จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

อบจ.ภูเก็ตส่งขยะอันตรายไปกำจัดที่กรุงเทพมหานคร


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อ.เมือง ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีปล่อยรถขนของเสียอันตรายออกจากเกาะภูเก็ต โดยมีนายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ภูเก็ต สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต ผู้บริหาร/ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี

ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวถึง การจัดทำโครงการขนส่งของเสียอันตรายออกจากเกาะภูเก็ต ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมกลไกการจัดการของเสียอันตรายที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูลฝอยทั่วไปให้แก่ประชาชน และลดผลกระทบจากขยะอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกำจัดที่ไม่ถูกวิธี โดยมีคณะทำงานประกอบด้วย สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ภูเก็ต สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต และโดยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้คัดแยกของเสียอันตราย ออกจากขยะทั่วไป และส่งมากักเก็บไว้ ณ ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมจังหวัดภูเก็ตในปีนี้มีของเสียอันตรายหรือขยะพิษ ประเภทหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย แบตเตอร์รี่มือถือ และบรรจุภัณฑ์สารเคมี ที่คัดแยกได้ประมาณ 5 ตัน ซึ่งจะส่งไปกำจัดยังโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ของบริษัทเจนโก้ แสมดำ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความอนุเคราะห์งบประมาณในการขนส่ง และกำจัดจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต

นายไพบูลย์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ได้เกิดความตระหนักในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญของการคัดแยกของเสียอันตราย หรือขยะพิษเพื่อนำมากำจัดอย่างถูกวิธี อันจะทำให้ภูเก็ต ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว และที่สำคัญจังหวัดภูเก็ต จะเป็นจังหวัดต้นแบบในการคัดแยกและกำจัดขยะพิษที่ถูกวิธี ให้กับกลุ่มจังหวัดอันดามันในอนาคต

ด้านนายตรี อัครเดชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่าจังหวัดภูเก็ตปัจจุบันนี้กำลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่เมืองท่องเที่ยวนานาชาติที่สมบูรณ์แบบเข้าไปทุกที เรากำลังจะมีการขยายสนามบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ให้ได้ 12.5 ล้านคน/ปี กำลังจะมีการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ ที่บ้านไม้ขาว และอีกหลายๆ โครงการขนาดใหญ่กำลังจะมาลงที่ภูเก็ต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่าน และทุกภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ต จะต้องเร่งปรับตัว และเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่คนภูเก็ตหลีกหนีไม่พ้น ก็คือ ปัญหาที่มาคู่กับการพัฒนา และหากเราได้มีการเตรียมการในการรับมือกับปัญหาอย่างดีก็สามารถที่จะแก้ไข และรับมือได้เป็นอย่างดี

ปัญหาเรื่องขยะก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ชาวภูเก็ตทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข โดยการร่วมกันคัดแยกขยะจากบ้านเรือนออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ประกอบด้วย ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอันตราย ออกจากกัน ส่วนขยะอันตราย หรือขยะพิษ เราก็นำมาเก็บกักรวบรวม เพื่อนำไปกำจัดยังโรงงานกำจัด ซึ่งจังหวัดภูเก็ต ก็ได้กำหนดเป็นนโยบายแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งให้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าหากทุกบ้านเรือน ทุกสถานประกอบการได้คัดแยกขยะตามที่กล่าวมา ต่อให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 10 ล้านคน จังหวัดภูเก็ตก็รับมือไหว

นายตรี กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ชาวภูเก็ต ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ของภูเก็ตให้มีความสวยงามสะอาด และปลอดภัย และเกิดความตระหนักว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไข้ได้จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยกันแก้ไข ปัญหาจึงจะคลี่คลาย วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนต่างๆ จึงสามารถคัดแยกขยะอันตราย ออกไปกำจัดอยากถูกวิธีได้ และตนเชื่อว่ากิจกรรมอย่างนี้จะมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจังหวัดจะได้มีแนวทางหรือมาตรการในการดำเนินการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

อบจ.ภูเก็ต ติวเข้มผู้ประกอบการฮาลาลรองรับการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 ที่ห้องจามจุรี โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) เป็นประธานเปิดโครงการอบรมผู้ประกอบการฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่ง อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น โดยมีผู้ประกอบการจากสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมประมาณ 200 คน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต บริษัท พรทิพย์ ซีสโตร์ ภูเก็ต จำกัด และโรงแรมบุณฑริกา วิลล่า ภูเก็ต

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจสำหรับผู้ประกอบการฮาลาลในด้านต่างๆ ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์ และบริการฮาลาล วางแนวทางการให้บริการฮาลาลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เตรียมความพร้อมและส่งเสริมให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับ นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการสถานประกอบการด้านฮาลาลสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมด้วย

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการจัดอบรมในลักษณะเช่นนี้ จะส่งผลให้สถานประกอบการมีบุคลากรที่มีคุณภาพมีมาตรฐาน บริหารสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพราะจังหวัดภูเก็ตถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสวยงามและโดดเด่นอยู่ในตลาดท่องเที่ยวโลก ประกอบกับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และปัจจุบันแนวมิของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ตมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการบริการและอาหารที่ดีและถูกต้องตามหลักศาสนาจากสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าในตลาดท่องเที่ยวทั้งใหม่และเก่าหันกลับมาท่องเที่ยวยังจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น นายไพบูลย์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ฆ่าอำพรางสาววัยรุ่นยัดโขดหินแล้วเอาหินทับ


เมื่อวันที่ 13 กันยายน 53 ร.ต.ท.เชียรชัย ดวงสุวรรณ ร้อยเวรสภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีหญิงสาวถูกฆ่าหมกศพยัดซอกหิน เหตุเกิดที่บริเวณกลางป่าเทือกเขานาคเกิด ม.1 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชิต อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง พ.ต.ท.พาชัย มัธยันต์ สวป.พ.ต.ท.จรัล บางประเสริฐ สว.สส.เจ้าหน้าที่วิทยาการเขต 44 ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย

ที่เกิดเหตุเป็นรอยต่อระหว่างตำบลกะรน อ.เมือง – ตำบลป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ที่เกิดเหตุห่างจากถนนสายกะรน – ป่าตอง ลึกเข้าไปในป่าทึบประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่ชุบเลี้ยงชีวิตของชาวตำบลกะรน เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าขึ้นยังจุดที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางใกล้จุดเกิดเหตุ ก็ได้กลิ่นเหม็นโชยมาเป็นระยะๆ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินใกล้ที่เกิดเหตุกลับเป็นลำรางลึกลงไปประมาณ 3 เมตร เห็นเพียงแต่มือด้านขวาโผล่ออกมา โดยที่ร่างมีก้อนขนาดต่างๆทับร่างอยู่ เจ้าหน้าที่จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ ยกก้อนหินเหล่านั้นทีละก้อน จนกระทั่งหมด พบเป็นร่างของผู้หญิง ผมยาวถึงกลางหลัง ผิวขาว สูงประมาณ 160 – 165 เซนติเมตร สภาพศพนอนขดอยู่ ท่อนบนไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงยีนต์ขาสั้นสีน้ำเงิน ไม่สวมกางเกงใน ที่บริเวณสะดือมีรอยเจาะและฝังมุกไว้ 2 เม็ด อายุประมาณ 18 – 21 ปี จากการตรวจสอบพบว่า ใบหน้ามีรอยถูกตีด้วยของแข็งจนใบหน้าเละ จนไม่เหลือเค้าโครงหน้าเดิม คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน จากการตรวจสค้นภายในร่างกายไม่พบเอกสารว่าผู้ตายเป็นใคร พบแต่เงินสด จำนวน 30 บาท

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ที่พบศพประมาณ 5 เมตร พบรองเท้าแตะสีดำ 1 คู่ สีขาว 1 คู่ เทียนไขใช้แล้ว 1 อัน ยังไม่ใช้ 1 อัน มีดพกสั้นยาวประมาณ 20 เซนติเมตร 1 ด้าม เสื้อยืดคอกลมสีแดง 1 ตัว กางเกงในสีแดงลายดอกไม้ 1 ตัว เสื้อในสีดำ 1 ตัว โทรศัพท์มือถูกขว้างจนแตกละเอียด 1 เครื่อง และซิมโทรศัพท์มีรอยหัก 1 ซิม และพบถุงยางอนามัยใช้แล้ว 1 ถุง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้จัดทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย นำส่งรพ.วชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์เวรได้ทำการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ทางการสอบถามนายองอาจ กองแก้ว อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/14 ม.1 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีอาชีพรับเหมาทำระบบน้ำประปา ซึ่งเป็นผู้ที่พบศพเป็นคนแรก ก็ทราบว่า ได้ถูกว่าจ้างให้นำท่อประปาไปวางระบบน้ำประปา จนกระทั่งเที่ยงก็ได้พักเพื่อที่รับประทานอาหาร ซึ่งตนก็ได้กลิ่นแล้ว แต่คิดว่าเป็นกลิ่นของสัตว์ตาย จึงไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ตกลงไปในลำธาร ตนจึงได้มองลงไปที่ลำธาร ก็เห็นมือคนโผล่ออกมาจากก้อนหิน จึงได้รีบลงมาจากเขาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ขึ้นไปตรวจสอบดังกล่าว

โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายกับผู้ตายน่าจะเป็นคนรักกัน แล้วชวนกันมาเที่ยวที่บริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะมีการร่วมเพศกัน โดยที่คนร้ายอาจจะระแคะระคายว่าผู้ตายอาจจะมีคนอื่น จึงได้ดูโทรศัพท์และพบหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย จึงได้สอบถามกับผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่บอกจึงได้เกิดโมโห จึงได้เขวี้ยงโทรศัพท์ด้วยความโมโหจนแตกกระจาย แล้วใช้ก้อนหินทำร้ายจนกระทั่งเสียชีวิตแล้วนำศพอำพรางดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้สืบหาว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร เพื่อจะได้ติดตามสืบสวนว่าก่อนเสียชีวิตผู้ตายไปกับใคร และถูกฆ่าตายด้วยสาเหตุใด และจะได้ติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาลงโทษต่อไป


ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนเอดส์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 53 ที่ห้องเพลินพันทวี โรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในโครงการพัฒนารูปแบบและศักยภาพในการบูรณาการเสริมสร้างทางวิชาการ สำหรับการเรียนการสอนเรื่องเอดส์บนพื้นฐานทักษะชีวิตในสถานศึกษาจังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมการประชุมกว่า 30 คน

นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อชี้แจงแผนการดำเนินงานในโครงการฯ ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาทราบและมีแนวทางในทิศทางเดียวกัน เพื่อจัดทำแผนกิจกรรมและแผนปฏิบัติการในสถานศึกษาของตนเองให้สอดคล้องกับทิศทางที่ได้กำหนดไว้ และกระตุ้น/เร่งรัดการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนการสอนเอดส์และเพศศึกษาให้ได้อย่างน้อย 16 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา

อย่างไรก็ตามจากรายงานตัวชี้วัดที่ 11 ของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการจัดเก็บข้อมูลร้อยละของโรงเรียนที่ให้การศึกษาบนฐานของทักษะชีวิตในปีการศึกษาทีผ่านมา โดยตัวตั้ง คือ จำนวนโรงเรียนที่ให้การศึกษาเรื่องเอชไอวีบนฐานของทักษะชีวิตในปีการศึกษาที่ผ่านมา ตัวหารจำนวนโรงเรียนที่ทำการสำรวจ ผลการจัดเก็บในปี 2552 พบว่าร้อยละของโรงเรียนที่ให้การศึกษาบนฐานของทักษะชีวิตในปีการศึกษาที่ผ่านมา = 0 สำหรับการเรียนการสอนเรื่องเอดส์และเพศศึกษาในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาในปี 2552 มีการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานป้องกันในกลุ่มเยาวชนใหม่ พบว่าผลกระทบของโครงการฯ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับความรู้ของเยาวชนในพื้นที่เป้าหมายเท่านั้น ยังไม่สามารถสร้างทักษะการป้องกันเอดส์และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ดังนั้นกลยุทธ์ใหม่ที่นำมาใช้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างทักษะในการป้องกันที่จำเพาะกับเยาวชนแต่ละกลุ่ม และให้สอดคล้องกับทัศนคติ ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่แตกต่างของเยาวชนโดยตั้งเป้าหมายของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันเอดส์ให้ครอบคลุมเยาวชนอายุ 12-24 ปี จำนวน 2.4 ล้านคนใน 43 จังหวัด จากผลการรายงานดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ดำเนินงานโครงการพัฒนารูปแบบและศักยภาพในการบูรณาการ การเสริมสร้างทางวิชาการสำหรับการเรียนการสอนเรื่องเอดส์บนพื้นฐานทักษะชีวิตในสถานศึกษาขึ้น นายแพทย์วิวัฒน์กล่าว

ทางด้านนายตรี อัครเดชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในส่วนของผู้บริหารสถานศึกษา มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในท้องถิ่น


จังหวัดพอใจซ้อมอพยพประชาชนหนีสึนามิ


เมื่อวันที่ 13 กันยายน 53 ที่บริเวณลานต้นซอยบางลา ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมระบบเตือนภัยและอพยพหลบภัยสึนามิ ประจำปี 2553 เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญเหตุจากภัยสึนามิและภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทราบถึงศักยภาพของระบบเตือนภัย อีกทั้งเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบในบทบาทและภารกิจของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย 19 จุด ใน 12 ท้องถิ่น โดยมีนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมูลนิธิ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมการฝึกซ้อมจำนวน 1,500 คน

ทั้งนี้ได้กำหนดการฝึกซ้อมไว้ 9 ขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มเกิดแผ่นดินไหว การเฝ้าระวัง การบัญชาการเหตุการณ์ การอพยพประชาชน คลื่นสึนามิเข้าสู่ฝั่ง การกู้ชีพ-กู้ภัย การค้นหาช่วยเหลือ การบริหารจัดการในศูนย์อพยพและการรักษาพยาบาล ด้วยการจำลองเหตุการณ์ ว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 8.5 ริกเตอร์ ศูนย์กลางที่ละติจูด 6.37 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 94.31องศาตะวันออก ความลึก 10 กิโลเมตร บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ระยะห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามัน 449 กิโลเมตร คาดว่าจะมีโอกาสเกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าฝั่งบริเวณเกาะภูเก็ต จะต้องทำการอพยพประชาชนไปยังจุดที่ปลอดภัย

หลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับนายวิชัยไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงสรุปผลการฝึกซ้อมฯ ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต ว่า พอใจในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องนำไปปรับปรุง คือ ความดังของระบบสัญญาณเสียงซึ่งมีปัญหา โดยจะได้แจ้งให้กับทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทราบ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขต่อไป นอกจากนี้ในอนาคตอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเวลาในการฝึกซ้อมซึ่งอาจจะเป็นช่วงกลางคืนบ้าง เพราะจะต้องมีการเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์ เนื่องจากปัจจุบันภัยธรรมชาติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามในส่วนของระบบสัญญาณเตือนภัยนั้น นอกจากเสียงที่มาจากหอเตือนภัยแล้ว ในส่วนของศูนย์เตือนภัยฯ และท้องถิ่นต่างๆ ก็ได้เตรียมแผนสำรองหากเกิดปัญหาขึ้น ทั้งการส่งข้อความผ่านมือถือ การจัดรถกระจายเสียงเคลื่อนที่ การประกาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งส่วนกลางส่วนท้องถิ่น เคเบิ้ลและสถานีวิทยุกระจายเสียงทั้งคลื่นหลักและวิทยุชุมด้วย เพื่อให้การแจ้งเตือนครอบคลุม นายวิบูลย์กล่าว

ด้านนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การฝึกซ้อมในครั้งนี้ เป็นการรวมตัวของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอาสาสมัครต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภูเก็ตไปสู่สายตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชน ให้เกิดความมั่นใจในความพร้อมของทางจังหวัดภูเก็ต เนื่องปัจจุบันจะเห็นว่ามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ว่าในการฝึกซ้อมจะมีปัญหาระบบเสียงของหอเตือนภัยบ้าง ซึ่งก็จะต้องแก้ไขกันต่อไป

ขณะที่นายภาณุ แย้มศรี ผู้อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ปัญหาระดับความดังของสัญญาณเตือนภัยนั้น เป็นปัญหาทางด้านเทคนิค และเสียงรบกวนเนื่องจากเสาสัญญาณตั้งอยู่บริเวณริมทะเล อาจจะมีเรื่องของคลื่นลม และสภาพแวดล้อมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัญหานี้เป็นที่รับทราบมาตั้งแต่ปี 2550 และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข เพื่อให้มีความดังครอบคลุมระยะ 1.5 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าการฝึกซ้อมระบบเตือนภัยและอพยพหลบภัยสึนามิ ในส่วนของเทศบาลตำบลราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งมีการติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย 4 จุด ประกอบด้วย หาดราไวย์ หาดในหาน เกาะราชาใหญ่และเกาะโหลน ปรากฏว่าสัญญาณเตือนภัยบริเวณหาดในหานไม่ดัง เกี่ยวกับเรื่องนี้นายอรุณ โสฬส นายเทศมนตรีตำบลราไวย์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากสายทองแดงของหอเตือนภัยถูกขโมย เพราะการฝึกซ้อมในปีที่ผ่านมาก็เคยเจอปัญหานี้แล้วเช่นกัน ก็จะได้แจ้งให้ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยภูเก็ตทราบ และเข้ามาทำการแก้ไขต่อไป เพื่อประชาชนจะได้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น


วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

ชมรมผู้ปกครองรร.ปลูกปัญญาฯ ส่งเสริมอาชีพ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 ที่ห้องประชุมโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายธีรพล ลิ้มชูเชื้อ ประธานชมรมผู้ปกครอง ร.ร. เทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นประธานปิดการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับงานอาชีพ แก่ผู้ปกครองนักเรียนฯ ซึ่งจัดโดยชมรมผู้ปกครองโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อให้ความรู้และทักษะด้านอาชีพ โดยการจัดหลักสูตรการถักโครเชต์ (CROCHETTY)

ทั้งนี้นายธีรพล ลิ้มชูเชื้อ ประธานชมรมผู้ปกครอง ร.ร.เทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การสร้างอาชีพเสริมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นทางชมรมผู้ปกครองนักเรียนฯ และ รร.เทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้ความรู้ทางด้านทักษะวิชาชีพเพิ่มเติมแก่ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการนำความรู้ความชำนาญที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือนำไปทำเป็นอาชีพเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ การฝึกงานฝีมือถักโครเชต์ ยังถือเป็นการร่วมอนุรักษ์งานโครเชต์ของคนไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมอาชีพให้กับผู้ปกครองนักเรียนเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งในครั้งแรก ทางชมรมฯ ได้จัดอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ปกครองที่สนใจ ส่วนกิจกรรมการฝึกอบรมการถักโครเชต์ในครั้งนี้ ทางชมรมฯ ได้เชิญ นายธวัชชัย ลิมปิสุรีย์ ซึ่งเป็นวิทยากรพิเศษ จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบงานโครเชต์จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ มาให้ความรู้ทางด้านศิลปะการถักทอ โดยมีผู้ปกครองที่มีสนใจเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมมีความมั่นใจว่าจะนำไปเป็นอาชีพเสริมได้ต่อไปในอนาคต


นทท.อังกฤษเสียชีวิตภายในห้องพัก



เมื่อวันที่ 12 กันยายน 53 พ.ต.ต.อนุกูล หนูเกต สารวัตรเวรสภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต รับแจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่บังกะโล ไม่มีชื่อ เลขที่ 2 ซอยปฎัก 13 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย หลังจากได้รับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชิต อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจประจำตำบลกะรน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย

ที่เกิดเหตุเป็นบังกะโล ชั้นเดียว เมื่อเดินทางถึง ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้พบศพผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอนภายในบังกะโลดังกล่าว สภาพเป็นชาย สวมเสื้อยืดคอกลม สวมกางเกงขาสั้น ส่งกลิ่นเหม็นคละฟุ้งทั่วบริเวณ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เปิดห้องให้กลิ่นได้ออกนอกห้องก่อน จึงได้เข้าไปตรวจสอบภายในห้องนอน ทราบชื่อ นาย WILLEY GEORGE COLIN WILLIAM สัญชาติอังกฤษ อายุ 54 ปี ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด นอกจากนี้ภายในห้องก็ไม่พบร่องรอยการรื้อค้นแต่อย่างไร คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งรพ.วชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์เวรได้ทำการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำบังกะโล ก็ทราบว่า นายWILLEY GEORGE COLIN WILLIAM เดินทางมาจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา และได้เข้าพักที่บังกะโลดังกล่าวเพียงลำพัง โดยที่ผู้ตายมีโรคประจำตัวหลายโรค และทุกวันผู้ตายจะออกมานอกห้องพัก เพื่อพบปะเพื่อนๆ ห้องข้างเคียงและรับประทานอาหาร แต่ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้ตายก็ไม่ได้ออกมาทำภารกิจเหมือนทุกวันที่ผ่านมา โดยเพื่อนห้องข้างเคียงคิดว่าผู้ตายน่าจะออกไปธุระข้างนอก จึงไม่ได้คิดอะไร แต่ผ่านไป 3 วัน ก็ยังไม่เห็นผู้ตาย จึงให้แม่บ้านเข้าไปตรวจสอบภายในห้องพัก ก็เห็นผู้ตายนอนขึ้นอืดอยู่บนเตียงนอนแล้ว จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคประจำตัว และขณะนี้ได้แจ้งให้จ้าหน้าที่สถานทูตทราบ เพื่อแจ้งให้ญาติทราบก่อนที่มารับศพประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

อ.เมืองภูเก็ตจัดงานวิสาหกิจชุมชน

เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ที่บริเวณศูนย์โอทอปอบจ.ภูเก็ต สะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงานมหกรรมสินค้าวิสาหกิจชุมชน อำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งอำเภอเมืองภูเก็ต จัดขึ้น โดยมี นายเรวัต อารีรอบ สส.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต นายประพาส บุญสุข เกษตรจังหวัดภูเก็ต นางนภารัสมิ์ ละอองเพชร ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการโอทอปจังหวัดภูเก็ต และแขกผู้มีเกียรติ โดยมีนายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต และคณะร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน

สำหรับงานมหกรรมสินค้าวิสาหกิจชุมชน อำเภอเมืองภูเก็ต ได้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาวิสาหกิจชุมชน อำเภอเมืองภูเก็ตแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบการผลิต การเชื่อมโยงเครือข่าย และการตลาด ด้วยการมีส่วนร่วมจากวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ โดยเป็นการนำสินค้าจากผู้ผลิต/วิสาหกิจชุมชนสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกร้านจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าเกษตร ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ จากกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการบริการความรู้

นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีการซื้อ การขายและการบริโภคมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรผู้ผลิต และวิสาหกิจชุมชนในการที่จะขยายการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว

อำเภอเมืองภูเก็ตมีวิสาหกิจชุมชน 87 แห่ง มีสมาชิกทั้งหมด 1,256 คน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งเสริมสนับสนุนตามแผนการผลิต แผนของการดำเนินกิจกรรมของแต่ละวิสาหกิจชุมชน ทั้งในด้านการเรียนรู้ วิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการกลุ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง การส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม จะต้องมีตลาดรองรับ และมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้จึงถือว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประชาชนจังหวัดภูเก็ต สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน สามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมีการผลิต การซื้อ การขาย เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนชาวภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง นายนิวิทย์ กล่าวในที่สุด


ทน.ภูเก็ตจัดระเบียบสายไฟฟ้า 2 ข้างถนน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 53 ที่บริเวณหน้าอำเภอเมือง ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุนรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายเคเบิ้ลสื่อสาร ซึ่งเทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท TOT จำกัด (มหาชน) บริษัทกสท.โทรคมนามคม จำกัด (มหาชน) บริษัท TT&T จำกัด (มหาชน) และผู้ให้บริการระบบสื่อสานอื่น ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายเคเบิ้ลบริเวณถนนแม่หลวน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อเป็นโครงการนำร่อง เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพรกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ และบดบังทัศนียภาพของอาการเก่าแก่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 100 ปีของจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้กลับมามีสภาพสวยงามไม่บดบังทัศนียภาพของอาการเก่าแก่ ประกอบกับถนนแม่หลวนเป็นถนนสายหลักที่ใช้สัญจรไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหลายๆ แห่ง อาทิ หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน

ทั้งนี้นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก หากพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะตัวเมืองภูเก็ตได้รับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม ก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้าเมืองได้เพิ่มขึ้น สำหรับในเขตเทศบาลนครภูเก็ตนั้นได้มีการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่าไว้ ซึ่งประกอบด้วย ถนนถลาง ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนพังงา และถนนรัษฎา โดยขณะนี้เทศบาลฯ มีแผนในการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวให้มีทัศนียภาพที่สวยงามขึ้น โดยร่วมกับการไฟฟ้าและผู้ให้บริการระบบสื่อสารดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าสายเคเบิ้ลลงดิน โดยได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในส่วนของถนนถลาง และซอยรมณีย์ ส่วนในระยะที่ 2 จะดำเนินการในถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนภูเก็ตและถนนเทพกระษัตรี ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือไปแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ ก.ค. 2554 ส่วนระยะที่นั้นจะดำเนินการในโอกาสต่อไปเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เขตอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน

เพราะฉะนั้นระหว่างรอโครงการในระยะที่ 3 ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้เมืองไรทางเทศบาลฯและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีความเห็นร่วมกันว่าในเขตพื้นที่รอบเขตอนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่าและพื้นที่โดยรอบเขตเทศบาลนครภูเก็ตควรที่จะมีการจัดระเบียบสายไฟฟ้าสายเคเบิ้ลให้เป็นระเบียบ สวยงามก่อน หากมีความพร้อมในเรื่องของงบประมาณก็จะดำเนินการตามโครงการนำสายไฟฟ้าสายเคเบิ้ลลงดินต่อไป
นางสาวสมใจ กล่าวว่าต่อไปว่า สำหรับการดำเนินการจัดระเบียบสายไฟฟ้าสายเคเบิ้ลในครั้งนี้เริ่มดำเนินการที่ถนนแม่หลวน ก่อนที่จะขยายไปยังถนนสายอื่นต่อไป โดยงานที่จะดำเนินการประกอบด้วย งานส่วนไฟฟ้า ดำเนินการจัดระเบียบสายระบบจำหน่ายแรงต่ำตลอดแนวระยะ 1.4 กิโลเมตร ปรับปรุงแป้นมิเตอร์ไฟฟ้าและสายเข้ามอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 67 เครื่อง รื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ยกเลิกการใช้งานจำนวน 3 ต้น ปรับปรุงสายระบบจำหน่ายแรงต่ำแนวข้ามถนนจำนวน 3 จุด ปรับปรุงรื้อถอนสายสัญญาณ สายเคเบิ้ลสื่อสารที่ใช้งานตลอดแนวระยะ1.4 กิโลเมตร ปรับปรุงจัดระเบียบสายสัญญาณ สายเคเบิ้ลตลอดแนวระยะ 1.4 กิโลเมตร และปรับปรุงคอนรับสายเคเบิ้ลสื่อสารต่างจำนวน 20 จุด


ชาวไทยฮินดูบวงสรวงองค์พระพิฆเณศ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2553 ที่ศาสนสถานตันดายูดาปานี (วัดอินเดีย) อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีบวงสรวงองค์พระพิฆเณศ เพื่อให้ชาวไทยทุกเชื้อสายได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ความดี เกิดความสามัคคี ปรองดองในหมู่คณะ และเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการลานบุญลานปัญญา ตามแผนปฏิบัติไทยเข้มแข็งประจำปี 2553 โดยมีคนไทยเชื้อสายฮินดูทมิฬ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ได้มีการประกอบพิธีเปิดกรวยดอกไม้ ถวายสักการะ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พิธีบวงสรวงองค์พระประจำศาสนสถาน 3 องค์ ได้แก่ พิธีบูชาไฟ สรงน้ำองค์พระ พิธีขอพรพระพิฆเณศ ได้แก่การประโคมดนตรี เป่าปี่ตีกลองโดยชุดนาฎศิลป์อินเดีย และตัวแทนองค์พระพิฆเนศ (ช้าง) เดินเวียนโบสถ์ ส่วนในช่วงค่ำมีการประกอบพิธีถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีบวงสรวงองค์พระพิฆเนศ และการแสดงโชว์โดยนาฎศิลป์อินเดีย

นายทวิชาติ อินทรฤทธิ์ วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย โดยกรมศาสนา ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการลานบุญ ลานปัญญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะพลิกฟื้นวิถีธรรมในอดีตให้คืนกลับมาสู่สังคมไทย เพื่อเปิดพื้นที่ศาสนสถานให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อเสริมสร้างปัญญาให้กับคนในชุมชน ซึ่งหมายถึงลานปัญญา และให้คนในชุมชนร่วมกันทำกิจกรรมทางศาสนาสร้างความดี หมายถึง ลานบุญ ในโอกาสต่างๆ เป็นการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งด้วยกิจกรรมเพื่อชุมชนจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนนั้นๆ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมที่ประกอบด้วยปัญญาและความดี รวมทั้งการดำรงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้ยั่งยืนมั่นคงสืบไป

สำหรับศาสนสถานตันดายูดายูดาปานี เป็นชื่อเรียกตามองค์พระประธาน ตันดายูดาปานี ซึ่งหมายถึง องค์พระขัณฑกุมาร และเหตุอันเนื่องมาจากชาวอินเดียทมิฬที่เข้ามาติดต่อค้าขายและอาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ต เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น จึงเรียกศาสนสถานแห่งนี้ว่า วัดอินเดีย โดยปัจจุบันมีคนไทยเชื้อสายฮินดูทมิฬ อาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ต จำนวนประมาณ 2,000 คน บรรพบุรุษมาจากแคว้นทมิฬนาดู ประเทศอินเดียและประเทศมาเลเซีย จึงเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ชาวอินเดียทมิฬหรือทมิฬนาดู ซึ่งมีลักษณะผิวดำ ผู้ชายสวมโสร่งสีขาว เป็นเอกลักษณ์ ส่วนผู้หญิงสวมใส่ผ้าส่าหรี