จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ผู้ประกอบการป่าตองโอด เจอเก็บใต้โต๊ะกว่า 13 หน่วย


เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ที่สนามฟุตบอลหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในป่าตอง ความจริงที่ต้องพูดกัน เรื่อง “อนาคตเมืองป่าตอง” โดยมีนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง นายแพทย์จิระชัย อมรไพโรจน์ นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมหาดป่าตอง นายวีรวิทย์ เครือสมบัติ ประธานชมรมสถานบันเทิงหาดป่าตอง และตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถแท็กซี่ ร้านค้าปลีก ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนำข้อเสนอแนะของภาคส่วนต่างๆไปพัฒนาเทศบาลเมืองป่าตองให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมการรับฟังและแสดงความคิดเห็นอาชีพต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 500 คน

ทั้งนี้ทุกภาคส่วนมีความเห็นร่วมกันว่า ด้วยป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นประตูรับแขกที่รับสำคัญ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้ทันกับการเติบโตทางการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความสวยงาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าตองเกิดความประทับใจและกลับมาท่องเที่ยวป่าตองอีกหลายๆ ครั้งรวมทั้งทุกภาคส่วนต่างๆ เห็นว่าควรที่จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวให้หมดไป ทั้งปัญหาการจราจร ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาความสวยงามของชายหาด ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้ป่าตองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามอย่างยั่งยืน และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอดไป

นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า เทศบาลฯ ได้วางแผนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อม โดยในปีงบประมาณ 2554 ได้รับจัดสรรงบประมาณ 250 ล้านบาทก่อสร้างถนนผังเมืองสาย ก. เพื่อแก้ปัญหาความคับคั่งของการจราจร การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และอื่นๆ อีกหลายโครงการ

“โดยเฉพาะการทำอุโมงค์ป่าตอง ซึ่งเทศบาลฯ ได้ใช้งบประมาณ 39 ล้านบาท ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้ข้อสรุปว่าทางเลือกที่สองเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในทุกๆด้าน แต่จะต้องผ่านชุมชนบ้านมอญ ขณะนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนได้ออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิต และเนื่องจากจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน เกรงว่าค่าเวนคืนที่ได้รับจะไม่สามารถหาที่อยู่ใหม่ในพื้นที่ป่าตองได้ เท่าที่สำรวจมีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 10 ราย ดังนั้นจึงอยากยืนยันว่าค่าเวนคืนที่จะจ่ายให้กับประชาชนนั้นเป็นค่าเวนคืนที่เหมาะสมกับเมืองป่าตองอย่างแน่นอน เพราะการสร้างอุโมงค์นั้นถือว่ามีความจำเป็น เพราะจะช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการใช้ถนนปัจจุบันซึ่งมีความคดเคี้ยวและลาดชัน โดยทางบริษัทที่ปรึกษาเองก็พยายามที่จะหาแนวทางในการที่จะทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ส่วนการลงทุนนั้นก็ต้องพิจารณากันไปตามแนวทางที่นำเสนออาจจะเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลหรือการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน” นายเปี่ยน กล่าว

ด้านนายแพทย์จิระชัย อมรไพโรจน์ นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมหาดป่าตอง กล่าวว่า อยากเห็นป่าตองเป็นเมืองที่เขียวชอุ่ม น้ำทะเลใสสะอาด มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะขณะนี้เริ่มมีกลุ่มก่ออาชญากรรมเข้ามาในพื้นที่บ้างแล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องควบคุมดูแลให้ได้

นายวีรวิทย์ เครือสมบัติ ประธานชมรมสถานบันเทิงหาดป่าตอง กล่าวว่า ในส่วนของสถานบันเทิงในป่าตองทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มีประมาณ 500 – 600 แห่ง สามารถสร้างรายได้เข้าป่าตองได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท โดย 98% ผู้ที่ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่ปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบอยู่ในตอนนี้ คือในแต่ละจะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก หากเป็นสถานบันเทิงขนาดเล็กก็จะจ่ายประมาณเดือนละ 20,000 บาท ส่วนสถานบันเทิงขนาดใหญ่จ่ายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 100,000 บาท รวมทั้งหมด 13 หน่วยงาน เพื่อให้สามารถที่จะเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการรับไม่ได้ คือ มีบางหน่วยงานซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงเลยมาเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบการด้วย หากรายใดไม่ยอมจ่ายก็จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อกดดันให้ผู้ประกอบการยอมจ่ายเงินตามที่เรียกร้อง

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการสถานบันเทิงในป่าตองได้หารือร่วมกันแล้วว่า จะยอมจ่ายเงินให้เพียง 13 หน่วยงานเท่านั้น ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากนั้นจะไม่ยอมจ่ายอีกแล้ว และหากถูกจับกุมส่งสถานีตำรวจอีกก็จะส่งทีมทนายความและทีมของชมรมฯ เข้าไปเจรจา หากไม่ยินยอม ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะหากต้องจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ มากกว่าที่กล่าวรับไม่ไหวแล้วจริงๆ นายวีรวิทย์กล่าว

 

ภูเก็ตเปิดประตูสู่ประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553


เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 ตุลาคม 2553 บริเวณเวทีกลางสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้ร่วมกัน “เปิดประตูสู่ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2553” โดยมีนายทวิชาติ อินทรฤทธิ์ วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นายประเสริฐ ฟักทองผล ประธานชมรมอ๊ามภูเก็ต ตัวแทนจากอ๊ามต่างๆ องค์กรภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมในพิธี

ทั้งนี้นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ถือว่าเป็นความร่วมมือของจังหวัดภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ชมรมอ๊ามภูเก็ต และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับทราบ รวมถึงเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต อันเป็นมรดกทางประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานในปัจจุบัน

อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจของชาวภูเก็ตในการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความศรัทธาอันดีงามให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง สมาชิกในครอบครัว รวมถึงท้องถิ่นด้วยนายสมชาย กล่าวในพิธีเปิดงานดังกล่าว ตอนหนึ่งว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้ยังคงอยู่ และได้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนภูเก็ต ที่มีเสน่ห์และสามารถดึงดูดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาสัมผัส โดยการใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อ ให้เกิดคุณค่าทางสังคมและมูลค่า ทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคมสืบไปด้วย

ขณะที่ น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวเสริมว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2553 ได้กำหนดให้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย โดยในวันนี้เป็นกิจกรรมในส่วนของการเปิดงาน “เปิดประตูสู่ประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2553” ณ บริเวณเวทีกลางสะพานหิน ส่วนวันที่ 9 ต.ค.เวลา 17.30 น.กำหนดจัดให้มีพิธีถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณเวทีกลางสะพานหิน นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต การแสดงการตีกลองจีน 24 ฤดู ของชมรมวูซูภูเก็ต และจำหน่ายอาหารเจระหว่างวันที่ 7 – 16 ต.ค. ณ บริเวณเวทีกลางสะพานหิน นอกจากนี้ยังมีการจัดเสวนาหัวข้อ “กายสะอาด จิตสงบ พบทางสุข” และนิทรรศการภาพถ่าย โดยศิลปินแห่งชาติ จีระนันท์ พิตรปรีชา ตั้งแต่วันที่ 8 – 16 ต.ค. ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น. ณ บริเวณลานนวมินทร์ 72 และการจัดโต๊ะไหว้ในพิธีแห่พระ หรืออิ้วเก้ง ระหว่างวันที่ 8 – 16 ต.ค.และพิธีส่งพระในคืนวันที่ 18 ต.ค. ณ บริเวณลานนวมินทร์ 72 พรรษาด้วย

ด้านนายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวว่า การจัดงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้ยังคงอยู่ และได้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนภูเก็ต ที่มีเสน่ห์และสามารถดึงดูดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาสัมผัส โดยการใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อ ให้เกิดคุณค่าทางสังคมและมูลค่า ทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคมสืบไป


วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อบจ.ภูเก็ตเตรียมจัดค่ายเติมฝันให้นักเรียนในระดับม.ปลาย

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม เพื่อเตรียมจัดค่ายเติมฝันให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย

ทั้งนี้นายไพบูลย์ ได้กล่าวว่า เป็นประจำทุกปีที่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมกับกลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจังหวัดภูเก็ต จัดทำโครงการค่ายเติมฝันขึ้น ซึ่งทุกปีที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักเรียนที่เรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5 ให้ความสนใจเข้าร่วมค่ายเติมฝัน โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 10 – 16 ตุลาคม 2553 ณ โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา เพื่อเน้นให้นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และปีที่ 5 ได้ทำความรู้จักคณะต่างๆ ในระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้นักเรียนในระดับมัธยมตอนปลายในจังหวัดภูเก็ต เกิดความกระตือรือร้นและมีความพร้อมในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและมีความเชื่อมั่นในการเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะและมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ ซึ่งในครั้งจะมีการจัดนักเรียนจำนวนมากมาเข้าค่ายอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เน้นให้เรียนรู้เรื่องคุณธรรมเป็นหลัก พร้อมทั้งควบคุมความประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในศีลธรรม และส่งเสริมแนวทางให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในระหว่างการเข้าค่าย รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่


ทน.ภูเก็ตให้บริการ Wi – Fi ในสวนสาธารณะ


นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้กล่าวถึงการให้บริการ Phuket Free Wi – Fi ว่า ด้วยจังหวัดภูเก็ตได้พยายามที่จะให้จังหวัดภูเก็ต เป็นเมืองแห่ง IT City และเพื่อสานต่อโครงการดังกล่าวว่า ทางเทศบาลนครภูเก็ต จึงได้ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จึงได้ดำเนินโครงการให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง “Phuket Free Wi-Fi” ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสื่อประชาสัมพันธ์ของเทศบาล รวมถึงสามารถสืบค้นข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ผ่านช่องทางการคมนาคมที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ IT อย่างแพร่หลายแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย ซึ่งจะเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมุ่งหวังให้เทศบาลนครภูเก็ตเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และน่าอยู่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้การบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงหรือ Free Wi-Fi นั้น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ติดตั้งจุดสัญญาณ ในสวนสาธารณะ 2 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ถ.ถลาง จำนวน 1 จุด และบริเวณสวนสาธารณะปลายแหลมสะพานหิน จำนวน 2 จุด โดยเทศบาลนครภูเก็ตเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ปีละ180,000 บาท ระยะเวลาตามสัญญา 3 ปี เพื่อติดตั้งสัญญาณให้ประชาชนใช้บริการฟรี ซึ่งผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานการให้บริการสามารถลงทะเบียนรับ User ณ จุดบริการดังกล่าวซึ่งเบื้องต้นมีเป้าหมายให้บริการจำนวน 600 User ต่อเดือน / เดือนละ 2 ชั่วโมง โดยใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงและจะเริ่มทำการทดสอบระบบและให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา

นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ยังได้กล่าวอีกว่า ทางเทศบาลนครภูเก็ต หวังว่าโครงการความร่วมมือในการให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้ประชาชนมีความสะดวกสบายในการเข้าถึง และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความทันสมัย แต่ไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งจะเพิ่มเสน่ห์ของจังหวัดภูเก็ตให้นักท่องเที่ยวประทับใจและสนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนารายได้แก่ประชาชนและด้านเศรษฐกิจในเขตเมืองต่อไปในอนาคต


น้ำทะเลหนุน ซัดบ้านเรือนชุมชนแสนสุขเสียหายกว่า 20 หลัง


เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ที่บริเวณชุมชนแสนสุข ม.7 ต.รัษฎา อ.เมือง ภูเก็ต นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายอำพล โออาจ รองนายกเทศมนตรี นายสุทรรศน์ โพชากรณ์ ผอ.ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 40 จ.ภูเก็ต รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้ารับเรื่องและตรวจสอบความเสียของบ้านเรือนและสิ่งของที่ได้รับความเสียของบ้านเรือนในชุมชนหาดแสนสุข จากเหตุน้ำทะเลหนุนสูงและถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าใส่บ้านเรือนของประชาชน จนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ปลูกสร้างล้ำไปในทะเล มีทั้งเสาหัก กระดานพื้นบ้านพัง พื้นซีเมนต์แตกร้าว รวมทั้งทรัพย์สินภายในบ้านเรือนที่ถูกน้ำทะเลซัดจนได้รับความเสียหาย โดยในเบื้องต้นมีบ้านได้รับความเสียหายจำนวนกว่า 20 หลัง นอกจากนี้ยังมีเรือประมงจำนวน 1 ลำถูกคลื่นซัดจนจม โดยในเบื้องต้น ทางศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 40 จ.ภูเก็ต ได้มอบเบี้ยยังชีพให้กับบ้านที่ได้รับความเสียหายหลังละ 2,000 บาท

จากการสอบถามนายสมศักดิ์ ภัคดีวานิช ประธานชุมชนหาดแสนสุข ได้กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำทะเลหนุนและคลื่นซัดเข้าใส่หมู่บ้านในครั้งนี้ถือว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งในครั้งนี้คาดว่าน่าจะเกิดจากมรสุมที่พัดเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ามาซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พบว่ามีความเสียหายมากกว่าช่วงที่เกิดสึนามิถล่มซึ่งช่วงนั้นบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายน้อยกว่านี้มาก

อย่างไรก็ตามถ้ายังคงมีลมมรสุมพัดเข้ามาเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ต่อไปอีกหลายวัน เนื่องจากช่วงนี้จะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณวันที่ 8 และวันที่ 9 ต.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้มีเจ้าของบ้านหลายรายที่ไม่กล้าอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง เนื่องจากได้รับความเสียหายและกลัวว่าคลื่นขนาดใหญ่จะซัดบ้านจนพัก ซึ่งในเบื้องตนคงต้องให้ไปอาศัยบ้านญาติหรืออาศัยรวมกันที่ศาลาของชุมชน

ขณะที่นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลรัษฎา กล่าวว่าในการช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้นขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่สำรวจความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าหลังจากนี้จะทราบจำนวนความเสียหายที่แน่นอน จากนั้นก็จะได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาซ้อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายต่อไป

ด้านนายสุทรรศน์ โพชาภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 40 จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดยในเบื้องต้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งบางบ้านอุปกรณ์ภายในบ้านได้รับความเสียหายหมด ได้ประทังความเดือดร้อน ทางศูนย์ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แต่ละบ้านหลังละ 2,000 บาท เพื่อชาวบ้านจะได้นำไปซื้ออาหารได้ประทังชีพเอาไว้ก่อน ที่จะหน่วยงานอื่นได้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป

นอกจากนี้ในเวลา 11.20 น.ของวันเดียวกัน พ.ต.ท.ประเสริฐ ศรีคุณรัตน์ รอง.ผกก.8 บก.รน.ได้รับแจ้งจากมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตว่า เกิดเหตุเรือหางยาวล่มกลางทะเลอันดามันบริเวณหน้าสวนสิรินาถ ห่างจาก สภ.ท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จ.ภูเก็ตราว 2 กม.เบื้องต้นยังไม่ทราบชะตากรรมลูกเรือ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.วัลลภ พ่วงผกา สว.รน.ภูเก็ตนำเรือตรวจการณ์ – เรือยางพร้อมชุดปฏิบัติการใต้น้ำออกค้นหา ที่เกิดเหตุห่างจากฝั่งราว 1 กม.พบเรือหางยาวหัวโทงจำนวน 2 ลำถูกคลื่นซัดล่มอยู่กลางทะเล โดยมีลูกเรือเป็นชาย 4 คนลอยคออยู่ใกล้ๆ กับเรือ จากนั้นตำรวจน้ำและชาวบ้านได้นำเรือหางยาวออกไปช่วยเหลือลูกเรือกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากการสอบถามลูกเรือที่รอดชีวิตทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้นำเรือหางยาวออกจากฝั่งหน้าสวนสิรินาถ เพื่อออกไปหาปลา แต่เมื่อออกไปได้สักครู่เริ่มมีฝนตกลงมาอย่างหนัก คลื่นลมเริ่มแรงและสูงกว่า 3 เมตร ทำให้คลื่นซัดตัวเรือพลิกคว่ำทั้ง 2 ลำ ลูกเรือกระเด็นออกจากตัวเรือและลอยคอเกาะเรือไว้ได้ จนกระทั่งชาวบ้านได้ช่วยเหลือกลับเข้าฝั่งได้ในที่สุด



รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและรางวัลมัคคุเทศก์ดีเด่น ปี 2553

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ที่ห้องจามจุรี 1 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับนางสาววรรณประภา สุขสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการททท. สำนักงานภูเก็ต นายพนมพล ธรรมชาตินิยม นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ จังหวัดภูเก็ต และนายสรายุทธ์ มัลลัม อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและรางวัลมัคคุเทศก์ดีเด่น ประจำปี 2553 ในพื้นที่ภูเก็ตและพังงาในโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตแต่ละปีประมาณ 5.6 ล้านคน และเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการพร้อมทั้งมอบรางวัลให้กับสถานประกอบการและมัคคุเทศก์ นับว่าเป็นการรับประกันคุณภาพให้กับสถานประกอบและมัคคุเทศก์ ในการประกอบการและประกอบอาชีพ ซึ่งก็ขอให้สถานประกอบการ และมัคคุเทศก์รักษาคุณภาพ เหมือนกับรางวัลที่ได้รับ

ด้านนางสาววรรณประภา สุขสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานภูเก็ต กล่าวว่า จากการที่ ททท.จัดโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หรือ Thailand Tourism Awards ซึ่งครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี 2539 และดำเนินการจัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก 2 ปี จนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 8 และได้จัดพิธีมอบรางวัลไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ซึ่งตรงกับวันท่องเที่ยวโลก (World Tourism Day) เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์และส่งเสริมให้หน่วยงาน องค์กร แหล่งท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องได้เพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ระดับมาตรฐานสากล และเปิดโอกาสให้ผลงานที่ได้รับรางวัลได้รับการพัฒนาต่อยอด และมีสินค้าทางการท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับในปีนี้ได้มีผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ในพื้นที่ภูเก็ตและพังงาได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 18 รางวัล แบ่งเป็นผู้ประกอบการจำนวน 9 รางวัลและมัคคุเทศก์จำนวน 9 รางวัล ซึ่งผลสำเร็จจากการที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและพังงาสามารถคว้ารางวัลได้มากขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่ดีในภาคบริการท่องเที่ยว เพราะทั้งสถานประกอบการและผู้ให้บริการต่างมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันในการที่จะสร้างแบบอย่างด้านการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและพังงาให้ยั่งยืน และพัฒนาร่วมกันสู่ระดับสากลในอนาคต นางสาววรรณประภากล่าว

สำหรับรายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 ประกอบด้วย 1.ชุมชนบ้านบางโรง ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 2. โรงแรมกะตะธานีภูเก็ตบีชรีสอร์ท ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทโรงแรมตากอากาศตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 3.โรงแรมเดอะรอยัล พาราไดซ์ ภูเก็ต ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทโรงแรมตากอากาศตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 4.ชมรมท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว 5.เทศบาลนครภูเก็ต ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว 6.สุโขสปา ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (เดย์ สปา) 7.บันยันทรี สปา ภูเก็ต ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (เดสทิเนชั่นสปา) 8.โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (สถานพยาบาลภาครัฐ) 9.บริษัทบาราคูดา ไดฟ์วิ่ง ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทรายการนำเที่ยวนักท่องเที่ยวในประเทศ

ส่วนรางวัลมัคคุเทศก์ดีเด่น (Tourism Guide Awards) ครั้งที่ 6 ประจำปี 2553 จังหวัดภูเก็ต ประเภททั่วไป-ต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ได้แก่นางสาวศิริกุล สาลี กับนายธนพัต ดวงตะวัน ประเภททั่วไป – ต่างประเทศ (ภาษาสเปน) ได้แก่ นางโสภา พุฒนาค ประเภททั่วไป-ต่างประเทศ (ภาษาอิตาลี) ได้แก่ นายกิตติธัช ชูแก้ว ประเภททั่วไป – ต่างประเทศ (ภาษาญี่ปุ่น) ได้แก่นางสาวธิตินันต์ พูลสงวน, นายศุภชัย วัฒนาพรินทรและนายสุทธิรัตน์ ศรีชะรัง ประเภททั่วไป- ต่างประเทศ (ภาษาเกาหลี) ได้แก่ นายกานต์ มุขดี ส่วนจังหวัดพังงา ประเภทเฉพาะพื้นที่ – ต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ จังหวัดพังงา) ได้แก่ นายทวีป เสนาสังข์

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประชุมแก้ปัญหาขยะมูลฝอย จ.ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ที่ตึกประชุมอาคาร 6 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขตการศึกษาภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการบริหารจัดการขยะมูลฝอยจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุมหารือแก้ปัญหาขยะมูลฝอยจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาขยะในอนาคต

ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ในขั้นแรกต้องจัดการขยะที่ต้นทางก่อน โดยจัดระบบขนส่งแบบคัดแยกขยะ ซึ่งจะแบ่งขยะออกเป็น 5 ประเภท คือ ขยะย่อยสลาย ขยะขายได้ ขยะทั่วไป ขยะอันตราย และขยะก่อสร้าง สำหรับมาตรการคัดแยกขยะระหว่างทางนั้น อบจ.ภูเก็ต จะประเมินเรื่องการจัดรถคอนเทนเนอร์ พร้อมสนับสนุนภาชนะสำหรับจัดเก็บขยะย่อยสลายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลเมืองป่าตอง เทศบาลตำบลกะตะ เทศบาลตำบลกะรน ส่วนเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายยังเป็นมติในที่ประชุมให้พิจารณาต่อไป

สำหรับ อบจ.ภูเก็ต ได้มีนโยบายในการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นนโยบายหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่ง โดย อบจ.ภูเก็ต ได้ดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการกำจัดขยะ ซึ่งเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 อบจ.ภูเก็ต ได้จัดโครงการจัดการของเสียอันตรายจังหวัดภูเก็ต โดยได้ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด ร่วมรณรงค์เรื่องการคัดแยกขยะและใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของภูเก็ตให้มีความสวยงามสะอาด ปลอดภัย และเกิดความตระหนักว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้นั้นจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยกันแก้ไข ปัญหาจึงจะคลี่คลาย สิ่งที่สำคัญคือทุกคนต้องร่วมแรงร่วมมือกันไม่สร้างขยะและร่วมมือกันแยกขยะแต่ละประเภทให้ถูกวิธี

นายอ.เมืองนำผู้นำศาสนาอิสลามสัญจรที่สภ.เมือง ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 4 สภ.เมือง ภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ภูเก็ต ให้การต้อนรับนายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต พร้อมด้วยผู้นำชุมชนอิสลามในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต จำนวน 14 มัสยิด ตามโครงการประชุมสัญจรของอำเภอเมืองภูเก็ต ในการให้ความรู้ในด้านต่างๆ แก่ผู้นำศาสนาอิสลาม ซึ่งในครั้งได้สัญจรมาศึกษาดูงานที่สภ.เมือง ภูเก็ต เพื่อรับทราบถึงความคืบหน้าโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในเขตเทศบาลนครภูเก็ต 100 %

ทั้งนี้นาย ศุภชัย โพชนุกุล กล่าวว่า ด้วยทางที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต ได้จัดให้มีการประชุมผู้นำศาสนาอิสลามในเขตอำเภอเมืองเป็นประจำทุกเดือน โดยในเดือนนี้ได้จัดประชุมสัญจรมาสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในเขตเทศบาลนครภูเก็ต 100 %พร้อมทั้งให้ความรู้ในงานที่เกี่ยวข้องกับงานตำรวจในด้านการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่และเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลอดจนรับทราบปัญหาต่างๆ ในชุมชมเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทางพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้มอบหมวกนิรภัยแก่ผู้นำศาสนาอิสลามเพื่อช่วยกันในการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย ตามโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัยและลดระดับความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรของประชาชนในชุมชน ซึ่งการประชุมสัญจรในครั้งนี้มีผู้นำชุมชนอิสลามในเขตอำเภอเมืองเข้าร่วมจำนวน 14 มัสยิด


ตร.ภูเก็ตมั่นใจความปลอดภัยในประเพณีถือศีลกินผัก

 
พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้กล่าวถึงมาตรการการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก ในระหว่างวันที่ 8 – 16 ตุลาคม 2553 ว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานีดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นสายตรวจในเครื่องแบบ สายตรวจนอกเครื่องแบบ เจ้าหน้าที่จราจร รวมทั้งอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มในการดูแลความปลอดภัย พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการในการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนในช่วงงานประเพณีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้มีการตั้งด่านตรวจทั้งก่อน ระหว่าง และหลังงานประเพณีถือศีลกินผัก โดยด่านตรวจนั้นจะตั้งเป็นลักษณะด่านโมบายสามารถเคลื่อนย้ายไปตั้งตามจุดต่างๆ ได้ตลอดเวลา

พล.ต.ต.พิกัด ยังฝากถึงประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่ออกก่อเหตุล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้จะแฝงตัวเข้ามาในเทศกาลหรือประเพณีที่มีคนหมู่มาก เพื่อแผงตัวเข้าก่อเหตุ ประกอบกับขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้มีการฉกชิงวิ่งราวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากพบเห็นสิ่งผิดปกติทั้งสิ่งของและคนให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็ว

พล.ต.ต.พิกัด ยังกล่าวในตอนท้ายว่า จังหวัดภูเก็ต ถือว่าเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจที่จะเดินทางเข้าท่องเที่ยว และงานประเพณีถือศีลกินผัก เป็นอีกหนึ่งงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวไทยเดินทางเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการวางกำลังในการดูแลความปลอดภัยในครั้งนี้เป็นอย่างดีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา และคาดว่าจะไม่มีอะไรที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเพณีได้



ประเพณีถือศีลกินผัก 2553 คาดมีเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

ประเพณีถือศีลกินผัก 2553 คาดมีเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ว่า ด้วยในระหว่างวันที่ 8 – 16 ตุลาคม 2553 เป็นช่วงประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ทางจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับศาลเจ้า (อ๊าม) ต่างๆ จำนวนประมาณ 20 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2553 ขึ้น เพื่อเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวภูเก็ต ซึ่งในปีนี้จะมีกิจกรรมที่พิเศษกว่าปีที่ผ่านๆ มา โดยมีกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 พิธีเปิดงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 7 ตุลาคม กิจกรรมที่ 2 ประกอบพิธีสวดมนต์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่สองของประเพณีถือศีลกินผัก ซึ่งตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม กิจกรรมที่ 3 นิทรรศการเกี่ยวกับประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตในระหว่างวันที่ 7 – 16 ตุลาคม กิจกรรมที่ 4 การจำหน่ายอาหารเจ และกิจกรรมที่ 5 กิจกรรมออกเยี่ยมเยียน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการจะร่วมรับประทานอาหารที่ศาลเจ้าต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต

ขณะที่นายประเสริฐ ฟักทองผล ประธานชมรมอ๊ามภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้อ๊ามต่างๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งในช่วงวันที่ 7 ตุลาคม 2553 นอกจากมีการประกอบพิธีเปิดงานประเพณีโดยปลัดกระทรวงวัฒนธรรมที่บริเวณเวทีกลางสะพานหินแล้ว ยังมีกลุ่มของช่างภาพที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศจำนวนประมาณ 26 คน มาร่วมเก็บภาพบรรยากาศของพิธีกรรมต่างๆ ตลอดทั้ง 9 วันจากนั้นจะนำภาพถ่ายงานประเพณีถือศีลกินผักของ 2 ปีที่ผ่านที่ช่างภาพได้ถ่ายไว้ มาจัดนิทรรศการที่บริเวณเวทีกลางสะพานหิน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถชมภาพได้ และทางบริษัท เอปสัน จำกัด ก็จะมาบริการถ่ายภาพ อัดภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายแล้วแต่ประชาชน หรือนักท่องเที่ยวจะทำบุญ โดยเงินดังกล่าวจะมอบให้กับแต่ละอ๊ามนำไปใช้ในกิจกรรมของอ๊ามต่อไป

“ส่วนเรื่องการใช้อาวุธทิ่มแทงตามร่างกายของม้าทรงที่ร่วมขบวนแห่พระ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการรับเคราะห์แทนผู้ที่เข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผักและเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้กับตัวเอง เนื่องจากมีความเชื่อว่าร่างทรงต่างๆ นั้นเป็นผู้ที่หมดอายุขัยแล้ว และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการรณรงค์เกี่ยวกับการใช้ศัตราวุธที่มีในตำนานเท่านั้น ด้วยว่า โดยได้มีการขอความร่วมมือไปยังศาลเจ้าต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และในส่วนของอ๊ามก็ได้มีการจัดทำอาวุธตามตำนานเพื่อให้ม้าทรงมายืมไปใช้ได้ด้วย”

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาที่มีการใช้อาวุธนอกเหนือจากที่มีอยู่ในตำนาน เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากเพราะม้าทรงมีจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการจัดทำทะเบียนม้าทรงแล้วในหลายศาลเจ้า แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังมีม้าทรงบางส่วนที่ไม่ได้สังกัดอยู่ในศาลเจ้าก็จะมาร่วมเข้าขบวนแห่พระในระหว่างทางหลังจากที่ขบวนแห่พระออกจากศาลเจ้าแล้ว ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนชาวภูเก็ตในการร่วมกันตรวจสอบและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันเรื่องการหลอกลวงประชาชน และขอยืนยันว่าการใช้อาวุธทิ่มแทงตามร่างกายของม้าทรงนั้นไม่ใช่เรื่องของการแสดงอภินิหาร แต่เป็นเรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับการมีเคราะห์กรรมและเป็นการสะเดาะเคราะห์ทำเรื่องหนักให้เป็นเบาได้

ด้านน.ส.วรรณประภา สุขสมบูรณ์ ผช.ผอ.ททท.สำนักงานภูเก็ต ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาร่วมงาน ถือศีลกินผักจำนวนมาก โดยคาดว่าจำนวนตัวนักท่องเที่ยว และผู้ที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ในปีนี้จะเพิ่มมากกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 10 %

สำหรับอัตราการจองห้องพักของภูเก็ตในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 80% แต่ในช่วง 3 วันสุดท้ายของงานประเพณี อัตราการจองห้องพักของโรงแรมที่ขบวนแห่พระผ่านมีการจองเต็ม 100% และคาดว่าการจองห้องพักจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงนี้ตรงกับช่วงปิดภาคเรียนของไทย และเป็นช่วงวันชาติของจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาว

โดยในปีนี้มีเที่ยวบินที่เปิดใหม่ เพื่อนำนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผักด้วย โดยในวันที่ 12 ต.ค.นี้ สายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดบินเส้นทางภูเก็ต – อุบลราชธานี และสายการบินการ์ต้าที่เปิดเส้นทางบินจากเมืองโดฮา – กัวลาลัมเปอร์-ภูเก็ต เป็นเที่ยวบินประจำสัปดาห์ละ 6 เที่ยวบิน ซึ่งจากการเปิดสายการบินทั้ง 2 แห่งจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น

น.ส.วรรณประภา กล่าวต่อไปว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผักที่จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฮ่องกง และคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาร่วมเป็นประจำทุกปีและจองห้องพักล่วงหน้าเป็นปี

นอกจากนั้น ในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวจากตลอดออสเตรเลีย อินเดีย และตะวันออกกลางเข้ามาเสริมด้วยซึ่งทำให้การท่องเที่ยวของภูเก็ตคึกคักมากยิ่งขึ้น และคาดว่า งานประเพณีถือศีลกินผักที่จังหวัดภูเก็ตในปีนี้มีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท