จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ภูเก็ตเปิดศูนย์บริจาคช่วยน้ำท่วม



นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ด้วยจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ ได้เกิดอุทุกภัยน้ำท่วม สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ทางจังหวัดภูเก็ตได้ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต เปิดศูนย์บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยใช้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์ในการรับบริจาคดังกล่าว เนื่องจากมีความพร้อมในเรื่องของโกดังเก็บสิ่งของ นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือถึงอำเภอทุกอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในจังหวัดภูเก็ต ว่า ในกรณีที่พี่น้องประชาชนไม่สะดวกที่จะเดินทางมาบริจาคสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต ให้ไปติดต่อบริจาคที่อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์ในการรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่แล้ว

“นอกจากการรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนตามช่วงเวลาปกติแล้ว ทางจังหวัดและเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ตจะทำพิธีระดมรับบริจาคสิ่งของจากพี่น้องประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนใหญ่ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ที่โกดังเก็บของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต”

นายตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับสิ่งของที่รับบริจาคมีแทบจะทุกอย่างที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งเสื้อผ้า ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค และอื่นๆ แต่จากการประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบภัย ทราบว่าสิ่งที่ต้องการจะได้มาก คือ เงินสด เพราะสามารถที่จะบริหารจัดการได้สะดวกมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นายตรี กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ทางชมรมไทยเวียดนามในจังหวัดภูเก็ตได้ต่อเข้ามาบริจาคกับตนไปแล้วจำนวน 20,000 บาท สำหรับพี่น้องประชาชน และหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่มีความประสงค์จะบริจาคเป็นเงิน สามารถบริจาคได้ที่บัญชีของธนาคารกรุงไทย สาขาภูเก็ต ชื่อบัญชี “ชาวภูเก็ตร่วมใจ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม”บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 805-0-39733-5

พอช.ใต้จัดสัมมนา วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2554

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ที่บริเวณชุมชนท่าเรือใหม่รัษฎา ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้เกียรติ เป็นประธาน เปิดการสัมมนา เรื่อง "ที่ดินที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน ธนาคารเครือข่าย" เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2554 ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายที่ดินทำกินในรูปแบบการแก้ไขปัญหาทั้งตำบลและที่อยู่อาศัยเมืองโดยขบวนองค์กรชุมชนและท้องถิ่น ผลักดันการแก้ไขปัญหาโครงการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันขององค์กรเครือข่ายในแต่ละจังหวัด โดยมีส่วนราชการ องค์กรชุมชนภาคใต้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เชิงนโยบายต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย
นายขนิฐ คงทอง เครือข่ายที่ดินภาคใต้ กล่าวว่า การจัดงาน “วันที่อยู่อาศัยโลก” เกิดขึ้นจาก องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลกได้เห็นความสำคัญกับสถานการณ์อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตลอดจนสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนทุกคน ซึ่งในปี 2554 ทางสหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อหลักว่า เมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมาโดยตลอด เช่น การดำเนินงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ การดำเนินโครงการปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนตามโครงการบ้านมั่นคง ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
นายขนิฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า พอช.และเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น ในระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม – 18 พฤศจิกายน 2554 เพื่อลักดันนโยบายที่ดินทำกินในรูปแบบการแก้ไขปัญหาทั้งตำบลและที่อยู่อาศัยเมือง พร้อมทั้งจัดงาน WORLD HABITAT DAY 2011 รณรงค์ สร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนัก พร้อมเสนอต่อรัฐบาลให้บรรจุเป็นนโยบายสำคัญของชาติ รวมถึงเพื่อสร้างรูปธรรม การสร้าง นวัตกรรม การพัฒนา ต่อยอดจากโครงการบ้านมั่นคง ด้านความมั่นคงอาหาร กองทุนเมือง กองทุนตำบล รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โครงการบ้านมั่นคงคงภาคใต้ ได้กำหนดการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลก ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 10-12 ตุลาคม 2554 รูปแบบเป็นขบวน Car Rally เริ่มเดินทางตั้งแต่จังหวัด พัทลุง ตรัง พังงาและจุดสุดท้ายที่จังหวัดภูเก็ต

เสริมความรู้สิทธิคนตาบอด


เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 54 ที่โรงแรมทวิน อินน์ ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการ สัมมนานโยบายด้านสิทธิ การจ้างงาน อาชีพและการศึกษาของคนตาบอด, กิจกรรมเดินรณรงค์ไม้เท้าขาวสากล และการจัดประชุมสมัชชาคนตาบอดสาขาภาคใต้ตอนบน ซึ่งทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ตอนบน จัดขึ้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายด้านสิทธิ การจ้างงาน อาชีพ การศึกษาของคนตาบอดของภาครัฐ เปิดโอกาสให้คนตาบอดแสดงความสามารถของตนเอง ประชาสัมพันธ์ให้คนตาบอดและบุคคลทั่วไปได้ให้ความสำคัญกับไม้เท้าขาว และให้คนตาบอดได้ฝึกอาชีพระยะสั้น โดยมีผู้แทนคนตาบอดประจำจังหวัด เจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยเหลือคนตาบอด สมาชิกคนตาบอดในจังหวัดภูเก็ต สมาชิกสาขาภาคใต้ตอนบน 6 จังหวัด เข้าร่วม จำนวนทั้งสิ้น 70 คน
นายสุคนธ์ ครอบบัวบาน นายกสมาคมคนตาบอดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า คนตาบอดส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนชนบท ขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา การฟื้นฟูด้านอาชีพ และขาดโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือประกอบอาชีพอิสระได้ แม้ว่ารัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมคนพิการ พ.ศ.2550 ขึ้นเพื่อคุ้มครองสงเคราะห์พัฒนาและฟื้นฟูคนพิการ และมีบัญญัติเรื่องสิทธิของคนพิการไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 รวมถึงปฎิญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวัน 10 พฤศจิกายน 2541 ว่า “คนพิการมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพในทุกระดับ ทุกรูปแบบของจัดการศึกษาตามความต้องการ ของคนพิการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยไม่มีข้อจำกัด กีดกันเลือกปฏิบัติ หรือข้อยกเว้นใดๆ และคนพิการมีสิทธิและโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ การฝึกอาชีพ การประกอบอาชีพทุกประเภทได้รับการจ้างหรือว่าจ้างเข้าทำงานตามความต้องการและความสามารถ โดยได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการ โอกาสความก้าวหน้า รวมทั้งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโดยไม่มีการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ”
แต่เนื่องจากสังคมยังไม่มีความเข้าใจในคนพิการดีพอ คนพิการเหล่านี้มักจะถูกกีดกันออกจากสังคม ถูกรังเกียจ ถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ บริการต่างๆ ที่จัดให้ก็ยังมีขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะผู้อยู่ในชนบทที่ห่างไกล คนพิการนั้นมีความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ต้องการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องการทำตัวเป็นภาระของครอบครัวหรือสังคม ต้องการการศึกษา ต้องการมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง ต้องการเป็นผู้ให้มิใช่เป็นเพียงแต่ผู้รับ นายสุคนธ์กล่าว

เด็ก ร.ร.ปลูกปัญญา เจ๋งคว้ารางวัลของอี ยู


เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 54 ที่ห้องประชุมชั้น 3 เทศบาลนครภูเก็ต นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานมอบรางวัลให้กับเด็กชายสุทิภัทร สุวรรณรัฐภูมิ อายุ 9 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพนานาชาติที่แสดงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย จากการประกวดวาดภาพเนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2554 ที่สหภาพยุโรป (อียู) จัดขึ้น โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร และนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.จังหวัดภูเก็ต นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กงสุลกิตมศักดิ์ประเทศต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คณะครูจากโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาฯ ร่วมแสดงความยินดี
โดย “ด.ช. สุทธิภัทร” หรือน้อง “ภู่กัน” เป็น 1 ในเยาวชน14 คนจากทั่วโลกที่เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดวาดภาพดังกล่าว ซึ่งรางวัลที่ได้รับ คือ คอมพิวเตอร์ laptop 1 เครื่อง และตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ สำหรับตัวน้องพู่กันและบิดา เพื่อเข้าร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพวาดที่พิพิธภัณฑ์ (Children's Museum) ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งจะมีการนำภาพวาดของผู้ชนะเลิศทั้งหมดไปจัดแสดง
นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ทางสหภาพยุโรป หรือ อี ยู ได้จัดให้มีการประกวดวาดภาพที่แสดงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ประจำปี 2554 และได้เชิญชวนเด็กและเยาวชนทั่วโลก ที่มีอายุระหว่าง 8-10 ปี เข้าร่วมกิจกรรมผ่านการวาดภาพตามจินตนาการของตนเอง ในหัวข้อเรื่อง “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กหญิงและเด็กชายคู่หนึ่ง และทั้งสองคนต้องการทำให้โลกเป็นที่ ๆ ดีขึ้น...” ซึ่งในการนี้ ทางโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ ได้ดำเนินการจัดส่งภาพผลงานของนักเรียนเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ด้วย
สำหรับเกณฑ์ในการตัดสิน จะคัดเลือกจากผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ ความหมายของภาพ และองค์ประกอบทางศิลปะ โดยมีคณะกรรมการตัดสินประกอบด้วย นักเรียนจากโรงเรียน European School of Brussels เป็นผู้ตัดสินภาพที่เข้าร่วมประกวดจากทั่วโลก โดยแบ่งผลการตัดสินเป็นทวีป และแต่ละทวีปจะได้รับการคัดเลือกผลงานเพียง 2 ชิ้นงาน เพื่อรับรางวัลชนะเลิศ ซึ่งในทวีปเอเชียมีเด็กไทย และเป็นเด็กของจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ เด็กชายสุทธิภัทร สุวรรณรัฐภูมิ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ และจากประเทศเวียดนามอีก 1 คน
นายกเทศมนตรีกล่าวอีกว่า ขอชื่นชมเด็กชายสุทธิภัทร สุวรรณรัฐภูมิ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยในการคว้ารางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ นั่นย่อมหมายถึงผลแห่งความสำเร็จของการจัดการศึกษาของเทศบาลนครภูเก็ต และจังหวัดภูเก็ต ที่ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และพัฒนาพรสวรรค์ที่ตัวเองค้นพบจนสู่ความเป็นเลิศ
ขณะที่ด.ช.สุทิภัทร สุวรรณรัฐภูมิ หรือน้องภู่กัน เจ้าของรางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพนานาชาติ กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้รับรางวัลชนะเลิศดังกล่าว หลังจากได้รับโจทย์มาก็ใช้เวลาคิดประมาณ 1 วัน จึงตัดสินในวาดภาพผู้หญิงผู้ชายอยู่บนตาชั่งที่อยู่ในลักษณะเท่ากัน เนื่องจากคิดว่าผู้หญิงกับผู้ชายจะต้องมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งสิ่งที่บ่งบอกถึงความเท่าเทียมที่ดีที่สุด น่าจะเป็นเครื่องชั่ง และใช้เวลาในการวาดพอสมควร

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เตรียมช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย



นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึง จากกรณีที่ได้ฝนตกหนักเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินสไลด์ในบางพื้นที่ในภูเก็ต ส่งผลให้ถนนหนทางและสะพานต่างๆ ได้รับความเสีย นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านบางส่วนได้รับผลกระทบและความเดือดร้อน ทั้งบ้านพังเสียหาย พืชผลทางการเกษตรเสีย รวมไปถึง ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางจังหวัดภูเก็ตได้สั่งการให้ทางอำเภอ โดยคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (คชภอ.) ได้ทำการเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป
หลังจากนี้ทางจังหวัดโดยคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดภูเก็ต (คชภจ.) จะได้ทำการประชุม เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือประชาชนตามที่คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ ทั้ง 3 อำเภอ เสนอเข้ามา ซึ่งทางสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต ได้ทำการสำรวจความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรที่จะต้องจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรประมาณ 700,000 กว่าบาท และบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียบางส่วน ซึ่งในส่วนนี้ทางจังหวัดสามารถให้การช่วยเหลือได้เลย ในส่วนของถนนหนทางตามที่แขวงการทาง ได้เสนอมานั้นมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้คงจะเกินความสามารถของจังหวัดที่จะดำเนินการได้ จะต้องขอการสนับสนุนไปยังหน่วยงานต้นสังกัด เพราะทางผู้ว่าฯมีวงเงินในการให้การช่วยเหลือ 50 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ในส่วนของพื้นที่ที่ได้เกิดเหตุดินสไลด์นั้น ทางจังหวัดได้ออกหนังสือสั่งการไปยังท้องถิ่นทุกแห่งในภูเก็ตในตั้งงบประมาณในการดำเนินการแก้ปัญหาดินสไลด์ด้วยการทำกำแพงกันดินสไลด์ รวมทั้งในส่วนของพื้นที่เอกชนนั้น ก็ต้องให้ดำเนินการเช่นกัน ซึ่งทางเอกชนจะต้องเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายเอง เพื่อป้องกันการเกิดการสไลด์ลงมาอีก โดยจะให้ทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) เข้าไปให้คำปรึกษาในการดำเนินการ

น้ำและโคลนถล่มเข้าหมู่บ้าน


เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 54 ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลตำบลรัษฎา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านภายในหมู่บ้านณัฐกมล หมู่ 3 ต.รัษฎา อ.เมือง ภูเก็ต ได้มีน้ำและดินโคลนทะลักเข้าภายในหมู่บ้าน ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ภายหลังรับแจ้งก็ได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายศุภชัย โพชนุกุล นายอำเภอเมือง จ.ภูเก็ต นายสันต์ จันทรวงศ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีต.รัษฎา และกำลังเจ้าหน้าที่จากเทศบาลต.รัษฎา เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ
ที่เกิดเหตุเป็นหมู่บ้านณัฐกมล 2 หมู่ที่ 3 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ภายในหมู่บ้านได้มีการก่อสร้างเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ปลูกเรียงรายยาวประมาณ 500 เมตร บริเวณถนนภายในหมู่บ้าน มีน้ำและดินโคลนไหลลงมาจากเขาหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และไหลเป็นทางยาวบนถนนภายในหมู่บ้านประมาณ 500 เมตร นอกจากนี้น้ำยังได้ไหลทะลักลงบนพื้นถนนรัษฎานุสรณ์ นอกจากนี้กำแพงที่กั้นระหว่างหมู่บ้านและนอกเขตหมู่บ้านพังลงมาเป็นทางยาวประมาณ 10 เมตร โดยรถยนต์ที่จอดบนถนนหน้าบ้าน จำนวน 5 คัน ถูกน้ำและโคลนซัดไปกองรวมกัน นอกจากนี้บ้านเลขที่ 70/67 ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สร้างอยู่ติดกับกำแพงหมู่บ้าน น้ำและโคลนได้ทะลักเข้าไปภายในบ้าน ข้าวของภายในบ้านได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยทางเทศบาลใช้รถตักหน้าขุดหลังเร่งตักดินออก นอกจากนี้ใช้รถดับเพลิงเร่งล้างทำความสะอาดถนน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้เส้นทางในหมู่บ้านได้ตามปกติ
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เดินทางขึ้นไปตรวจสอบต้นเหตุของน้ำและดินโคลนถล่มเข้ามาในหมู่บ้านในครั้งนี้ ก็พบว่า ด้านนอกหมู่บ้าน โดยห่างจากกำแพงประมาณ 30 เมตร เจ้าหน้าที่พบแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเป็นทางน้ำไหล ต่อมาได้มีเจ้าของที่ดินในละแวก ได้นำท่อน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้วมาวาง แล้วเอาดินมาถมเป็นคันกั้นน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ โดยไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแต่อย่างใด
ทั้งนี้นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา ได้กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดเนื่องจากในระหว่างนี้ได้เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้แอ่งน้ำที่ชาวบ้านได้แอบทำเอาไว้ ซึ่งเดิมเป็นทางน้ำไหลผ่าน แต่ชาวบ้านได้นำท่อน้ำขนาดเล็กมาว่าง แล้วเอาดินมาถมปิดกั้นทางน้ำ เมื่อฝนตกหนัก ทำให้แอ่งน้ำรับน้ำไว้จำนวนมาก และไม่สามารถรับน้ำได้ ก็เกิดเหตุคันดินกั้นน้ำแตกทำให้น้ำทะลักเข้าหมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้นตนอยู่ในพื้นที่ศูนย์อำนวยการป้องกันดินสไลด์อยู่ที่ถนนบายพาส เมื่อได้รับแจ้งก็เร่งกับมาตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตรวจการณ์ พบว่าน้ำได้เข้าบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นยังพบว่ารถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านถูกน้ำซัดได้รับความเสียหาย 5 คัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นายสุรทิน กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะรายงานให้ทางจังหวัดได้รับทราบ และหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เบื้องต้นนั้นพบว่าเจ้าของที่ดินที่มีการสร้างแองน้ำนั้นมีความผิด เพราะกฎหมายได้เขียนระบุชัดว่าหากมีการเบี่ยงทางน้ำ หรือปิดทางน้ำ ก็มีความผิด ซึ่งเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการดำเนินคดีนั้น ต้องประชุมเพื่อสรุปความคิดเห็นของทางจังหวัดและทางอำเภอก่อน
ด้านนายประกิจ จินดา อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวและอยู่ใกล้แอ่งน้ำมากที่สุด เปิดเผยถึงกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อประมาณตี 3 ที่ผ่าน ขณะที่นอนหลับอยู่นั้น ก็ได้กลิ่นเหมือนเหม็นโคลน แต่ตนก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งประมาณ ตี 4 ก็ได้มีเจ้าหน้าที่เทศบาลรัษฎา มาเรียกว่าเกิดดินโคลนถล่ม เมื่อลุกขึ้นมาดูพบว่ากำแพงข้างบ้านของตนถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงมา จากนั้นตนรีบตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านพบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2554 ที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตนายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาและการท่องเที่ยวชุมชนบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ โดยมี นายเสถียร แก้วพระปราบ ผู้อำนวยการกองแผน และงบประมาณ อบจ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่อบจ.ภูเก็ต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ และคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เข้าร่วม

นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า การเปิดตัวการท่องเที่ยวชุมชนบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาและจัดการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดภูเก็ต โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นำโดย ผศ.ดร.อรไท ครุฑเวโช และคณะ ได้ประสานความร่วมมือกัน ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชน นับได้ว่าเป็นรูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในรูปแบบหนึ่ง ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดจิตสำนึกรักษ์ทรัพยากรของตนเอง และสืบทอดไปยังลูกหลาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนเพื่อชุมชนจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จังหวัดภูเก็ตจึงถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการที่จะมาเยี่ยมเยือน เพื่อสัมผัสกับทรัพยากร และวัฒนธรรมอันมีอยู่เปี่ยมล้น ซึ่งทาง อบจ.ภูเก็ต ก็มีนโยบายและโครงการต่างๆ มากมายที่สนองตอบต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว และเป็นไปอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวโดยชุมชนก็เช่นกัน เป็นแนวทางหนึ่งที่ อบจ.ภูเก็ต เล็งเห็นความสำคัญมานาน และต้องการพัฒนาให้มีศักยภาพที่ดีขึ้น จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน
ทั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่หมู่บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ หมู่ที่ 8 ตำบลศรีสุนทร มีความสนใจและมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมาอีกหนึ่งแหล่งในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะชุมชนมีเอกลักษณ์ในด้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเห็นได้จากรางวัลที่มีอยู่มากมาย เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยว จึงทำให้ชุมชนดังกล่าวมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในอนาคตอย่างแน่นอน

ทางด้าน นายธวัชชัย ปิ่นชัยศิริ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ กล่าวว่า ก้าวแรกของการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้น ได้เริ่มจากการศึกษาของโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ผลการศึกษาพบว่า บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ หมู่ที่ 8 มีความพร้อมด้านความเข้มแข้งและความร่วมมือของชุมชนมากที่สุด โดยหลังจากนั้น โปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ทำความร่วมมือกับ อบจ.ภูเก็ต ในการวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนของบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ในปีงบประมาณ 2554 ซึ่งการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ ผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ซึ่งเรียกกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนของหมู่บ้านว่า “กลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่” โดยมีแนวคิดในการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในลักษณะการนำเสนอความเป็นพื้นที่เกษตรผสมผสาน ประกอบกับการดำรงชีวิตภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ มีความโดดเด่นในด้านกิจกรรมและความร่วมมือในการดำรงชีวิตภายใต้แนวเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการขยะ โดยมีสมาชิกกลุ่มต่างๆ มากถึง 14 กลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรผสมผสาน กลุ่มแก๊สชีวภาพ กลุ่มเลี้ยงปลาดุก เป็นต้น อีกทั้งยังมีกลุ่มความร่วมมือในการผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เช่น กลุ่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น กลุ่มสมุนไพรอัดเม็ด กลุ่มน้ำยาเอนกประสงค์ เป็นต้น ความเข้มแข็งของความร่วมมือของสมาชิกชุมชนดังกล่าว ส่งผลให้ได้รับรางวัลที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมากมาย และกลายเป็นชุมชนต้นแบบของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความร่วมมือของสมาชิกชุมชนบ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่

คนร้ายบุกแทงเพื่อนคาห้องพักตายคาที่


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 54 ร.ต.ท.อรรถวัฒน์ สุวรรณรัตน์ ร้อยเวรสภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุคนถูกแทงเสียชีวิตเหตุเกิดที่ห้องแถวเลขที่ 29/55 ม.2 ซอยออมทรัพย์ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.ท.ณรงค์ ลักษณะวิมล รองผกก.ป.พ.ต.ท.พาชัย มัธยันต์ สวป.เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ฉลองและเจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย

ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวชั้นเดียว ภายในห้องนอนพบศพ เป็นชาย นอนหงายจมกองเลือด สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ สวมกางเกงยีนต์ขายาวสีน้ำเงิน จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทราบชื่อ นายโชคมลชัย ไหมเพชร อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ถูกแทงด้วยอาวุธมีดปลายแหลมเข้าที่หน้าอก 4 แผง ชายโครงซ้าย 4 แผล หลัง 3 แผล คอ 3 แผล รวม 14 แผล เสียชีวิตคาที่ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้จัดทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย นำส่งรพ.วชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์ได้ทำการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง

โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทราบว่า คนร้ายเป็นชาย 1 คน หลังจากก่อเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน หลบหนีไปทางถนนวิเศษ ต.ราไวย์ เจ้าหน้าที่สกัดจับกุมแต่ไร้วี่แวว

ทั้งนี้จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกทราบว่า ผู้ตายได้เข้ามาเช่าบ้านที่เกิดเหตุเพียงลำพัง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายก็อยู่ภายใน จากนั้นก็ได้มีคนมาหา คาดว่าน่าจะรู้จักกับผู้ตายเป็นอย่างดี โดยผู้ตายก็ได้ออกมาเปิดประตูห้องให้ชายคนดังกล่าวเข้าไปภายในบ้าน สักพักก็มีเสียงทะเลาะกัน ก่อนที่ชาวบ้านเห็นคนร้ายวิ่งออกจากบ้านและขับรถไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ พบผู้ตายนอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่แล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายรายนี้น่าจะเป็นอริของผู้ตายหรือเป็นคนที่รู้จักสนิท เกิดความโกรธแค้น จึงก่อเหตุสยองดังกล่าว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อบจ.ภูเก็ต ร่วมนิสิตจุฬาฯ จัดค่ายเติมฝัน


เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2554 ที่ห้องประชุมโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายชวลิต ณ นคร รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการ จัดค่ายเติมฝัน จ.ภูเก็ต ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8 – 11 ตุลาคม 2554 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับกลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นโดยมี นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต นายอวยพร สกุลตัน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต นายเสถียร แก้วพระปราบ ผู้อำนวยการกองแผน และงบประมาณ อบจ.ภูเก็ต นางรจนา รักแต่งาน นายกสมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต คณะครู อาจารย์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม
สำหรับการจัดโครงการจัดค่ายเติมฝัน จังหวัดภูเก็ต ในครั้งนี้ มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมโครงการ จำนวน 230 คน และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 70 คน รวมทั้งสิ้น 300 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นให้นักเรียนเข้าร่วมโครงการมีเป้าหมายศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และพัฒนาตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้นักเรียนได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเรื่องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา อบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการสอบวัดความรู้ทางวิชาการ รวมถึงเทคนิค วิธีการต่างๆ ในการเรียน การอ่านหนังสือและทำข้อสอบ อบรมให้ความรู้เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้รู้จักการอยู่ร่วมกัน รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม และกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม เพื่อฝึกฝนให้นิสิตนักศึกษารู้จักการเสียสละและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งเป็นการฝึกให้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตในการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต
ด้านนายชวลิต ณ นคร รองนายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยผ่านการทดสอบความรู้ทางวิชาการ หรือ “Admission” มีอัตราการแข่งขันกันสูง เนื่องจากความสามารถในการรองรับนิสิตนักศึกษาจากแต่ละสถาบันของไทยยังคงมีข้อจำกัดอยู่ ดังนั้นผู้ที่จะผ่านการทดสอบได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความกระตือรือร้นและมีความพร้อมสำหรับการสอบในทุกๆ ด้าน แต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แต่เฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้นักเรียนในต่างจังหวัดมีโอกาสทางการศึกษาด้อยกว่านักเรียนในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นในด้านอุปกรณ์ การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญคือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการศึกษา สิ่งเหล่านี้ทำให้นักเรียนในต่างจังหวัดขาดแรงจูงใจ และไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเท่าที่ควร อีกทั้งยังเกิดความคลุมเครือต่อเป้าหมายทางการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง อันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ภูเก็ตเตรียมจัดงานสมรสนานาชาติ 108 คู่


เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 54 ที่ห้องประชุมโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ดร.สุภกรรณ จันทรวงษ์ รองประธานโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย พร้อมด้วย ดร.อินใจ วงศ์รัตนเสถียร ที่ปรึกษาโครงการฯ ดร.วรภูริ มูลสิน ที่ปรึกษาโครงการฯ นายอรุณ โสรส นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์ และนายดิสัน แหล่ทองคำ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ได้ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงานพิธีมงคลนานาชาติ 108 คู่ หรือ ANDAMAN PEARL THE FIRST OF LOVE ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 บริเวณแหลมพรมเทพ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยมีสื่อมวลชนเข้าร่วมแถลงข่าว เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ดร.สุภกรรณ จันทรวงษ์ รองประธานโครงการฯ กล่าวว่า การจัดงานพิธีมงคลสมรสนานาชาติ 108 คู่หรือ ANDAMAN PEARL THE FIRST OF LOVE ในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ประเพณีอันดีงามของไทย สู่สายตาชาวโลก พร้อมทั้งเป็นการนำเสนอการแต่งงานแบบวิถีไทย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในฐานะไข่มุกอันดามัน โดยคาดว่าจะมีคู่รักนานาชาติจากทุกมุมโลกมาเข้าร่วมในพิธี โดยเฉพาะ ชาวญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ออสเตรเลียและคู่รักอีกหลายประเทศทั้งนี้การจัดงานในครั้งนี้รายได้ส่วนหนึ่งจะนำทูลเกล้าถวายในโครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนภารกิจขององค์การสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสนานาชาติและร่วมสบทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ด้าน ดร.วรภูริ มูลสิน ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีคู่แต่งงานทั้งไทยและต่างชาติสมัครเข้าร่วมแต่งงานนานาชาติแล้ว 30 คู่ มาจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ยุโรป ออสเตรเลีย และไทย ซึ่งในส่วนของคู่แต่งงานคนไทยนั้นจะกำหนดมีไม่เกิน 10 คู่ รวมทั้งการจัดกิจกรรมแต่งงานในครั้งนี้ทางผู้จัดจะเชิญเลขาธิการสหประชาชาติ ทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม และที่สำคัญจะมีการบันทึกสถิติโลกด้วย เพราะการจัดแต่งงานในลักษณะดังกล่าวยังไม่เคยจัดขึ้นที่ใดมาก่อน สำหรับรูปแบบการแต่งงานนั้น จะแต่งงานแบบไทยๆ โดยจะมีการดน้ำสังข์ แต่จะไม่มีพิธีทางศาสนา เพื่อให้ทุกชาติ ทุกภาษาและทุกศาสนาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้ และชุดแต่งงานนั้นทางผู้จัดงานจะให้คู่บ่าวสาวเลือกตามความพอใจ ว่าจะแต่งชุด แต่งงานแบบใด อย่างไรก็ตาม ทางผู้จัดงานฯ คาดว่าในปี 2556 จะมีคู่แต่งงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประมาณว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 193 – 200 คน จากทั่วโลก ทุกประเทศและทุกภาษา
ขณะที่นายอรุณ โสฬส กล่าวว่า ในส่วนของเทศบาลตำบลราไวย์นั้น พร้อมในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของตำบลราไวย์และจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์แหลมพรหมเทพซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และแหลมพรหมเทพมีความพร้อมและมีความสวยงามตามธรรมชาติที่จะรองรับการจัดกิจกรรมแต่งงานนานาชาติ 108 คู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มสีสันเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว