จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เตรียมประกาศหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง


 
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 54 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ตหลังใหม่ นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด จังหวัดภูเก็ต “การประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ประจำปี 2554 โดยมีคณะกรรมการจากส่วนราชการ และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ เป็นการแจ้งให้ทราบว่า โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ (1 ผู้ตรวจ 1 หมู่บ้านในฝัน) สนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดในพื้นที่เขตตรวจราชการ ๆ ละ 500,000 บาท และผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน (นายสุเทพ วุฒิศักดิ์) ร่วมกับจังหวัดภูเก็ตได้พิจารณาคัดเลือกบ้านลิพอนหัวหาร หมู่ 8 ต. ศรีสุนทร อ. ถลาง เป็นหมู่บ้านเป้าหมายดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้าน มีวิถีชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การดำเนินการให้ขยายผลสู่ประชาชนทั้งหมู่บ้าน ให้ได้รับรู้เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อมุ่งสู่การเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ดังนั้นจึงต้องมีการประชุมในครั้งนี้เพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณาผลการประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ หมู่บ้านเป้าหมายปี 2554 (6 หมู่บ้าน) เพื่อรับรองผลการประเมินและจังหวัดประกาศเป็นหมู่บ้านต้นแบบของจังหวัดภูเก็ต ปี 2554 ซึ่งพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมายปี 2554 อำเภอละ 2 หมู่บ้าน ระดับ “พออยู่ พอกิน” รวม 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านกู้กู หมู่ 3 ต. รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต บ้านแหลมหิน หมู่ 7 ต. เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต บ้านดอน หมู่ 4 ต. เทพกระษัตรี อ.ถลาง บ้านลิพอนหัวหาร หมู่ 8 ต. ศรีสุนทร อ. ถลาง บ้านหัวควน หมู่ 5 ต. กมลา อ. กะทู้ บ้านนาคา หมู่ 6 ต. กมลา อ.กะทู้
ทั้งนี้ ใน 6 หมู่บ้านคณะกรรมการระดับจังหวัดได้ออกไปติดตามประเมินผลการดำเนินงานมาแล้วจำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ประเมินระหว่างวันที่ 7-17 เมษายน 2554 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายน 2554 โดยใช้แบบประเมินผลการพัฒนาหู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงมหาดไทย 4 ด้าน 23 ตัวชี้วัด และหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านต่าง ๆ อาทิ ข้อมูล จปฐ., แผนชุมชน ฯลฯ แต่เนื่องจากยังมีผลการประเมินที่ไม่สมบูรณ์ คณะกรรมการฯ จึงมีมติที่ประชุมให้มีการลงพื้นที่เพื่อทำการประเมินในครั้งที่ 3
สำหรับผลการประเมินระดับจังหวัด จังหวัดจะส่งผลให้กรมการพัฒนาชุมชน และกรมการพัฒนาชุมชนจะรวบรวม สรุปผลของแต่ละจังหวัดเป็นภาพรวมของประเทศนำเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อประกาศเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบในระยะเวลา 2 ปี ต่อไป

ต่างชาติขอข้อมูลลงทุนรถไฟฟ้ารางเบาภูเก็ต


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 54 ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังนายคัง ชิน ยัง (Keang Shin-Yong) ตัวแทนบริษัท เกียงนำ จำกัด จากประเทศเกาหลี พร้อมคณะเข้าพบ เพื่อขอข้อมูลการลงทุนโครงการรถไฟฟ้ารางเบาจังหวัดภูเก็ต ว่า นับจากทางจังหวัดภูเก็ตได้มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการรถไฟฟ้ารางเบาจังหวัดภูเก็ต จนถึงปัจจุบันมีนักลงทุนชาวต่างชาติเสนอตัวจะเข้ามาลงทุนแล้วประมาณ 12 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเกาหลี และจากที่พิจารณามีบริษัทที่ให้ความสนใจอย่างจริงจังที่เข้ามาลงทุนและมีการติดตามอย่างต่อเนื่องมีประมาณ 4 บริษัท จากจีน 1 บริษัทและเกาหลี 3 บริษัท โดยเส้นทางที่นักลงทุนสนใจจะเป็นเส้นทางจากสนามบิน-ตัวเมืองภูเก็ต คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท
“สำหรับตัวแทนจากบริษัท เกียงนำ จำกัด เป็นบริษัทล่าสุด โดยเขาให้ข้อมูลว่าเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินติด 1 ใน 10 ของเกาหลี และมีประสบการณ์การทำรถไฟฟ้าในหลายประเทศ ทั้งเซ้าท์แอฟริกา ยุโรปและตะวันออกกลาง เบื้องต้นเขาแจ้งว่าทราบข่าวจากทางอินเตอร์เน็ต จึงติดต่อผ่านทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาขอพบ เพื่อขอข้อมูลรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อจะได้นำไปเสนอประธานบริษัทฯ ทราบและเดินทางมาพบปะหารือกับหน่วยงานต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง พร้อมด้วยทีมวิศวกร เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง”
นายตรี กล่าวอีกว่า จากการที่จังหวัดภูเก็ตได้จัดทำร่างประกาศเชิญนักลงทุนให้เข้ามาเสนอโครงการลงทุนรถไฟฟ้ารางเบา และให้ทางอัยการจังหวัดภูเก็ตพิจารณาเนื้อหารายละเอียดให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ปรากฏว่าจะต้องส่งให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ตอบกลับมา แต่คาดว่าน่าจะทราบผลภายใน 2 เดือนนี้ และในการพิจารณาบริษัทที่สนใจเสนอตัวเข้ามาลงทุนจะมีคณะกรรมการซึ่งจังหวัดได้แต่งตั้งไว้แล้วมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อคัดเลือกบริษัทที่ศักยภาพและความพร้อมในการลงทุน โดยเฉพาะสถานการณ์เงินที่มั่นคง รวมถึงเงื่อนไขต่างๆที่จะให้กับจังหวัดภูเก็ต โดยจะคัดให้เลือกเพียง 3 บริษัทที่ดีที่สุด จากนั้นจะเสนอข้อมูลให้รัฐบาลพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่มีศักยภาพสูงสุดเป็นผู้ลงทุนในโครงการดังกล่าว

มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทาน


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ที่บริเวณลานด้านหน้าโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานในพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์และสโมสรโรตารี่ทุ่งคา จัดขึ้น โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นพ.ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต นางนลินี อัครเดชา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สมาชิก อบจ.ภูเก็ต สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต ตัวแทนสถาบันพัฒนาการเด็กนครินทร์ ผู้แทนองค์การ Wheels for the world (Joni and friend) จากประเทศสหรัฐอเมริกา สมาชิกสโมสรโรตารี่ในจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งตัวแทนผู้พิการเข้ารับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานฯ ดังกล่าว เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
นพ.ศักดิ์ แท่นชัยกุล กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ อบจ.ภูเก็ต ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แก่คนพิการเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้คนพิการทุกคนในจังหวัดภูเก็ตเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกายอุปกรณ์ เพื่อให้คนพิการสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยไม่เป้นภาระทางสังคม โดยที่ผ่านมาได้มีการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้แก่ผู้ป่วยเรื้อรังที่นอนติดเตียงและผู้พิการทางการเคลื่อนไหว อาทิ เตียงผู้ป่วย ที่นอนลม เครื่องดูเสมหะ ไม้เท้า วัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้จำเป็นสำหรับผู้พิการ เช่น ผ้าอ้อมอนามัย ยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น
ทั้งนี้ได้มีการสำรวจความต้องการอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลือความพิการของจังหวัดภูเก็ตในปี 2554 พบผู้พิการต้องการรถเข็นนั่งและกายอุปกรณ์ที่จำเป็นจำนวน 70 ราย จึงได้ขอรับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์และสโมสรโรตารี่ทุ่งคา จนเป็นที่มาของการมอบอุปกรร์ทางการแพทย์พระราชทานฯ ดังกล่าว นพ.ศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่มุ่งเน้นให้กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่บุคคลเหล่านั้น อบจ.ภูเก็ต จึงได้จัดทำโครงการภูเก็ตแคร์ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต จัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการในชุมชน ซึ่งการดำเนินการทั้งสองโครงการที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการได้รับการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจจากบุคลากรทางการแพทย์และสหวิชาอื่นๆ ตลอดจนพัฒนาด้านสังคมให้แก่บุคคลเหล่านี้ให้สามารถกลับมาช่วยเหลือตนเองและเข้ามาสู่สังคมได้อย่างมั่นใจขึ้น รวมทั้งยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภาคเอกชน เป็นต้น
สำหรับในปีงบประมาณ 2554 อบจ.ภูเก็ตได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตและสโมสรโรตารี่ทุ่งคา ทำการค้นหาผู้พิการที่ต้องการรถวีลแชร์ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ และสโมสรโรตารี่ทุ่งคา 2 ประเภท คือ รถเข็น สำหรับคนพิการที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ซึ่งต้องวัดตัวผู้พิการเป็นรายบุคคล จำนวน 30 ราย จากสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กับรถวีลแชร์ชนิดหัวลาก สำหรับคนคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้ จากสโมสรโรตารี่ทุ่งคา นายไพบูลย์กล่าว


ดึงนักเรียนร่วมภาคีผลิตสื่อสร้างสรรค์


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 54 ที่ห้องจามจุรี 2 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตสื่อสร้างสรรค์ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ซึ่งทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้น โดยมีนางอุไร เลอศักดิ์อนุสรณ์ นักวิชาการชำนาญพิเศษ รักษาการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ส่วนราชการที่เกี่ยว และผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย นักเรียน นักศึกษา คณะครู อาจารย์ จากสถานศึกษาต่างๆ ใน จ.ภูเก็ต เข้าร่วมประมาณ 100 คน ทั้งนี้มีวิทยากรจากชมรมผู้สื่อข่าวภูเก็ต ช่อง 9 อสมท.จังหวัดภูเก็ต และโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา
นางอุไร เลอศักดิ์อนุสรณ์ นักวิชาการชำนาญพิเศษ รักษาการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณ ประจำปี 2554 ให้จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในพื้นที่จังหวัดให้เกิดความต่อเนื่อง โดยให้ดำเนินโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้ทราบถึงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ด้านการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ และภาพยนตร์สั้น อันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระตุ้นปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักวัฒนธรรมไทย และนำไปสู่การรักษา เผยแพร่ความเป็นไทยผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์และภาพยนตร์สั้น
ขณะที่นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับของประเทศและของโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัดมาจากการมีธุรกิจบริการเกี่ยวกับท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นบริษัทนำเที่ยว โรงแรม การจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองหรือของที่ระลึก เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีทรัพยากรที่เอื้อต่อการดำเนินการด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมและวัฒนธรรมประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมท้องถิ่นอย่างอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นการเผยแพร่และการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากสื่อต่างๆ เช่น ทางสถานีโทรทัศน์ วารสาร นิตยสาร แผ่นปลิว ป้ายโฆษณา เป็นต้น ซึ่งการจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ได้ศึกษาหาความรู้ และนำไปประยุกต์ใช้หรือนำสู่การผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ต

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ระดมสมองอนุรักษ์สวล.และศิลปกรรมท้องถิ่น


เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ที่ห้องประชุมโรงแรมเมโทรโพล อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการสัมมนาประจำปีทางวิชาการผู้นำหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมท้องถิ่น พ.ศ.2554 ซึ่งหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ บุคากรและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายหน่วยอนุรักษ์ฯ 5 ภาค หัวหน้าและเจ้าหน้าที่หน่วยอนุรักษ์ฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมี ผศ.ดร.ประภา กาหยี อธิการมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ โอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการเสวนาเรื่อง ศิลปกรรมกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ด้วย
สำหรับการจัดสัมมนาทางวิชาการดังกล่าว เพื่อประชุมชี้แจงนโยบายการดำเนินงานของหน่วยอนุรักษ์ฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสรุปรายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2554 และเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการดำเนินงานของหน่วยอนุรักษ์ฯ ด้วย
ผศ.ดร.สาวิตร พงศ์วัชร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์ฯ จังหวัดภูเก็ต และประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายหน่วยอนุรักษ์ฯ ภาคใต้ กล่าวว่า ด้วยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2527 และวันที่ 28 สิงหาคม 2527 โดยมีหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติศิลปกรรมท้องถิ่น ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น เฉพาะในส่วนภูมิภาค 75 จังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานในท้องถิ่นรวม 5 ภาค โดยมีหน้าที่สนับสนุนประสานงานทางด้านวิชาการ สำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมในพื้นที่รับผิดชอบ
ทั้งนี้ทาง สผ.ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยอนุรักษ์ฯ ทั้ง 75 จังหวัด ด้วยการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการดำเนินงานภายใต้แผนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมมาโดยลำดับ
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สาวิตร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาในส่วนของหน่วยอนุรักษ์ฯจังหวัดภูเก็ต ได้เข้าได้เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรมให้กับกลุ่มเยาวชน ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการร่วมกันดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมของแต่ละท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเพื่อนำไปดำเนินการแก้ไข
จากการทำงานในช่วงที่ผ่านมาปัญหาที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษสำหรับภูเก็ต จะเป็นเรื่องการเติบโตอย่างรวดเร็วของการท่องเที่ยวซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนอาคารสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส การขยายอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทรซึ่งไม่สามารถทำได้เนื่องจากความคับแคบ การปลูกสร้างอาคารใหม่บดบังอาคารสถาปัตยกรรมดั้งเดิม การใช้สีทาอาคารที่ไม่สอดคล้อง การตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขา เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่างๆ ดังกล่าวหน่วยอนุรักษ์ฯ ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เอง ต้องอาศัยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเข้ามาดำเนินการ แต่ทั้งหมดนั้นคิดว่าขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ประกอบการด้วย ผศ.ดร.สาวิตร กล่าว

สร้างเครือข่ายสถานศึกษาร่วมแนะแนวอาชีพ


เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เปิดประธานเปิดโครงการสัมมนาโครงการสร้างเครือข่ายการแนะแนวอาชีพ ซึ่งทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือและขยายเครือข่ายในการดำเนินงานด้านการแนะแนวอาชีพตามยุทธศาสตร์หนึ่งโรงเรียน หนึ่งเครือข่ายการแนะแนวอาชีพระหว่างกรมการจัดหางานกับสถานศึกษา โดยมีครูแนะแนวจากสถานศึกษาต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม จำนวน 60 คน
นายนพดล พลอยอยู่ดี จัดหางานจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การสัมมนาดังกล่าวเป็นการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือและขยายเครือข่ายในการดำเนินงานด้านการแนะแนวอาชีพตามยุทธศาสตร์หนึ่งโรงเรียน หนึ่งเครือข่ายการแนะแนวอาชีพระหว่างกรมการจัดหางานกับสถานศึกษา โดยเชิญชวนให้ครูแนะแนว รวมทั้งผู้แทนหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามาเป็นเครือข่ายของสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต เพื่อช่วยบริการ ประสานงาน หรือให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนตามภารกิจของสำนักงานฯ ทั้งในด้านการส่งเสริมการมีงานทำ ทั้งงานในระบบและการประกอบอาชีพอิสระ การแนะแนวอาชีพ การบริการจัดหางาน โดยเฉพาะเครือข่ายครูแนะแนวจะมีบทบาทที่สำคัญในการประสานงานหรือร่วมบริการ ด้านการแนะแนวอาชีพในสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า โครงการสร้างเครือข่ายแนะแนวอาชีพ เป็นกิจกรรมหนึ่งของสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต ในการส่งเสริมการมีงานทำซึ่งจะต้องมีข่าวสารตลาดแรงงานที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่การแนะแนวอาชีพที่มีประสิทธิภาพและการบริการจัดหางานให้กลุ่มเป้าหมายได้มีงานทำตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งมีทั้งนักเรียน นักศึกษา เยาวชนในสถานพินิจฯ กลุ่มบุคคลพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ คนหางาน และประชาชนทั่วไป จะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีจำนวนมากและมีอยู่ทั่วไปในจังหวัดภูเก็ต การปฏิบัติหน้าที่เพียงลำพังของสำนักงานฯ คงเกินวิสัยที่จะสามารถทำได้ครอบคลุมทั่วถึงและสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่เป็นครู อาจารย์ และตัวแทนหน่วยงาน องค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยงานด้านการแนะแนวอาชีพให้ข้อมูลความรู้ข่าวสารตลาดแรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน อย่างมีประสิทธิภาพ

สมาชิกสธวท.-ภูเก็ตคว้า 8 รางวัลประจำปี 2554


เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 54 ที่ห้องประชุมโรงแรมเพิร์ลภูเก็ต นางอุไรรัตน์ อติเศรษฐ์ นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย – ภูเก็ต (สธวท.-ภูเก็ต) ได้เป็นประธานจัดงานเลี้ยงสังสรรค์แสดงความยินดีแก่สมาชิก สธวท.ภูเก็ต ผู้ได้รับรางวัล ประจำปี 2554 โดยมีสมาชิก รวมถึงแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก
โดยรูปแบบการจัดงาน เป็นการจัดเลี้ยงอาหาร ร่วมร้องเพลงสังสรรค์ และรมอบของขวัญ พร้อมดอกไม้ เพื่อแสดงความยินดีแก่สมาชิกผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ประจำปี พ.ศ.2554 ซึ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน
สำหรับสมาชิก สธวท.-ภูเก็ต ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ประจำปี พ.ศ.2554 มีทั้งหมด 8 รางวัล ดังนี้ นางวิภาพรรณ คูสุวรรณ ได้รับการยกย่องเป็นแม่ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2554 โดยสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, ครอบครัวนางกัญญรัศม์-นายจิรวิทย์ ปิติกุลสถิตย์ ได้รับพระราชทานรางวัลครอบครัวไทยมีสุข สภาสตรีแห่งชาติฯ ประจำปี พ.ศ.2554 จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระวรชายา ณ วังศุโขทัย, นางสมบูรณ์ศรี โกยศิริพงศ์ ได้รับการยกย่องเป็นสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต ประจำปี พ.ศ.2554 โดยสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสวันสตรีไทย 1 สิงหาคม 2554,
นางสิวเอียบ วุฒิธรรมาภรณ์ ได้รับการยกย่องเป็นแม่ดีเด่นจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2554 ซึ่งกำหนดจะเข้ารับรางวัลจากนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต,นางจรรยาวรรณ สุวัณณาคาร ประธานฝ่ายพัฒนาสตรี สธวท.-ภูเก็ต เป็นผู้แทนสมาคมฯ รับมอบเกียรติบัตรรางวัลโครงการสุดยอดเพชรน้ำหนึ่ง ระดับภาค ประจำปี พ.ศ.2554 โดยสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ จากผลงานโครงการฝึกอาชีพปักเลื่อมลูกปัดบนผ้าปาเต๊ะ แก่ผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต,
นางเบญจมาศ โกยศิริพงศ์ ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2554, นางสาวเฉลิมรัตน์ ดิลกแพทย์ แห่งโรงเรียนคอมพิวเตอร์อัจฉริยะภาพ ได้รับรางวัลชนะเลิศ Robot Performance Award 2011 และรางวัลชนะเลิศการแข่งขันโอลิมปิคหุ่นยนต์ ประจำปี 2554 โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงวิทยาศาสตร์
สุดท้ายนางพรทิพย์ เปี่ยมวิวัตติกุล แห่งบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชนะเลิศ ตัวอย่างความสำเร็จการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทธุรกิจขนาดย่อม โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.) และด้วยบรรจุภัณฑ์แบบชิโนโปรตุกีส ของร้านพรทิพย์ ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Design Excellent Award 2011 กลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้า ในโครงการการประกวดสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีเด่นประจำปี 2554 โดยสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งทำให้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Awards 2011 ด้านบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะเข้ารับมอบรางวัลจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ภายในเดือนกันยายนศกนี้ (นับเป็นรางวัล PM’s Awards ที่ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน)

“Advanced Cardiac Life Support and AEDs”


โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ร่วมกับ สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “Advanced Cardiac Life Support and AEDs” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยชีวิตขั้นสูงในผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤติ ที่ถูกต้องตรงตามมาตรฐานระดับสากล ให้กับคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล กิจกรรมดีๆ ที่รพ.กรุงเทพภูเก็ตได้จัดอบรมทีมแพทย์และบุคลากรของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรารถนาให้ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน


วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

“จักรยาน 7 แผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติฯ”

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 54 บริเวณหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล (อบต.เชิงทะเล) อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายสาธิต กลิ่นภักดี ท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายมาโนช พันธุ์ฉลาด นายก อบต.เชิงทะเล และคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน อบต.เชิงทะเล ร่วมให้การต้อนรับคณะนักปั่นรถจักรยาน โครงการจักรยาน 7 แผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 จำนวนประมาณ 40 คนจากทั่วประเทศไทย
ทั้งนี้นักปั่นรถจักรยานดังกล่าว มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มทำการปั่นรถจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา – วันที่ 17 สิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ 1 เส้นทางจากหาดใหญ่ จ.สงขลา -ปีนัง ประเทศมาเลเซีย - จ.สตูล และในช่วงที่ 2 วันที่ 18 สิงหาคม – วันที่ 3 กันยายน 2554 เส้นทาง สตูล-ตรัง-กระบี่-พังงา -ภูเก็ต -ระนอง -ชุมพร-ประจวบฯ, เพชรบุรี- ราชบุรี- นครปฐม โดยในขบวนจักรยาน มีการประดับธงตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา,จัดทำสมุดลงนามถวายพระพรจากนักปั่นรถจักรยานและประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ และนำหนังสือ “เดินตามรอยพ่ออยู่อย่างพอเพียง” แจกจ่ายสู่ประชาชนทุกภูมิภาค เพื่อขยายแนวความคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย
อย่างไรก็ตามการปั่นรถจักรยาน โครงการจักรยาน 7 แผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติฯ กำหนดเส้นทางและโครงการออกเป็น 12 ช่วง ทำการปั่นรถจักรยานผ่าน 7 ประเทศ ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย พม่า จีน เวียดนาม ลาว และเขมร เริ่มโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม จนถึงวัน 5 ธันวาคม รวมระยะเวลา 116 วัน ระยะทางทั้งสิ้น 7,500 กิโลเมตร และจะสิ้นสุดการที่สนามหลวง กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554
อนึ่งโครงการจักรยาน 7 แผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติฯ ทางคณะกรรมการดำเนินงานโครงการจักรยานเสือภูเขาลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย กลุ่มชมรมจักรยาน และนักปั่นจักรยานจากทุกภาค ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกลุ่มอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม และกีฬากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปลูกฝังแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กระจายสู่ชุมชนในระดับรากแก้วอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง เพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปรักการปั่นจักรยาน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการอนุรักษ์พลังงาน

สำหรับในวันพรุ่งนี้ 23 ส.ค. 54 ขบวนนักปั่นจะทำการปั่นรถจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ จะทำการปั่นจักรยานจากที่พัก ใช้เส้นทางถนนเจ้าฟ้าตะวันออก (สี่แยกดาวรุ่ง)มุ่งตรงไปยังห้าแยกฉลอง แวะพักดื่มน้ำที่ท่าเทียบเรือฉลอง เดินทางต่อไปยังหาดราไวย์ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่แหลมพรหมเทพ ปั่นต่อไปยังหาดกะตะ ผ่านจุดชมวิวกะรน ไปยังป่าตองแวะพักดื่มน้ำที่สวนสาธารณะโลมาขึ้นเขาป่าตอง มายังสี่แยกกะทู้ ผ่านบ้านเก็ตโฮ่ สี่แยกไทนาน แวะพักที่สนามสุระกุล และปั่นกลับไปยังที่พัก ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สะพานหิน และในวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 07.30 น.คณะนักปั่นจะประกอบพิธีถวายพระพร ที่เวทีกลางสะพานและจากนั้นจะทำการปั่นรถจักรยานออกจากสะพานหินเพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดพังงาต่อไป 

ตรวจสอบการปรับหน้าดินบนภูเขาในทอน


เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 54 ที่บริเวณบ้านในทอน ม.4 ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบการขุดตักหน้าดินและการทำลายป่า ซึ่งลักษณะบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูง สามารถมองเห็นวิวทะเลของหาดในทอนได้อย่างชัดเจน และในบริเวณใกล้เคียงพบว่ามีการขุดตักหน้าดินภูเขา เพื่อปรับแต่งสร้างถนนความยาวประมาณ 1,000 เมตร นอกจากนั้นยังพบว่ายังมีการตัดทำลายต้นไม้ขนาดใหญ่ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการบันทึกภาพไว้เพื่อรอการตรวจสอบต่อไป
นายสมเกียรติ กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว สืบเนื่องจากทางกระทรวงมหาดไทย ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตว่า ที่บริเวณดังกล่าวมีการขุดทำลายภูเขา ส่งผลทำให้ป่าไม้เสื่อมสภาพ ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่ พบว่ามีการเปิดหน้าดิน และถมลำราง ความยาวประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งเบื้องต้นเท่าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว มีความสูงเกินที่กฎหมายกำหนด และการกระทำดังกล่าวมีการผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าที่มีการขุดทำถนนได้มีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่อย่างไร ทราบเบื้องต้นว่ามีบริษัทเอกชนรายหนึ่งนำโฉนดไปยื่นขอก่อสร้างถนนคสล.กับ อบต.สาคู เพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งจะได้ทำบันทึกเพื่อหาผู้กระทำความผิดมาสอบสวนต่อไป