้าจะเริ่มในวันที่ 28 กันยายน 54 เป็นต้นโดย โดยศาลเจ้าฮุนจงอ๊าม หรือจ๊อสู่ก้งนาคา จะเริ่มแห่เป็นศาลเจ้าแรก และในวันถัดไปก็จะเป็นศาลเจ้าสะปำ โดยทุกขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมสะพานหิน เพื่อประกอบพิธีอัญเชิญควันธูปควันเทียนกลับศาลเจ้าต่อไป
อย่างไรก็ตามภายในเขตเทศบาลนครภูเก็ต ได้มีการตกแต่งเมืองให้สวยงามด้วยการประดับธงสีเหลือซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งบ่งบอกให้ได้รับทราบว่าประเพณีถือศีลกินผักได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะที่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา เทศบาลนครภูเก็ตได้ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยธง องค์เทพจำลองต่างๆ และบริเวณหน้าลานนวมินทร์ก็ได้ตกแต่งสัญลักษณ์เมืองเก่าภูเก็ตที่ผสมผสานกับบรรยากาศเทศกาลถือศีลกินผัก ขณะที่ตามถนนสายต่างๆ ทั้งในเขตตัวเมืองและนอกเมืองก็ได้มีการประดับธงสีเหลืองตลอดแนวถนน
นอกจากนี้บริเวณหน้าศาลเจ้าต่างๆ ซึ่งมีการตั้งร้านจำหน่ายอาหารเจมาก่อนหน้านี้ ปรากฏว่ามีประชาชนเริ่มทยอยมาหาซื้ออาหารเจกันเป็นจำนวนมาก สร้างความคึกคักให้กับบริเวณหน้าเจ้าศาลเป็นอย่างมาก เช่น หน้าศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบเก้ง ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในตัวเมืองภูเก็ต ตลอดถนนระนองเริ่มตั้งแต่หน้าตลาดสดเทศบาลนครภูเก็ตไปจนถึงหน้าศาลเจ้า, หน้าศาลเจ้าบางเหนียวซึ่งมีร้านค้าจำหน่ายอาหารเจอยู่บริเวณด้านหน้า, ศาลเจ้าสามกอง อ.เมืองภูเก็ต เป็นต้น โดยผู้ประกอบการร้านอาหารเจ เปิดเผยว่า ยังจำหน่ายอาหารเจในราคาเดิมแม้ว่าราคาพืชผักและวัตถุดิบในการปรุงอาหารจะปรับราคาสูงขึ้น ข้าวราดแกงจะจำหน่ายอยู่ที่ 35-40 บาท ส่วนแกงถุงราคาถุงละ 25 บาท

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

ตั้งงบ 2 ล.บริหารสถานีขนส่งแห่งที่ 2 ภูเก็ต


เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2554 ที่ห้องประชุมสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารงานสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 2/2554 โดยมีนายธีรยุทธ ประเสริฐผล ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น อัยการจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เทศบาลตำบลรัษฎา เป็นต้น
โดยการประชุมในครั้งนี้ นอกจากการรับรองการประชุมครั้งที่ผ่านมาแล้ว ยังได้มีการแจ้งให้ทราบ เกี่ยวกับประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานสถานีขนส่งผู้โดยสาร แทนชุดเดิมที่หมดวาระลง โดยให้คณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนประกอบการขนส่งโดยสารประจำทาง 1 ท่าน และพิจารณาการจัดทำงบประมาณการรายได้และรายจ่ายเงินนอกงบประมาณเงินค่าบริการสถานีขนส่งจังหวัดภูเก็ต แห่งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ด้วย
ทั้งนี้ได้มีการชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เนื่องจากทางกรมการขนส่งทางบก ได้จัดสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดภูเก็ต แห่งที่ 2 แล้วเสร็จมาระยะหนึ่งแล้ว จากเดิมทางเทศบาลตำบลรัษฎาจะรับไปบริหารจัดการ แต่ต่อมาได้แจ้งต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ตว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ ทำให้ทางสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ตจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการแทน จึงได้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกรมการขนส่งทางบก โดยได้ประเมินการรายจ่ายไว้ รวมประมาณ 1,915,475 บาท ประกอบด้วยค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค โดยได้มีการประมาณการรายได้จากค่าบริการสถานีขนส่งและค่าตอบแทนตามสัญญาจัดให้บริการจำหน่ายสินค้า ในปี 2555 จำนวน 1,482,000 บาท ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการสถานีขนส่งแห่งใหม่ได้ภายในปี 2554 นี้ โดยจะมีการเปิดเกาะกลางถนนเพื่อให้รถเข้าออก ซึ่งทางแขวงการทางจังหวัดภูเก็ตจะเป็นผู้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตามทางตัวแทนจากเทศบาลตำบลรัษฎา ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยว่า ทางคณะผู้บริหารเทศบาลฯ พร้อมที่จะรับโอนสถานีขนส่งฯ มาอยู่ในความดูแล แต่เหตุที่ไม่สามารถรับโอนมาดำเนินการได้ เนื่องจากได้มีการประเมินงบประมาณที่จะเข้าไปปรับปรุงและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในสถานีฯ ต้องใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเทศบาลฯ ไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงต้องขอยกเลิกการถ่ายโอนไปก่อน ส่วนของการจะเปิดให้บริการสถานีฯ และจะมีการเปิดเกาะกลางถนนเบริเวณด้านหน้าสถานีฯ นั้นก่อนหน้านี้ได้มีประชาชนมาสยื่นหนังสือคัดค้านไว้ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปัญหาด้านการจราจรและความไม่ปลอดภัย
นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากการก่อสร้างได้แล้วเสร็จมานานแล้ว และเทศบาลฯไม่สามารถรับการถ่ายโอนได้ จำเป็นที่ทางสำนักงานขนส่งฯ จะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง และในการเปิดให้บริการซึ่งจะมีการเปิดเกาะกลางถนน เมื่อมีผู้คัดค้านก็จะจำเป็นที่จะต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ โดยให้ผู้ออกแบบมาเป็นผู้ชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งนี้ให้สรุปผลการการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดภูเก็ตเพื่อเรียกประชุมรับทราบแนวทางการดำเนินการและการแก้ปัญหาต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

มอบเงินพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ


เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายขวัญแก้ว วัชโรทัย นายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและคณะ ได้เดินทางมามอบทุนพระราชทานการศึกษาสงเคราะห์ต่อเนื่อง มอบเงินพระราชทานเพื่อการปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ จำนวน 50,000 บาท โดยนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต นายขันตี ศิลปะ นายอำเภอกะทู้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ นายก อบต.กมลา นายบำรุง สำเภารัตน์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต นายสวัสดิ์ บรรจงพาศ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 คณะครู นักเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 ร่วมให้การต้อนรับ นอกจากนี้ยังมอบ เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์การกีฬา แก่นักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 พร้อมเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียนฯ
นายสวัสดิ์ บรรจงพาศ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 กล่าวว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 36 จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันเปิดทำการสอนเข้าสู่ปีที่ 7 โดยจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนทั้งประเภทอยู่ประจำ และไป-กลับ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้น 740 คน เป็นนักเรียนประจำ 225 คน นักเรียน ไป – กลับ จำนวน 515 คน จำนวนห้องเรียน 26 ห้อง ข้าราชการครูจำนวน 14 คน พนักงานราชการ 7 คน ครูอัตราจ้าง 28 คน คนงานภารโรงและแม่ครัว 10 คน บุคลากรสนับสนุนการสอนอื่นๆ 6 คน รวมบุคลากรทั้งสิ้น 65 คน
“การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนใช้ระบบสื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยรับสัญญาณจากโรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดการศึกษาตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจ แบบพอเพียง ประสิทธิผลที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอน ในปีการศึกษา 2553 – 2554 นักเรียนได้รับความรู้บรรลุตามเป้าประสงค์ ได้ฝึกทักษะต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ เช่น การเพาะเห็ด การปลูกผักไฮโดรโฟนิกส์ การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุท้องถิ่น การเลี้ยงปลาดุก การอบขนมเบเกอรี่ การผลิตน้ำยาล้างจาน เป็นต้น นอกจากนี้ได้รับรางวัลจากการแข่งขันทักษะทางวิชาการระดับภูมิภาคงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคใต้ 2 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง รวมทั้งครูและนักเรียน ยังได้รับรางวัลจากการประกวดด้านการศึกษา ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศจำนวนหลายรางวัลอีกด้วย.
นายสวัสดิ์ ได้รายงานถึงปัญหาที่โรงเรียนยังประสบและแก้ไขไม่ได้ ว่า คือ ปัญหาอัตรากำลังข้าราชการ ซึ่งมีเพียง 14 คน รวมผู้บริหาร นอกจากนั้นส่วนใหญ่เป็นครูอัตราจ้าง ครูเหล่านี้ขอลาออกบ่อยด้วยเหตุผล เช่น สอบบรรจุได้ในสังกัดอื่น ไปประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้สูงกว่า โดยเฉพาะวิชาเอกภาษาไทย คณิตศาสตร์ ขาดแคลนเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อคุณภาพทางผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน แต่ยังโชคดีที่ประธานมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียวได้กรุณาให้การสนับสนุนการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมเข้ามาใช้ในโรงเรียนสามารถแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

รวบนักบวชชาวเนปาลพร้อมยางกัญชา 8 ก.ก.


เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต นางมนทิรา เชิดชู นายด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต ร่วมกับ ร.ต.ธานี ช่วงชู รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต พ.ต.ท.ธวัช ตันสกุล สวป.สภ.ท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม Mr.HISE CHHIRING TAMANG อายุ 42 ปี นักบวชสัญชาติเนปาล พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดประเภท 5 (ยางกัญชา) ซึ่งซุกซ่อนอยู่บริเวณฝากกระเป๋าเดินทางจัดทำพิเศษทั้งสองด้าน ยี่ห้อ DIPLOMAT น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 8 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 800,000 บาท โดยกล่าวหามียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ยางกัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ ม.27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469ประกอบกับ ม.16,17 แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าฉัตรไชย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นางมนทิรา กล่าวว่า ตามที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายด้านการควบคุมทางศุลกากรและปกป้องสังคมอย่างเคร่งครัด จึงสั่งการให้นางอรอนงค์ วัชรเศรษฐกุล รองอธิบดีกรมศุลกากร และนายประยุทธ มณีโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรงานศุลกากรภาคที่ 4 ดำเนินการวางแผนจับกุมกลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ จึงได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ตเข้มงวดเป็นพิเศษในการสกัดกั้นป้องกันและปราบปราม การลักลอบขนยาเสพติดให้โทษกับผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางท่าอากาศยานภูเก็ตซึ่งมีแนวโน้มลักลอบขนยาเสพติดให้โทษสูงขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนเส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีการเพิ่มความเข้มในการตรวจกลุ่มผู้ต้องสงสัยมากขึ้น
“จากการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ทำให้เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น.วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการติตามและตรวจค้น Mr.HISE CHHIRING TAMANG อายุ 42 ปี นักบวชสัญชาติเนปาล หมายเลขหนังสือเดินทาง 2804013 ผู้โดยสารของสายการบินการ์ต้าแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 624 เนื่องจากมีลักษณะท่าทางมีพิรุธ โดยใช้เส้นทางจากประเทศอินเดียและมาเปลี่ยนเที่ยวบินที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีจุดหมายปลายทางท่าอากาศยานภูเก็ต และจากการตรวจค้นกระเป๋าเดินทาง พบยางกัญชาซุกซ่อนอยู่บริเวณฝากระเป๋าเดินทางซึ่งจัดทำเป็นพิเศษทั้งสองด้านยี่ห้อ DIPLOMAT”
นางมนทิรา กล่าวด้วยว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพว่ารับจ้างขนยางกัญชามาจากประเทศเนปาล และจะต้องนำมาส่งให้กับผู้ที่รอรับอยู่ที่ภูเก็ตซึ่งจะติดต่อเข้ามาเมื่อมาถึงที่สนามบินภูเก็ต โดยได้รับค่าจ้างประมาณ 150,000 รูปี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 70,000-80,000 บาท และบอกว่าพึ่งทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเข้ามาประเทศไทยแล้ว 5 ครั้ง โดย 4 ครั้งที่ผ่านมาจะลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ
อนึ่งได้มีการแถลงข่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจค้นและจับกุมผู้โดยสารชาวต่างชาติ ชื่อ MR.MARK ANDREW ROBINSON สัญชาตินิวซีแลนด์ ถือหนังสือเดินทางเลขที่ EB 225462 เดินทางมาจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยสายการบิน TIGER AIRWAYS เที่ยวบินที่ TR 2152 ปลายทางท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งผลการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระพบ วัตถุโลหะคล้ายเงิน ขนาด 10 OZ จำนวน 18 แท่ง น้ำหนักรวม 5.8 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 250,000 บาท กับเอกสารการซื้อขาย (invoice) ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ได้เดินผ่านเข้าช่องตรวจของศุลกากร “ไม่มีของต้องสำแดง” (GREEN CHENAL) จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า การนำของต้องห้ามหรือต้องจำกัด หรือของที่ต้องชำระค่าภาษีอากรเข้าในราชอาณาจักรโดยไม่สำแดงหรือผ่านพิธีการโดยถูกต้องต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรถือเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ประกอบมาตรา 16,17 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ทั้งนี้ผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและได้ทำคำร้องขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยไม่ขอนำคดีขึ้นสู่ศาล พร้อมยินยอมขอยกของกลางจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน

กรมพัฒนาชุมชนส่งเสริมองค์ความรู้ด้าน ปชต.


เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 ที่ห้องสวนหลวง โรงแรมคาทีน่า ภูเก็ต นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดสัมมนาโครงเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านประชาธิปไตยเพื่อขยายผลเป็นศูนย์กลางส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายด้านประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดจัดขึ้น โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำสตรี อาสาพัฒนาชุมชน เยาวชน องค์กร/กลุ่มต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมจำนวนประมาณ 100 คน
นางศิริพร อารีรอบ ประธานเครือข่ายผู้นำด้านประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านประชาธิปไตยของรัฐสภา กิจกรรมสร้างเครือข่ายผู้นำด้านประชาธิปไตย ปี 2554 เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภา สนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้นในปีงบประมาณ 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติงบประมาณให้จังหวัดต่างๆ โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดๆ ละ 60,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านประชาธิปไตยเพื่อขยายผลเป็นศูนย์กลางส่งเสริม และพัฒนาเครือข่ายด้านประชาธิปไตย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สามารถนำความรู้ที่ได้รับเผยแพร่สู่ชุมชนของตนเองและผลักดันให้เกิดเครือข่ายด้านประชาธิปไตยอันนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายด้านประชาธิปไตย นางศิริพรกล่าว
อย่างไรก็ตามนายวีระวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปตามการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลา ซึ่งจะพบว่าในปัจจุบันเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น และการที่ได้คัดเลือกแกนนำชุมชนซึ่งครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสตรี อาสาพัฒนาชุมชน อสม.และกลุ่มอื่นๆ จะช่วยให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ในชุมชนหรือท้องถิ่นของตน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชุมชน และต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นหลัก

เร่งทำมาตรฐานวิชาชีพท่องเที่ยวและบริการ


นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 1 จ.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการที่จะมีการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC : Asean Economic Community) ในปี 2558 ดังนั้นเราจะต้องมีการเตรียมพร้อมในการรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนดังกล่าว โดยในแง่ของภาคการท่องเที่ยวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งจัดทำมาตรฐานวิชาชีพด้านท่องเที่ยวและบริการ เนื่องจากอาเซียนได้มอบหมายให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหลักดูแลการจัดการด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็รับผิดชอบในด้านอื่นๆ ที่แตกต่างกันตามศักยภาพของแต่ประเทศ เช่น พม่า รับผิดชอบด้านการเกษตร สิงคโปร์ รับผิดชอบด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น
“การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยปีละเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 6 แสนล้านบาท จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรด้านการท่องเที่ยวและบริการของสถาบันการศึกษา เนื่องจากการท่องเที่ยวและบริการเป็น 1 ใน 8 ที่มีการเปิดเสรีซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีด้วย ฉะนั้นทั้งสถาบันการศึกษาและการท่องเที่ยวจะต้องเร่งดำเนินการในส่วนนี้ โดยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ และร่วมกันกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน เพื่อจะได้ไม่เกิดการเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ในส่วนของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานต่างๆ ไว้แล้ว โดยที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการมีประมาณ 23 ตำแหน่ง และด้านการคมนาคมขนส่ง เช่น สายการบิน เป็นต้น ประมาณ 9 ตำแหน่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการต่อยอดและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้”
นางอัญชลี กล่าวด้วยว่า เท่าที่ประเมินพบว่าเราจะต้องเร่งดำเนินการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับแรงงานในตลาดได้ ซึ่งในเรื่องการท่องเที่ยวนั้นเราค่อนข้างได้เปรียบเนื่องจากจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรที่จะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศค่อนข้างมาก และเมื่อรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางหมุนเวียนภายในภูมิภาคนี้รวมไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ดังนั้นเราจะต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวและบริการของเราก็ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ ประมาณหนึ่งในห้าอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรที่จะให้เราเป็นผู้นำหลักในภูมิภาคให้ได้