จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เตรียมทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ร่วม 140,000 ชิ้น


เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 3 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต นางนันท์ฐิตา คงเมือง นายด่านศุลกากรภูเก็ต นายสมศักดิ์ พณิชยกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พ.ต.อ.ชลิต แก้วยะรัตน์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต นายสมบูรณ์ เฉยเจริญ ผอ.สำนักงานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตัวแทนนายด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต-พาณิชย์ จ.ภูเก็ต แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมทำลายของกลางสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งคดีสิ้นสุดแล้ว ก่อนที่จะมีการประชุมหารือร่วมกันเพื่อกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการ

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทางการค้าและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นนโยบายระดับชาติ ซึ่งประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ เช่น ป่าตอง กะตะ กะรน เป็นต้น แม้ว่าจะมีการปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่ได้ละเลยในการแก้ปัญหาดังกล่าว ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และด่านศุลกากรจังหวัดภูเก็ต จะจัดทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จำนวน 140,000 ชิ้น มีทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง นาฬิกา แว่นตา แผ่นซีดี เป็นต้น ในช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ที่บริเวณโรงงานเตาเผาขยะภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต

ด้านพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตถูกระบุเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น ป่าตอง กะรน เป็นต้น และปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ ผู้ค้ามีการดำเนินการที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยหน้าร้านมีการเปิดขายสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภายในร้านจะมีการซุกซ่อนสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมาตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้มีการปราบปรามได้เป็นจำนวนมากที่บริเวณหาดป่าตอง และมีนโยบายกวาดล้างจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายที่จะทำให้หาดกะรน ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เป็นพื้นที่ปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ป่าตอง ซึ่งมีการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุด และเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการดำเนินการจับกุมกวาดล้างให้หมดไปเช่นกัน แม้ว่าอาจจะมีกลุ่มผู้ประกอบการค้ารวมตัวกันประท้วงขอความเป็นธรรม ซึ่งก็จะได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกันต่อไป

ขณะที่นางนันท์ฐิตา คงเมือง นายด่านศุลกากรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กรมศุลกากรมีนโยบายที่ชัดเจนในการให้ด่านศุลกากรทุกด้านเข้มงวดจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนของจังหวัดภูเก็ตมีด่านศุลกากร 2 ด่าน คือ ด่านศุลกากรภูเก็ตและด่านศุลกากรสนามบินภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่องไม่เฉพาะทางบกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทางทะเลด้วย

อบรมค่ายพุทธบุตร รุ่นที่ 2


เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติปฏินิสสัคโค ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการค่ายพุทธบุตร รุ่นที่ 2 ประจำปี 2554 ของโรงเรียน อบจ.บ้านตลาดเหนือ (วันครู 2502) ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26 – 28 พฤษภาคม 2554 โดยมี นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต นายพรเทพ ชามขาว สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต นายมงคล เพาะผล ผู้อำนวยการโรงเรียน อบจ.บ้านตลาดเหนือ (วันครู 2502) เจ้าหน้าที่จาก อบจ.ภูเก็ต ตลอดจน คณะครู-อาจารย์ เข้าร่วม
สำหรับการจัดค่ายพุทธบุตรในครั้งนี้ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดจัดขึ้นจำนวน 3 รุ่น โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 จัดให้กับนักเรียนโรงเรียน อบจ.บ้านตลาดเหนือ (วันครู 2502) มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 196 คน เพื่อให้เยาวชนได้ใกล้ชิดพระศาสนาห่างไกลยาเสพติด ศึกษาหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ได้ฝึกฝนปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนให้เข้าใจยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง
การจัดอบรมในครั้งนี้ มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การฝึกมารยาทชาวพุทธ การศึกษาธรรม 4 ฐาน เรื่องการเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ การเป็นศิษย์ที่ดีของครู เยาวชนไทยกับการห่างไกลอบายมุข กรรมและการให้ผลของกรรม การทำวัตรเช้า-เย็น การบรรยายธรรม “หลักการพัฒนาคุณภาพชีวิต” พิธีสู่ความเป็นพุทธบุตร การบรรยายธรรม “หลักการสร้างสัมพันธภาพในสังคม” พิธีอธิษฐานจิตเพื่อชีวิตใหม่ (ตักบาตรความชั่ว) เป็นต้น
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้จัดการอบรมโครงการค่ายพุทธบุตรขึ้นเพื่อฝึกฝนอบรมเยาวชนให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม และสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งการจัดอบรมในครั้งนี้ จะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้เกิดการปฏิบัติธรรมตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นได้ว่าจากหัวข้อการอบรมและการฝึกปฏิบัติตนได้จัดขึ้นหลากหลายกิจกรรม แสดงถึงความตั้งใจอันดียิ่งขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และคณะพระวิทยากรที่ประสงค์จะจุดประกายความรู้ ความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นในหมู่เยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนในจังหวัดภูเก็ตของเรา เพื่อส่งเสริมให้เมืองภูเก็ต เป็นเมืองน่าอยู่ คู่คุณธรรมอย่างแท้จริง ในการนี้ ขอขอบคุณพระวิทยากรจากวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติปฏินิสสัคโค ท่านผู้บริหารโรงเรียน ครู-อาจารย์ คณะผู้จัดการอบรมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนให้การจัดการอบรมเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ จนสามารถนำความรู้ และทักษะ ตลอดจนประสบการณ์จากการฝึกอบรมไปสู่การปฏิบัติจริงบังเกิดผลเป็นความสำเร็จ

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศึกวันโล่เงิน รวมน้ำใจสู่ภัยน้ำท่วม‏


เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่สนามมวยชั่วคราวโรงยิมเนเซียม 1 ศูนย์กีฬาสะพานหิน อ.เมือง ภูเก็ต พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นประธานเปิดการแข่งขันชกมวยการกุศล "ศึกวันโล่เงิน รวมน้ำใจสู่ภัยน้ำท่วม" โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลน์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายปมุข อัจฉริยะฉาย กงสุลกิตติมศักดิ์ฟินแลนด์ ประจำจังหวัดภูเก็ต/นายกสมาคมชาวนครศรีธรรมจังหวัดภูเก็ต นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง และแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่านจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมชมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก

พ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ในฐานะรองประธานจัดการแข่งขันฯ กล่าวถึงการจัดการแข่งขันในรายการดังกล่าวว่า สืบเนื่องจากได้เกิดอุทุกภัยน้ำท่วมตั้งแต่ปลายเดือน มีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา เป็นเหตุทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ และจังหวัดชุมพรบางส่วน ได้รับความเสียหาย จำนวน 772 ครอบครัว มูลค่าความเสียหายประมาณ 39 ล้านบาทเศษ ทางตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และ กต.ตร.ในจังหวัดภูเก็ตได้ร่วมกันจัดกิจกรรมชกมวยการกุศล "ศึกวันโล่เงิน รวมน้ำใจสู่ภัยน้ำท่วม" เพื่อช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าว และช่วยเหลือชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้บัญชาการตำรวภูธรภาค 8 เป็นผู้อำนวยการแข่งขัน

ในกิจกรรมครั้งนี้ได้จัดมวยคู่เกียรติยศ ระหว่าง สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุด (โอลิมปิกครั้งที่ 29 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน) ขวัญใจชาวไทย โชว์ลีลาการชกกับ พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ประธานจัดการแข่งขัน และได้รับเกียรติจากนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นกรรมการบนเวที นอกจากนี้ยังมีมวยไทยคู่เอก มวยไทยจากทีวีช่อง 7 สี ระหว่าง รุ่งศิริ ว.สุนทรนนท์ กับ เพชรทักษิณ ส.สมหมาย รวมทั้งมวยไทยคู่อื่นๆ อีก รวม 11 คู่ โดย การจัดแข่งขันชกมวยการกุศลในครั้งนี้ มียอดบริจาค กว่า 2 ล้านบาท พ.ต.อ.พรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในส่วนของการชกมวยคู่เกียรติยศ ระหว่าง สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุด กับพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นั้น ได้สร้างสีสันให้แก่คนดูได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะจังหวะที่สมจิตร จงจอหอเปิดโอกาสให้ ท่านพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ไล่บี้แบบไม่มียั้ง และในจังหวะที่ สมจิตร จงจอหอ ไล่ชก กรรมการบนเวที ซึ่งก็คือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ด้วยลีลาทีเล่นทีจริง ทั้งนี้เนื่องจากท่านผู้ว่าฯ เข้าไปห้ามศึก ได้เรียกเสียงเชียร์ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานจากคนดูได้เป็นอย่างดี

กรมทรัพย์สินฯ พร้อมภ.จว.ภูเก็ตลุยพื้นที่ป่าตอง


เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 54 นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ ภ.จว.ภูเก็ต ได้ลงพื้นที่ป่าตองเพื่อตรวจสอบร้านขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ บริเวณร้านไม่มีชื่อ ถนนทวีวงศ์ (หน้าหาดป่าตอง) อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น พบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก อาทิ รองเท้า – กระเป๋าเงิน – แว่นตา – นาฬิกา – เข็มขัด และอื่นๆ อีกจำนวนมาก และในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเข้าตรวจค้นในโกดังด้านหลังร้าน ปรากฏกว่ามีหญิงสาวอ้างว่าเป็นเจ้าของร้าน ได้เข้าขัดขวางไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น และเมื่อเจ้าหน้าที่จะใช้เหล็กชะแลงงัดประตู หญิงสาวคนดังกล่าวก็ได้ขวางและร้องให้ พร้อมลงไปนั่งกองกับพื้นพร้อมทั้งกล่าวว่า “หากพวกคุณเข้าไปด้านในโกดัง ฉันต้องหมดตัวแน่นอน สินค้าแค่หน้าร้านไม่พอหรือไง” และยืนยันไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นทั้งขอดูหมายค้นจากเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว

ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางไปขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่ได้หมายค้น ก็ได้นำมาแสดงให้กับหญิงคนดังกล่าว พร้อมทั้งอ่านให้รับทราบในเนื้อหาของหมายค้นของศาล เมื่อหญิงสาวได้ฟังแล้ว ก็ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ต้องใช้ชะแลงงัดประตูเพื่อตรวจสอบพบว่าร้านดังกล่าวมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละชั้นซอยทำเป็นห้องขนาดใหญ่ 2 ห้อง ซึ่งชั้นที่ 1 เจ้าหน้าที่พบห้องเล็กๆ 2 ห้อง ปิดประตูอยู่อย่างมิดชิดแต่เปิดแอร์อย่างเย็นฉ่ำ เจ้าหน้าที่ต้องงัดประตูเพื่อเข้าไปตรวจสอบภายพบเป็นห้องที่เก็บนาฬิกายี่ห้องดังหลายแบรนด์ แต่พบว่านาฬิกาในห้องดังกล่าวถูกขนหลบหนีก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ ชั้นที่ 2 – 3 เป็นห้องเก็บกระเป๋าเดินทาง – กระเป๋าสะพายแบบผู้หญิง ทั้งยี่ห้อหลุยส์วิคตอง พราด้า กุชชี่ อัมมานี่ ดิออ เป็นต้น ส่วนชั้นที่ 4 พบว่าที่ฝ้าเพดานถูกเปิดออกมา นอกจากนั้นยังพบโต๊ะวางอยู่ ซึ่งมีรอยรองเท้า เจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะมีคนแอบปีนออกทางฝ้าเพดานออกไปด้านนอกแล้ว เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสภ.กะทู้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า ในการเข้าตรวจสอบจับกุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเข้าจับกุมโกดังเก็บสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รายใหญ่ของต.ป่าตอง เนื่องจากเจ้าหน้าทีทราบข่าวมานานแล้วว่าที่ร้านได้มีการเก็บสต๊อกสินค้าไว้จำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจค้นก็พบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จากหลายแบรนด์ดัง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดสินค้ากว่า 3,000 ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินราคาได้ แต่คาดว่าน่าจะนับล้านบาท และในระหว่างเข้าตรวจค้นซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปขอหมายค้น น่าจะมีคนไม่ต่ำกว่า 2 คน เข้าไปนำเอานาฬิกาหลบหนีไปก่อน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้นำตัวเจ้าของไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป ต่อจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้เพิ่มความเข็มในการเข้าตรวจค้นสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

ด้านนางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนั้น เป็นสีแดงมีการลักลอบจำหน่ายจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวและประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งที่จะส่งเสริมเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ปรากฏว่ามีการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่จำนวนมากทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องหนัง นาฬิกา เป็นต้น โดยแต่ละปีคาดว่ามูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ต่อยอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น


เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 54 ที่ห้องประชุมโรงแรม รอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระดับประเทศภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ปลุกพลังสร้างสรรค์ ต่อยอดธุรกิจและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีนางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายสมพงษ์ อ่อนประเสริฐ พาณิชย์จังหวัด ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ในโอกาสเดียวกันนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการและแฟชั่นโชว์ โครงการสร้างภาพลักษณ์ผ้าไหมไทยสู่สากล “IP Creative Thai Silk” เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมผ้าไหม ผ้าทอ และผ้าพิมพ์ลาย รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ร่วมกับกรมหม่อนไหม อีกทั้งยังเป็นเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถครบ78 พรรษาด้วย

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายของรัฐบาลได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4 ด้าน 12 ประการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมจากร้อยละ 12 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2555
“การจัดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการฯ นั้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ ด้วยการต่อยอดจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าและเกิดการสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีส่วนร่วมและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุน ส่งเสริม และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรม” นายอลงกรณ์กล่าว และว่า การสัมมนาดังกล่าวกำหนดจัดทั่วประเทศ 9 ครั้ง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร บุรีรัมย์ ขอนแก่น ชลบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก สงขลาและภูเก็ต






ปชป. ได้ฤกษ์ เดินทางมาสมัครทั้ง 2 เขต



ปชป. ได้ฤกษ์ เดินทางมาสมัครทั้ง 2 เขต

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 54 ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร พร้อมด้วยนายเรวัต อารีรอบ ได้เดินทางมาสักการะ อนุสาวรีย์ราชการที่ 5 ที่ประดิษฐ์ฐานอยู่ด้านหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปยังห้องประชุมหลังใหม่ ศาลกลางจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่ในการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นผู้สมัครทั้ง 2 ก็ได้เดินทางเข้ายังบริเวณที่รับสมัคร โดยนางอัญชลี วานิช เทพบุตร ลงสมัครในพื้นที่เขตเลือกตั้ง 1 ขณะที่นายเรวัต อารีรอบ ลงสมัครในเขตเลือกตั้ง 2

หลังจากการสมัครเสร็จสิ้นทั้ง 2 คนได้ลงมาพบปะกับประชาชนที่มาให้การสนับสนุนและให้กำลังใจ หลังจากนั้นได้เดินทางไปแนะนำตัวและหาเสียงกับข้าราชการบนศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ก่อนที่จะขึ้นรถแห่ตระเวนรอบเมืองภูเก็ต

ทั้งนี้นางอัญชลี กล่าวภายหลังการยื่นเอกสารการสมัครฯ ว่า มั่นใจว่าทางพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งนโยบายในการหาเสียงนอกจากภาพรวมของพรรคฯ เช่น เบี้ยยังชีพ อสม. เรียนฟรี เพิ่มทุนการศึกษา เป็นต้น ส่วนของภูเก็ตได้นำเสนอการพัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีแผนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการรวมเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน

ขณะที่นายเรวัต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนก็ได้รับการตอบรับเป้นอย่างดี และเป็นปกติของการเลือกตั้งที่จะต้องมีการแข่งขันซึ่งไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีผู้มายื่นใบสมัครแล้วจำนวน 5 คน จาก 2 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายวิสิษฐ์ ใจอาจ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 10 นางอัญชลี วานิช เทพบุตร พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายสมาน เก็บทรัพย์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 10 นายเรวัต อารีรอบ พรรคประชาธิปัตย์ และหมายเลข 16 นายจิรายุส ทรงยศ พรรคภูมิใจไทย







“กรีนคอร์ป” ทุ่ม 45 ล.เดินรถภูเก็ต-เชียงใหม่


นายสมชาย ทองคำคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยพัฒนาขนส่ง เชียงใหม่ จำกัด หรือ กรีนคอร์ป เปิดเผยในโอกาสจัดเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์ รอบสื่อมวลชนจาก จ.เชียงใหม่ มายัง จ.ภูเก็ต ด้วยรถโดยสารวีไอพีใหม่ 24 ที่นั่ง ซึ่งจะใช้ให้บริการเส้นทางเชียงใหม่-ภูเก็ต ภายใต้ชื่องาน “ม๋วนใจ๋ ภูเก็ต Press Toess ว่า ด้วยกรีนคอร์ป เป็นผู้ให้บริการด้านการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถโดยสารประจำทาง หรือกรีนบัส ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือมานานกว่า 47 ปี ให้บริการเดินรถจำนวนประมาณ 60 จุด ให้บริการ 50,000 เที่ยวต่อปี มีผู้โดยสาร 1.5 คนต่อปี

และในปี พ.ศ. 2554 ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ให้บริการข้ามภูมิภาคเป็นครั้งแรกในเส้นทางเชียงใหม่ – ภูเก็ต หมายเลข 779 ระยะทางประมาณ 1,594 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 22 – 23 ชั่วโมง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจในระดับสากล โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านรถโดยสาร ซึ่งได้นำเข้ารถโดยสารใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการต้นเดือนมิถุนายนนี้

“ทางบริษัทฯ ได้ใช้งบประมาณจำนวน 45 ล้านบาท ในการจัดหารถโดยสารวีไอพี 24 ที่นั่งใหม่ จำนวน 5 คัน ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากประเทศจีน เพื่อให้บริการเส้นทางภูเก็ต-เชียงใหม่ พร้อมด้วยพนักงานขับรถ จำนวน 12 คน และบัสโฮสเตท จำนวน 8 คน ซึ่งในการให้บริการเน้นความปลอดภัยและผู้โดยสารเป็นหลัก โดยที่นั่งมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น จอทีวีส่วนตัว เบาะนวดไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งระยะแรกเปิดให้บริการวันละ 1 เที่ยวทุกวัน ออกจาก จ.ภูเก็ต เวลาประมาณ 16.00 น. – จ.เชียงใหม่ เวลาประมาณ 15.00 น. และออกจาก จ.เชียงใหม่เวลาประมาณ 15.00 น. – จ.ภูเก็ต ประมาณ 13.00 น. ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 22-23 ชั่วโมง มีจุดจอดตลอดเส้นทางประมาณ 13 จุด ตามจังหวัดที่รถผ่าน มีราคาค่าโดยสารประมาณ 1,770 บาท ทั้งนี้สามารถจองตั๋วโดยสารที่สถานีขนส่ง หรือผ่านทางเวปไซค์ หรือทางหมายเลข 1141”

นายสมชาย กล่าวถึงเหตุผลที่เปิดให้บริการเดินรถเส้นทางภูเก็ต-เชียงใหม่ ว่า ด้วยเชียงใหม่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับสองของประเทศ ในขณะที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง ทางฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งนอกจากมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปีแล้ว ยังมีประชาชนจากพื้นที่ทางภาคเหนือเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเปิดเส้นทางเดินรถโดยสารนอกจากจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับกลุ่มประชาชนที่เข้ามาประกอบอาชีพแล้ว ยังจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย เพราะเส้นทางจากเชียงใหม่มายังภูเก็ตนั้น จะต้องผ่านจังหวัดต่างๆ ถึง 13 จังหวัด เช่น ลำปาง ตาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตามนายสมชาย กล่าวด้วยว่า จากที่ได้มีการศึกษาข้อมูลพบว่าความต้องการของผู้โดยสารมีจำนวนมาก โดยจะใช้เวลา 2 เดือนในการประเมินผลระยะเวลาในการเดินทาง จุดจอดและอื่นๆ เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม และหากมีจำนวนผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะมีการเพิ่มเที่ยวรถต่อไป ระยะแรกตั้งเป้าผู้โดยสารในแต่เที่ยวหรือโหลดเฟกเตอร์ ประมาณ 90% หรือประมาณ 22 ที่นั่งจากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 24 ที่นั่ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมที่วางไว้จะเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มาประกอบอาชีพที่ภูเก็ต หรือค้าขายในจังหวัดระหว่างทาง ตลอดจนการขนส่งสินค้าด้วย

“ช่างสิบหมู่” ติวเข้มวิธีการบำรุงอนุสาวรีย์


เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางสาวนิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดโครงการ “เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการสร้างและดูแลบำรุงรักษาอนุสาวรีย์แห่งชาติ” ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้น เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดสร้างและวิธีการบำรุงอนุสาวรีย์ โดยมี เจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 15 พังงา กระบี่ ตรัง ระนอง และภูเก็ต สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทะศาสนา ท้องถิ่นจังหวัด และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 70 คน

นางสาวนิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบัน มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์และพระรูปของพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนบุคคลสำคัญของชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อเชิดชูพระมหากษัตริย์และบุคคลสำคัญ แต่ปัจจุบันการสร้างและดูแลบำรุงรักษาอนุสาวรีย์ ยังไม่ถูกต้องตามระเบียบและวิธีการ อันเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งความเสียหายแก่อนุสาวรีย์ได้

สำนักช่างสิบหมู่ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการก่อสร้าง จึงตระหนักถึงความสำคัญของอนุสาวรีย์ที่เป็นมรดกอันล้ำค่า และเห็นว่าองค์ความรู้ดังกล่าวควรได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง จึงได้จัดทำโครงการ เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการสร้างและดูแลบำรุงรักษาอนุสาวรีย์แห่งชาติขึ้น เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้เข้ารับการอบรม เกี่ยวกับจัดสร้างและวิธีการบำรุงรักษาอนุสาวรีย์ ว่าจะต้องคำนึงถึงความมีคุณค่าทางศิลปะ ความสง่างาม ความคงทนถาวร เนื่องจากผู้ดำเนินการต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการออกแบบ ปั้น และหล่อโดยเฉพาะ อีกทั้งเมื่อมีการจัดสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องคำนึงถึงการจัดแต่งภูมิทัศน์โดยรอบอนุสาวรีย์ให้สวยงาม และมีการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้อนุสาวรีย์นั้นๆ ทรงความสง่างาม มีคุณค่าทางศิลปะ ตลอดจนรักษาคุณค่าของเนื้อโลหะ นางสาวนิรมล กล่าว

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

“ขอบีโอไอ...ได้ยกเว้นภาษีอากร”


เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุม โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 (บีโอไอ สุราษฎร์ธานี) จัดสัมมนาเรื่อง “ขอบีโอไอ...ได้ยกเว้นภาษีอากร” เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนติดต่อประสานงานหาความร่วมมือและความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาครัฐและเอกชน พร้อมกันนี้ยังได้มีการเปิดคลินิกให้คำปรึกษาด้านการลงทุนของศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 (บีโอไอ) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมและศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10

นายสุวิชช์ ฉั่ววิชียร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 กล่าวว่า ด้วยปัจจุบันการลงทุนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีตัวเลขการลงทุนค่อนข้างน้อย จึงได้มีการสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อชี้แจงให้รับทราบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการขอเข้ารับการลงทุน ประกอบด้วย การประชาสัมพันธ์นโยบาย SMEs ใหม่ 52 ประเภท, ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายในการส่งเสริมการลงทุน สิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนพึงได้รับ เช่น การยกเว้นภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ฯ

สำหรับกำไรสุทธิ ในอัตราร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี แนวทางการปรับสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุนเพิ่มขึ้นและนโยบายใหม่ๆ เพื่อจูงใจให้กับนักลงทุน ตลอดจนรับฟังปัญหาอุปสรรคด้านการลงทุน ข้อเสนอแนะ ระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเพื่อนำไปพัฒนางานส่งเสริมการลงทุน ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม