จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ตร.ภ.8 ติวเข้มคณะทำงานสวมหมวก 100%


 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 54 ที่โรงแรม Boat Lagoon Resort อ.เมือง จ.ภูเก็ต พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รอง ผบช.ภ.8 เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะทำงานโครงการสวมหมวกนิรภัย 100% ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 8 ร่วมกับคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนำร่อง (สอจร.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีนายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 200 คน
พล.ต.ต.เดชา กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลกประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.2 ล้านคน บาดเจ็บและพิการอีกกว่า 50 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 1-1.5 ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยังยื่นในการพัฒนาสำหรับประเทศไทยมักจะมีความพยายามทำงานอย่างต่อเนื่อง ในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ที่ผ่านมาความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นยังน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุด และอัตราการสวมหมวกนิรภัยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจะมีการเร่งรัด ตลอดจนร่วมกันผลักดันให้มีการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ทุกคน ตามปฏิญญามอสโคว์ และคำขวัญถึงเวลาที่ต้องทำ (Time for Action) ตำรวจภูธรภาค 8 จึงได้จัดทำโครงการสวมหมวกนิรภัย 100% ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส.เพื่อเพิ่มอัตราการใช้หมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ให้เป็น 100% โดยให้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัยในผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายให้เกิดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างแกนนำและภาคีเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตำรวจ รวมถึงสร้างความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการใช้หมวกนิรภัยในประชาชน อันจะส่งผลให้ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนงบประมาณต่าง ๆ ที่ต้องใช้ดูแลเยียวยาผู้พิการและครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย พล.ต.ต.เดชา กล่าว

อบจ.ภูเก็ต ลงพื้นที่ ต.เทพกระษัตรี

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หมู่ 2 บ้านแขนน และศาลาอเนกประสงค์ (ตรงข้ามโรงเรียนบ้านป่าครองชีพ) นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายศานิต สิริวัฒน์ สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต นายศักดิ์ชาย เชาวน์ไวย สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต ตลอดจน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จาก อบจ.ภูเก็ต ได้ลงพื้นที่จ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพสำหรับคนชรา คนพิการฯ ประจำเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2554 ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมี คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ร่วมลงพื้นที่เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชนด้วย
สำหรับการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ คนชรา คนพิการฯ ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง ในวันนี้ มีผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ จำนวนทั้งสิ้น 113 ราย ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินสำรวจผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พร้อมทั้งผู้พิการ และผู้ป่วยเอดส์ ที่อยู่ในเกณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยของแต่ละครอบครัว รวมถึงพิจารณาเกณฑ์ของผู้ที่มีสิทธิ์ดังกล่าว โดยมอบให้เป็นรายเดือน คนละ 500 บาท และจะจ่ายให้ทุกๆ 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “ในการลงพื้นที่จ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพครั้งนี้ นอกจากผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพแล้ว เรายังนำบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต มาตรวจสุขภาพฟรีสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้บริการตรวจรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย และต่อไปก็จะมีการให้บริการตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง อบจ.ภูเก็ต กับโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต พร้อมกันนี้ อยากฝากพี่น้องประชาชนว่า หากเกิดกรณีฉุกเฉิน โทร.1669 เพื่อให้รถฉุกเฉินได้ไปรับผู้ป่วยถึงบ้าน และหากจะติดต่อโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต โทร.076 – 358888” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว

ถลางจับยาบ้า ยาไอซ์ ยึดเงินกว่าแสนบาท


เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 54 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สภ.ถลาง อ.ถลาง ภูเก็ต พ.ต.อ.วิฑูรย์ กองสุดใจ ผกก.สภ.ถลาง, พ.ต.ท.พิศิษฐ์ ชื่นเพ็ชร รองผกก.สส., พ.ต.ท.ศุภวิญช์ สุวรรณภิรมย์ รองผกก.ป.และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.สานิช หนูคง สว.ฯ รรท.สวป.สภ.ถลาง ได้ร่วมกันถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องในคดีต่างๆ ประกอบด้วย 1.นายภิญโญบุญยืน อายุ 23 ปี นางสาวพิไลพร ท่าเรือรักษา อายุ 20 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้า ¾ เม็ด ยาไอซ์ 1.38 กรัม สมุดบัญชีลูกค้า จำนวน 4 เล่ม เงินสด 94,030 บาท โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย
2.นายอนุพงศ์ ส่งศรี อายุ 24 ปี พร้อมด้วยยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 128.21 กรัม สมุดบัญชีลูกค้าจำนวน 2 เล่ม เงินสด 12,000 บาท และอุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวน 1 ชุด โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย
3.นายวิสิทธิ์ ทรงคุณ อายุ 33 ปี และนายภานุลักษณ์ ทรงคุณ อายุ 26 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด ยาไอซ์ จำนวน 56.97 กรัม อาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 มม. จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก เงินสด 61,500 บาท โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
4.นายวุฒิชัย ภูมิงาม อายุ 20 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 2.24 กรัม โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ยังสามารถจับกุมนายสิทธิกร สุวรรณกำเนิด อายุ 21 ปี พร้อมด้วยของกลางอาวุธปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อ ซีแซด ขนาด 6.35 มม.จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด .30 นิ้ว จำนวน 11 ลูก ขนาด .25 นิ้ว จำนวน 49 ลูกและขนาด .32 นิ้ว จำนวน 2 ลูก โดยกล่าวหาว่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
พ.ต.อ.วิฑูรย์ กองสุดใจ ผกก.สภ.ถลาง ได้กล่าวว่า ด้วยปัจจุบัน ได้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ถลาง ก็ได้มอบหมายให้พ.ต.ท.สานิช หนูคง สว.ฯ รรท.สวป.สภ.ถลาง และคณะ ได้ออกติดตามกลุ่มวัยรุ่นพร้อมทั้งออกหาข่าว จนสามารถขอหมายศาลจังหวัดภูเก็ต เข้าทำการตรวจค้นเป้าหม่ายต่างๆ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมทั้งของกลางต่างๆ ได้ ส่วนเงินสด ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ เพื่อตรวจสอบที่มาของเงิน ว่าได้มาจากการกระทำความผิดหรือไม่ ก่อนที่จะนำตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รวบสาวใหญ่รับจ้างส่งยามูลค่ากว่า 1 ล.บาท


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.อ.โชติ ชิดไชย ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ประกอบด้วย น.ส.ชุลีกร สายทอง อายุ 35 ปี และนายปิยพันธ์ กษิรักษา อายุ 31 ปี พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนัก 319.2 กรัม มูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ยาบ้า 2,940 เม็ด มูลค่ากว่า 5 แสนบาท รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน ถค 7323 กรุงเทพมหานครและรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ หมายเลขทะเบียน 887 ภูเก็ต โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า, ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณริมถนนดิลกอุทิศ 2 ใกล้ลานจอดรถโรงแรมถาวรแกรนด์พลาซ่า จากนั้นพาไปค้นที่ร้านบ้านเจ้าคุณนวดแผนไทย ถ.ศักดิเดช ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต ก่อนนำตัวผู้ต้องพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า ในการจับกุมครั้งนี้พ.ต.ท.ประวิทย์ เอ่งฉ้วน สวป.-หน.ชปส.สภ.เมืองภูเก็ต พร้อมพวกได้สืบทราบว่า น.ส.ชุลีกร มีพฤติกรรม รับจ้างขนยาไอซ์จากกรุงเทพฯมาส่งให้เอเย่นต์ใหญ่ใน จ.ภูเก็ต โดยจะมีวิธีวางยาไอซ์ – ยาบ้าตามจุดต่างๆ ที่มีลูกค้าสั่งซื้อ และนัดหมายกันทางโทรศัพท์แล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นจับกุมขณะที่ น.ส.ชุลีกรจอดรถกระบะคุยโทรศัพท์กับเอเย่นต์ ซึ่งมาทราบภายหลังคือ นายปิยพันธ์ ที่บริเวณตลาดเกษตร ถ.อ๋องซิมผ่าย ต.ตลาดใหญ่ เพื่อนัดส่งยาไอซ์ จากการตรวจค้นภายในรถพบยาไอซ์น้ำหนัก 226.20 กรัม ยาบ้า 1,940 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ น.ส.ชุลีกรนำยาไอซ์ดังกล่าวไปส่งให้นายปิยพันธ์ที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะริม ถ.เจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จนกระทั่งนายปิยพันธ์เดินทางมารับของ ทางเจ้าหน้าที่ก็เข้าจับกุม จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ 53 กรัมและยาบ้าอีก 5 ถุง รวม 1,000 เม็ด จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ขยายผล
จากการสอบสวนน.ส.ชุลีกร ได้ให้การรับสารภาพว่าเคยทำธุรกิจนวดแผนไทยย่าน ถ.ศักดิ์เดชน์ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต แต่รายได้ไม่ดี จึงหันมารับจ้างส่งยาไอซ์ – ยาบ้า ทำมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะได้ค่าจ้างไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและมูลค่าของยาเสพติดที่นำมาจากกรุงเทพฯ โดยครั้งนี้ได้ค่าจ้าง 50,000 บาท ส่วนนายปิยพันธ์อ้างว่าเป็นแค่คนมารับยาไอซ์ – ยาบ้าเท่านั้น ได้ค่าจ้างเพียง 5,000 บาท จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขนส่งฯ ภูเก็ต ห้าม จยย.พ่วงข้างบรรทุกผู้โดยสาร


นายธีรยุทธ์ ประเสริฐผล ขนส่งจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันได้มีการนำรถจักรยานยนต์มาต่อเติมดัดแปลงสภาพเสริมพ่วงข้าง แล้วนำมารับจ้างบรรทุกคนโดยสาร โดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร และประชาชนผู้ใช้รถรายอื่นได้ อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต ขอแจ้งว่าการนำรถจักรยานยนต์มาดัดแปลงสภาพ เสริมพ่วงข้าง โดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 60 ต้องระว่างโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้วไม่สามารถนำรถไปใช้เพื่อรับจ้างบรรทุกคนโดยสารได้ เนื่องจากไม่มีความปลอดภัยเพียงพอจะก่อให้เกิดอันตรายแก่คนโดยสาร ใช้ได้เฉพาะการบรรทุกสิ่งของส่วนตัวเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากรถจักรยานยนต์พ่วงข้างและคุ้มครองผู้ประกอบการขนส่งที่ประกอบการขนส่งผู้โดยสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอความร่วมมือจากผู้ที่ครอบครองรถจักรยานยนต์ ห้ามมิให้นำรถไปดัดแปลงต่อเติมเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างโดยผิดกฎหมาย หรือนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ได้ต่อเติมแล้วไปใช้ในการรับส่งผู้โดยสารเป็นอันขาดมิฉะนั้นหากตรวจพบ สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นายธีรยุทธ์ กล่าวในที่สุด

พบศพสาวใหญ่เสียชีวิตคาห้องพัก

เมื่อวันที่ 9 กรกฎคม 54 ร.ต.อ.เชียรชัย ดวงสุวรรณ สารวัตรเวรสภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนถูกฆ่าตาย ที่บ้านเลขที่ 55/12 ซอยกลุ่มยาง ม.7 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย หลังจากได้รับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชิต อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง ร.ต.ท.ทวี เรืองโรจน์ รองสวป.พ.ต.ท.กิติศักดิ์ หนูผึ้ง สารวัตรวิทยากาสรเขต 44 ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย
ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวชั้นเดียว ที่บริเวณหน้าห้องแถวห้องที่ 12 เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึง ก็ได้รับแจ้งว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าไป ก็พบศพน.ส.ชะไมพร ช่วยดำ อายุ 41 อยู่บ้านเลขที่ 100/1 หมู่1 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นอนจมกองเลือด สภาพตะแคงหันหน้าไปทางด้านขวามือ สวมเสื้อยืดคอกลมสีฟ้าอ่อน สวมกางเกงยีนต์ขายาวสีน้ำเงิน ท้ายทอยมีหมอนเปื้อนเลือดปิดทับอยู่ ที่บริเวณฝาพนังมีเลือดกระเด็นทั่วบริเวณฝาผนัง สภาพศพขึ้นอืดคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้จัดทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย นำส่งรพ.วชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์เวรได้ทำการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง
จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้เดินทางมาเช่าห้องดังกล่าว กับเพื่อนสาวอีก 1 คน ก่อนเกิดเหตุชาวบ้านที่พักอยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทดังลั่นห้อง จากนั้นก็ไม่มีใครเห็นผู้ตายออกมาจากห้องดังกล่าว จนกระทั่งผู้เช่าบริเวณใกล้เคียงได้กลิ่นเหม็น จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบว่าผู้ตายนอนเสียชีวิตจมอกองเลือดอยู่แล้ว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ต้องรอการชันสูตรจากเจ้าหน้าที่วิทยาการ เนื่องจากสภาพศพค่อนข้างเน่า

ฉลองรวบเครือข่ายยาที่สั่งมาจากเรือนจำ

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 54 ที่ห้องประชุมสภ.ฉลอง พ.ต.อ.วิชิต อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.ท.จรัล บางประเสริฐ สว.สส.สภ.ฉลอง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายธวัชชัย หรือ เอ็ม จอกแก้ว อายุ19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/68 หมู่ 4 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 9,600 เม็ด และกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 3 นัด โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้พ.ต.อ.วิชิต อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสาย ว่า ห้องพักหมายเลข 302 ราไวย์เกสเฮ้าส์ ซ.ไสญวน 1 ม.7 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นแหล่งพักและซุกซ่อนยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ที่เอเย่นต์ฯ ได้สั่งซื้อผ่าน ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในเรือนจำแห่งหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับอีกครั้ง ว่า เอเย่นต์ยาบ้าที่เพิ่งจะสั่งซื้อผ่านผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ได้นำยาบ้ามาส่งให้กับผู้ที่อยู่ในห้องพักดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผน พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบ พบว่ามีชายวัยรุ่น 2 คนมาเปิดห้องพักอยู่นานประมาณ 3 วัน แล้ว ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่านายฟัดและนายเอ็ม ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปเคาะห้องเพื่อขอตรวจค้น โดยได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อชายวัยรุ่นที่อยู่ภายในห้องได้ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ยินยอมให้ตรวจค้น โดยพยายามปิดล็อคประตู เจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังทำการเปิดประตู พบชายวัยรุ่นจำนวน 2 คน โดยสามารถควบคุมตัวไว้ได้ 1 คน ทราบชื่อคือนายธวัชชัย หรือ เอ็ม จอกแก้ว ส่วนอีกคนได้หลบหนีไปได้ โดยกระโดดออกจากหน้าต่างห้องลงไปที่ระเบียงวิ่งหลบหนีไป
จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ในห่อกระดาษ สีน้ำตาล ห่อด้วยพลาสติกใสอีกชั้น จำนวน 4 ห่อ รวมยาบ้าจำนวน 9,600 เม็ด ซึ่งวางอยู่หลังประตูที่อยู่ด้านในห้องพักของผู้ต้องหา นอกจากนี้ยังพบเครื่องกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 3 นัด โดยพบซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสีแดงวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ภายในห้องพัก จึงควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม
จากการสอบสวนนายธวัชชัย หรือ เอ็ม ทราบว่าเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ได้ถูกคนที่หลบหนีไปชื่อนาย เกรียงไกร หรือฟัด มะโหสถ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ 3 ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เพิ่งพ้นโทษมาชักชวนให้เป็นคนเดินยา จึงตัดสินใจร่วมมือ โดยรับว่าทำมา2 – 3 ครั้งโดยแต่ละครั้งได้ค่าจ้าง 5พัน ถึง 1 หมื่นบาท ได้สั่งซื้อจากผู้ต้องขังที่อยู่ภายในเรือนจำ ชื่อเอก และผู้ที่นำมามาส่งให้เป็นลูกน้องของนายเอก ซึ่งตนไม่รู้จักชื่อและนามสกุลจริง เมื่อส่งยาบ้าแล้วตนและนายฟัดจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายเอก เพื่อชำระค่ายาบ้าดังกล่าว โดยรับยาบ้ามาในราคาถุงละ 25,000 บาท บรรจุถุงละ 200 เม็ด และนำมาจำหน่ายเม็ดละ 280 บาท ให้กับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ต่อไป จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พ.ต.ท.บุญเลิศ อ่อนกลาง สารวัตรเวร สภ.ฉลอง ดำเนินคดีในข้อหามียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไป

สว.ภูเก็ต วอนตั้งคนรู้ท่องเที่ยวเป็นเจ้ากระทรวง



นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยว วุฒิสภา กล่าวถึง การวางตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาของรัฐบาลชุดใหม่ ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ว่า ที่ผ่านมาได้รับการประสานงานจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรให้พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ทั้งการวางตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และการจัดสรรงบประมาณลงมาพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นธรรม

“อยากให้เปลี่ยนพรรคที่มารับผิดชอบกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ใช่พรรคเก่าที่เคยดูแล ซึ่งจริงๆ แล้วอยากจะได้พรรคที่เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นผู้รับผิดชอบกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น ส.ส.เขต หรือระบบบัญชีรายชื่อ โดยอาจจะเชิญบุคคลภายนอกมาทำหน้าที่ตรงนี้ก็ได้ เพราะจะสะดวกในการประสานงานทั้งเรื่องการบริหารและงบประมาณ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องของท่องเที่ยวจริงๆ มีความสามารถ และจะต้องลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวไปรับทราบปัญหาด้วย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวของไทยแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นแนวทางในการพัฒนาจึงไม่เหมือนกัน”
นางธันยรัศม์ กล่าวด้วยว่า ผู้ที่จะมาบริหารกระทรวงฯ ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องท่องเที่ยวจริงๆ ควบคู่กับความสามารถในการบริหารงาน หรืออาจจะเชิญบุคคลภายนอกมาทำหน้าที่ และให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 1 ตำแหน่ง เพื่อจะได้แยกการทำงานระหว่างเรื่องของการท่องเที่ยวกับกีฬาออกจากกัน และฝากเรื่องการจัดสรรงบประมาณลงในแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปด้วยความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมางบประมาณพัฒนาท่องเที่ยวไปกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดภูเก็ต ระหว่างปี 2552 – 2554 ได้งบประมาณส่วนนี้เพียง 6 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท พร้อมทำประชาสัมพันธ์ตลาดในต่างประเทศให้มากกว่านี้

คนรัก “เรวัต” เดินแก้บนระยะทาง 30 กิโลเมตร


นายเรวัต อารีรอบ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 2 (อ.ถลาง อ.กะทู้ และ ต.รัษฎา กับ ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต ) จ.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงที่ให้ความไว้วางใจตนและเลือกให้เป็น ส.ส.ภูเก็ตอีกครั้งหนึ่ง และเป็นที่น่าภูมิใจว่าได้รับการตอบรับและความรักจากประชาชนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นอย่างดี ซึ่งก่อนการเลือกตั้งนั้นมีผู้สนับสนุนตนหลายๆ คน ได้ไปบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อขอให้ตนได้รับการเลือกตั้งกลับมาทำหน้าที่ ส.ส.อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในเวลา ประมาณ 03.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ทางผู้สนับสนุนชื่นชอบตนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นรายหนึ่งในพื้นที่ ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง พร้อมด้วยผู้สนับสนุนอีกหลายๆ คน จะร่วมกันเดิน เพื่อแก้บนที่ตนได้รับการเลือกให้เป็น ส.ส.โดยเริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดบ้านดอน อ.ถลาง ไปยังสะพานสารสินซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง จ.ภูเก็ต กับ จ.พังงา ระยะทางประมาณ 28 – 30 กิโลเมตร นายเรวัตกล่าวและว่า ก็ต้องขอขอบคุณในน้ำใจของทุกคนที่รักและให้การสนับสนุนอีกครั้ง และขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชนให้สมกับที่ได้รับการไว้วางใจ เพราะนอกจากทางผู้นำท้องถิ่นดังกล่าวแล้ว ยังมีประชาชนบางคนก็จะบวชแก้บนและอื่นๆ ให้ด้วย

รวบเครือข่ายยาที่สั่งออกมาจากคุก


เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สภ.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยพ.ต.อ.อารยะพันธุ์ พุกบัวขาว ผกก.สภ.กะทู้, พ.ต.ท.อกนิษฐ ด่านพิทักษ์ศาสน์ สวป./หัวหน้า ชปส. สภ.กะทู้ และชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ตามโครงการ “ป่าตองสีขาวปลอดภัยไร้ยาเสพติด” ซึ่งสามารถจับกุมได้จำนวน 10 ราย และผู้ต้องหา 10 คน ประกอบด้วย คดีจำหน่าย 2 ราย คดีครอบครองยาบ้า 4 ราย คดีครอบครองยาไอซ์ 2 ราย และขยายผลจับในพื้นที่ สภ.ทุ่งทองอีก 2 ราย
โดยมีของกลางประกอบด้วย ยาไอซ์ จำนวน 3.3 กรัม ยาบ้าจำนวน 183 เม็ด อาวุธปืน ขนาด .38 มม.จำนวน 1 กระบอก ขนาด 9 มม.จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .38 มม.จำนวน 56 นัด และโทรศัพท์มือถือจำนวน 6 เครื่อง โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดประเภท 1 ยาบ้า, ยาไอซ์ และอาวุธปืนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ, เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้พ.ต.อ.อารยะพันธุ์ พุกบัวขาว ผกก.สภ.กะทู้ กล่าวว่า ในส่วนของ สภ.กะทู้ได้มีการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการจัดทำโครงการป่าตองสีขาวปลอดภัยไร้ยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมามีสถิติผลการจับกุมเป็นที่น่าพอ โดยในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่อยู่ในเครือข่ายของ นายเผี้ยง ซึ่งขณะนี้ถูกจับแล้ว ได้ถึง 6 คน และได้มีการขยายผลไปยังพื้นที่ สภ.ทุ่งทองได้เพิ่มอีก 2 คน ซึ่งหนึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ที่รับคำสั่งจากนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ ให้นำยาไปส่งให้กับลูกค้า โดยมีการสั่งผ่านทางผู้ที่เข้าไปเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำ ซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีไปก่อนหน้าที่ ส่วนที่เหลืออีก 2 คนนั้นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง
“จากการเข้มงวดของทางเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวในพื้นที่เริ่มที่จะลดน้อยลง และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งจากชุมชนต่างๆ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 7 ชุมชน และผู้ประกอบการสถานประกอบการ แม้ว่าจะมีปัญหาบ้างในส่วนของพนักงาน ซึ่งในสถานประกอบการที่มักจะมีการเคลื่อนไหวแรงงานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคาดว่าในช่วง 1 – 2 เดือน จะสามารถประกาศชุมชนเข้มแข็งปลอดยาเสพติดอย่างน้อย 1 – 3 ชุมชน” พ.ต.อ.อาระพันธุ์กล่าว
ทางด้านพล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ กล่าวว่า ภาพรวมของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตนั้นได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ซึ่งในการดำเนินการนั้นก็จะมีการเชื่อมโยงกับทางอำเภอและจังหวัดด้วย เพื่อนำเอาบัญชีรายชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาใช้ในการปฏิบัติงาน และได้มอบหมายให้แต่ละสถานีดำเนินการเพื่อให้มีชุมชุมสีขาวปลอดยาเสพติดอย่างน้อยสถานีละ 1 ชุมชนด้วย