จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภูเก็ตซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม





เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ที่บริเวณชุมชนชายหาด ด้านข้างไซมอนคาร์บาร์เล่ นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการฝึกซ้อมแผนโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม ซึ่งทางจังหวัดภูเก็ต โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับเทศบาลเมืองป่าตอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กับบริษัท นำแสง เจนเนอเรเตอร์ กรุงเทพ (ภูเก็ต) จำกัด บริษัท สุวรรณรัตน์การโยธา จำกัด และบริษัท กฤษติชัย การโยธา จำกัด ด้วยการสนับสนุนเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักรกลเฉพาะด้าน เมื่อเกิดสาธารณภัยขนาดใหญ่ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน รวมทั้งมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เข้าร่วม

นายสันติ์ จันทรวงษ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี รายงานว่า จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ 14 หมู่บ้าน/ชุมชน 10 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้ โดยเฉพาะพื้นที่เทศบาลเมืองป่าตอง เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากองค์ประกอบทางกายภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชันริมเชิงเขา การขยายตัวของเมือง การปรับเปลี่ยนสิ่งปกคลุมดิน การกีดขวางการระบายน้ำ หากมีฝนตกหนักและปริมาณน้ำฝนสะสมสูงอาจก่อให้เกิดน้ำไหลหลากและเกิดดินถล่มได้

การฝึกซ้อมแผนป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่มขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ บุคลากรของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการประสานการปฏิบัติ และการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งการระดมทรัพยากรด้านต่างๆ

โดยการฝึกซ้อมครั้งนี้แบ่งเป็น ภาควิชาการ การฝึกซ้อมในที่บังคับการ และการฝึกซ้อมปฏิบัติจริง โดยสมมุติสถานการณ์ เกิดดินถล่มในบริเวณชุมชนเขตเทศบาลเมืองป่าตอง เกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ จำเป็นต้องระดมสรรพกำลังด้านบุคลากร ทรัพยากร ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามซึ่งเป็นครั้งแรกของจังหวัดภูเก็ต คัดแยกให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย ตลอดจนการลำเลียงส่งต่อผู้ป่วยของทีมแพทย์และพยาบาล นายสันติ์กล่าว และว่า ผลจากการฝึกซ้อมเป็นไปตามที่กำหนดไว้ และจะได้นำข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไปปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

10 ชาติสมาชิกอาเซียนจัดตั้งกองทุนพัฒนา SMEs


เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาแนวทางในการก่อตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SMEs ในภูมิภาคอาเซียน โดยนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนการค้าไทย ผู้อำนวยการกลุ่มการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ-สำนักเลขาธิการอาเซียน หัวหน้าส่วนพัฒนาธุรกิจภูมิภาค ประจำภูมิภาคยุโรปเหนือ-คณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ร่วมปาฐกถาพิเศษให้กับผู้ร่วมประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานส่งเสริม SMEs จากประเทศอาเซียน+3 หน่วยงานทางการเงินจากกลุ่มประเทศอเซียน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม กระทรวงการคลัง และสำนักงานเจโทร กรุงเทพมหานคร

นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมฯ ว่า ประเทศไทยโดย สสว.ได้รับมอบหมายจากคณะทำงานด้าน SME อาเซียนในการศึกษากรอบและรูปแบบของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SME อาเซียน โดยในครั้งนี้ สสว.ได้นำเสนอร่างการศึกษาแก่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเพื่อพิจารณา ให้ข้อคิดและข้อแนะนำ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการก่อตั้งและจัดการกองทุน ซึ่งในการดำเนินการศึกษาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ และความร่วมมือจากหน่วยงานส่งเสริม SMEs ในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว พม่า และเวียดนาม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง อาทิ คณะกรรมาธิการยุโรป ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นต้น ในการให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SME อาเซียน

“แม้ว่ากองทุนนี้จะริเริ่มในคณะทำงานด้าน SME อาเซียน แต่ภาคเอกชนได้เรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เนื่องจากจะสามารถช่วยพัฒนาผู้ประกอบการในภูมิภาคให้มีศักยภาพและสามารถออกสู่ตลาดโลกได้ โดยสภาที่ปรึกษาอาเซียนยังได้ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ด้านสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขณะที่ผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลุ่มแม่น้ำโขง ก็ได้ร่วมถกเถียงแผนงานเพื่อกองทุนค้ำประกันเงินกู้สำหรับกลุ่มแม่น้ำโขง”

นายชาวันย์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันเพื่อก้าวสู่เป้าหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คณะทำงานอาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น เพื่อใช้เป็นแผนงานเชิงบูรณาการการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ในการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีความชัดเจนขึ้น โดยในส่วนของ SMEs มีการดำเนินงาน 5 โครงการ คือ 1.จัดตั้งหลักสูตรร่วมกันสำหรับผู้ประกอบการในอาเซียน 2.จัดตั้งศูนย์ให้บริการครบวงจรสำหรับ SMEs ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและภูมิภาคย่อยของประเทศสมาชิก 3.จัดตั้งการให้บริการทางการเงินสำหรับธุรกิจ SMEs ในแต่ละประเทศสมาชิก 4.จัดตั้งโปรแกรมส่งเสริมการฝึกปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค และ 5.จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SMEs ในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดกำหนดแล้วเสร็จในปี 2558


วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทช.จัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเล 53


เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ดร.นิศากร โฆษิตรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล 2553 “ความหลากหลายทางชีวภาพทะเลในประเทศไทย: อุปสรรคและโอกาส” ซึ่งทางคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวม 16 องค์กร จัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400 คน

การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิจากในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 7 เรื่อง การเสวนาจำนวน 2 เรื่อง การนำเสนอผลงานวิจัยจำนวน 150 เรื่อง แยกเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 84 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 66 เรื่อง เช่น การพยากรณ์แนวโน้มของระดับน้ำในทะเลอันดามันด้วยตัวแบบถดถอยบนตัวเองเชิงนุกรมเวลา การประยุกต์ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการทำแผนที่ปะการัง ผลกระทบจากการท่องเที่ยวและมาตรการจัดการแนวปะการังน้ำตื้น เกาะไข่นอก จ.พังงา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ แนะนำกิจกรรมและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวม 25 หน่วยงาน โดยจัดไปถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้

นายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในประเทศไทย รวมทั้งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและการประมง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลและกิจกรรมต่างๆ ในทะเล เช่น การท่องเที่ยว การประมง เป็นต้น รวมทั้งจากปัจจัยธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้หรือการกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการจำเป็นต้องดำเนินการบนพื้นฐานของวิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง

“ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของคณะกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ภายใต้ยูเนสโก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกครั้งหนึ่ง โดยมอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน เป็นผู้ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพร่วมอีก 16 แห่ง ทั้งภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ดำเนินการศึกษาวิจัยในหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาวิจัย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายประวิมกล่าว



ชาวเลราไวย์ภูเก็ตกินเต่าทะเลตาย

นายวรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีชาวไทยใหม่ (ชาวเล)บ้านราไวย์ ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต เสียชีวิตจากการรับประทานเนื้อเต่าทะเลซึ่งนำมาประกอบอาหารรับประทานกันในหมู่บ้านและเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จำนวน 3 ราย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นความจริง โดยเหตุเกิดเมื่อประมาณวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยสองรายแรกเสียชีวิตหลังจากรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง มีอายุ 55 ปี กับเด็กอายุ 11 เดือน ส่วนอีกรายเสียชีวิตหลังจากรับประทานเนื้อเต่าทะเลไปแล้ว 2 วัน

“หลังเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของชาวไทยใหม่ทั้ง 3 ราย ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานระบาดวิทยาและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ได้ลงพื้นที่และเก็บตัวอย่างเนื้อเต่าทะเลไปตรวจสอบ พบว่าเนื้อเต่าทะเลที่นำไปทำอาหารนั้นมีพิษสะสมอยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปพิษที่อยู่ในเนื้อของเต่าทะเลก็ส่งผลให้คนที่มีภูมิต้านทานต่ำเกิดอาหารปวดท้องและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันผู้ที่มีภูมิต้านทานเพียงพออาจจะได้รับผลด้วยแต่ไม่มากนัก”

นายวรรณเกียรติ กล่าวด้วยว่า พิษที่อยู่ในเต่าทะเลที่ชาวไทยใหม่นำไปฆ่าและประกอบอาหารรับประทานนั้น คาดว่าจะกินพืชหรือฟองน้ำที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษตกค้างสะสมในร่างกายหรือเนื้อเยื้อโดยเฉพาะเครื่องในของเต่าทะเล ซึ่งกรณีที่เต่าทะเลจะมีสารพิษสะสมอยู่ในร่างกายได้นั้นจะขึ้นอยู่กับอาหารที่เต่าทะเลกินเข้าไป ซึ่งเต่าทะเลที่ชอบกินฟองน้ำเป็นอาหารนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเต่ากระเสีย ขณะที่เต่าชนิดอื่นๆ เช่น เต่าตะนุ เต่าหญ้า เป็นต้น จะกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก ส่วนเต่ามะเฟืองจะกินแมงกะพรุน

อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นได้มีชาวไทยใหม่จำนวนหนึ่งเดินทางมาพบตน เพื่อขออนุเคราะห์เต่าทะเลในการนำไปปล่อยทะเล เนื่องจากได้มีการไปดูหมอและมีความเชื่อว่าเป็นการลงโทษที่ไปทำร้ายเต่าทะเลจนเสียชีวิต ดังนั้นหากจะให้พ้นเคราะห์ไปได้จะต้องทำการปล่อยเต่าทะเล นายวรรณเกียรติกล่าวว่า และว่าปัจจุบันสถานการณ์ของเต่าทะเลในฝั่งอันดามันก็ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพบว่าในช่วงที่ผ่านมายังมีเต่าทะเลที่ติดเครื่องมือการทำประมงได้รับบาดเจ็บจนพิการและเสียชีวิตยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตายของชาวไทยใหม่ก็จะน่าจะช่วยรณรงค์ไม่ให้คนทำร้ายเต่าทะเลได้ส่วนหนึ่ง


ตร.เมืองภูเก็ตรวบ 2 ใน 3 ขาโจ๋ยิงคู่อริดับ


เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยพ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ภูเก็ต พ.ต.ท.จำรูญ พลายด้วง รอง.ผกก.สส.สภ.เมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม 2 ใน 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ประกอบด้วย นายณรงค์ศักดิ์ บุญพรหม อายุ 19 ปี และนายขจร จันทศรี อายุ 27 ปี

ทั้งนี้พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่นายวิธาน ช่วยเกื้อ อายุ 17 ปี ขี่รถ จยย.ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน กวพ 397 ภูเก็ตเข้าไปจอดเติมน้ำมันที่ปั้มอนุภาษและบุตร สาขา 1 ถ.พังงา อ.เมืองภูเก็ต จากนั้นได้มีชายวัยรุ่นขี่รถ จยย.จำนวน 3 คันเข้ามาจอดประกบรถนายวิธาน โดยนายวิธานกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ จึงเกิดการชกต่อยกันขึ้น โดย 1 ใน 3 วัยรุ่นได้ชักอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ออกมาจ่อยิงนายวิธานจนล้มลงไปนอนจมกองเลือดกับพื้น แล้วหลบหนีไป จากนั้นทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมก็ได้นำร่างของนายวิธาน ส่งรพ.วชิระภูเก็ต แต่นายวิธานทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งทราบว่า นายวิธานมีเรื่องบาดหมางกับนายณรงค์ศักดิ์มาก่อน ซึ่งอดีตแฟนสาวของนายณรงค์ศักดิ์ได้มาคบหากับนายวิธาน สร้างความโกธรแค้นให้กับนายณรงค์ศักดิ์เป็นอย่างมาก จึงได้ร่วมกับเพื่อนออกตระเวนหา จนกระทั่งมาพบนายวิธาน กำลังจอดรถจยย.เพื่อเติมน้ำมันอยู่ที่ปั้มดังกล่าว และได้เข้าไปต่อว่าและได้ชกต่อยกัน เมื่อสบโอกาสได้ใช้ปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ยิงนายวิธาน 1 นัด จากนั้นก็ได้หลบหนี จนไปเสียชีวิตที่ รพ. โดยนายณรงค์ศักดิ์เคยถูกจำคุกในคดีฆ่าผู้อื่นมาแล้ว

ได้ภาพสเก็ตมือฆ่าสาวท้องยัดกระเป๋าแล้ว


จากกรณีที่มีชาวบ้านพบศพหญิงสาวสูงราว 150 – 155 ซม.อายุราว 20 – 25 ปี น้ำหนักประมาณ 45 – 50 กก.ผมดำยาวปะบ่าถูกแทงด้วยของมีคมเข้าที่กลางหน้าอก – ท้ายทอยถูกใส่ถุงพลาสติกสีดำยัดกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินขนาดกว้าง 50 ซม.ยาว 75 ซม.หนา 25 ซม.ยี่ห้อ Samsonlta สภาพเปลือยล่อนจ้อน นิ้วนางขวาสวมแหวนเงินรูปหัวใจ 1 วง โดยไม่พบรอยสักหรือหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วันถูกทิ้งไว้ริม ถ.เจ้าฟ้าตะวันตกตัดใหม่ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต ทางไป ม.วิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ต.กะทู้ อ.กะทู้ เมื่อช่วงสายวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจมุ่งประเด็นการสังหารโหด 2 เรื่องหลักๆ คือ ชู้สาว – ฆ่าปิดปาก

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 28 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวฆาตกรโหดรายนี้มาดำเนินคดีว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วิจักษณ์ ตารมย์ สว.สส.นำทีมสืบสวนออกสืบหาเบาะแสของผู้ตายอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก จนกระทั่งน.ส.สายพิณ สาริกบุตร เจ้าของสวีทฮาร์ทบาร์ ตั้งอยู่บริเวณหาดกะรน อ.เมืองภูเก็ต มาขอดูศพพร้อมกับยืนยันว่าเป็นศพ น.ส.วันเพ็ญ เพียรใจ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ 11 ต.บ่อรัง อ.เชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พนักงานที่ทำงานอยู่ที่บาร์เบียร์ของตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากเพื่อนของผู้ตายได้ทราบว่าผู้ตายใส่แหวนเงินรูปหัวใจและยังได้ยืนยันบาดแผลที่หน้าท้องของผู้ตายที่เกิดจากการผ่าครรภ์ จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายคือ น.ส.วันเพ็ญ

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการสอบสวนน.ส.สายพิณ สาริกบุตร เจ้าของสวีทฮาร์ทบาร์ เพิ่มเติม จนทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ตายกำลังทำความสะอาดบาร์อยู่นั้น ได้มีชายชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ – สัญชาติ อายุราว 35 – 40 ปี รูปร่างท้วม สูงราว 175 – 180 ซม.ไหล่หนา ช่วงขาเรี่ยว ไว้ผมรองทรง ผมสีน้ำตาลยักโศก ไว้หนวดเครารุงรังตั้งแต่จอนถึงคาง ใบหน้าเรียว คิ้วห่างสีน้ำตาล สันจมูกโด่ง ปากบาง ติ่งหูไม่ย้อยขี่รถ จยย.ไม่ทราบยี่ห้อ – สีและทะเบียนเข้ามาจอดหน้าร้านพร้อมกับเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ตาย จากนั้นได้สั่งเบียร์มานั่งดื่มพูดคุยกับผู้ตายอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้ตายจะได้นั่งซ้อนท้ายรถ จยย.ของชายดังกล่าวออกไป รุ่งมาอีกวันผู้ตายไม่ได้มาทำงานที่บาร์อีกเลย จนกระทั่งทราบข่าว จึงมาขอดูศพพร้อมกับยืนยันว่าผู้ตายคือ น.ส.วันเพ็ญ

พ.ต.อ.วันไชย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการขยายผลทราบว่าชายดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ชอบรักร่วมเพศกับชายด้วยกันหรืออาจมีเซ๊กส์กับหญิงสาวด้วยก็ได้ แต่จะต้องมีการร่วมเพศทางหลัง ซึ่งคาดว่าหลังจากที่ผู้ตายออกไปกับฆาตกรแล้ว และได้ไปยังที่พักของฆาตกร จากนั้นทั้ง 2 อาจจะมีเพศสัมพันธ์กัน โดยที่ผู้ตายไม่ทราบว่าฆาตกรมีจิตไม่ปกติที่ชอบทางหลัง เมื่อฆาตกรขอมีเซ๊กส์ทางหลัง โดยผู้ตายอาจไม่ยินยอม จึงทำให้ฆาตกรเสียความรู้สึก และโกธรมาก จึงใช้มีดแทงผู้ตายเสียชีวิต จากนั้นได้ใช้ถุงดำใส่ร่างแล้วยัดลงกระเป๋าเดินทางใส่รถ จยย.มาทิ้งที่ริมถนนสายดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายยังคงอยู่ในพื้นที่ แต่เกรงว่าคนร้ายอาจออกไปหาเหยื่อหญิงสาวตามบาร์เบียร์ต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อสนองตัณหาตัวเองอีก จึงได้ประสานไปยัง สภ.ต่างๆ เร่งออกประชาสัมพันธ์หญิงสาวที่ทำงานตามบาร์เบียร์หรือสถานบันเทิงต่างๆ ให้ระวังฆาตกรตามรูปพรรณดังกล่าว และถ้าใครพบเห็นหรือทราบเบาะแสของคนร้ายสามารถโทรแจ้งตำรวจได้ทันที ซึ่งคนร้ายรายนี้ถือว่าเป็นบุคคลอันตรายเป็นอย่างมาก



หนึ่งโรงเรียนหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย



เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 53 ที่ วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตภูเก็ต ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรหนึ่งโรงเรียนหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย ( One Search and Rescue Team : OSOS ) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2553 โดยมีนายทแกล้ว นุศรีวอ ผู้อำนวยการ วปภ.วิทยาเขตภูเก็ต พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยฝึกอบรม และคณะครูฝึกจาก วปภ. วิทยาเขตภูเก็ตเข้าร่วมงาน

สำหรับการจัดโครงการอบรมในครั้งนี้ ทางวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตภูเก็ต ได้จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ได้จัดการอบรมให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยครั้งนี้ได้จัดการอบรมให้กับน้องๆ เยาวชนจาก โรงเรียน อบจ.บ้านตลาดเหนือ (วันครู 2502) 35 คน และโรงเรียนกะทู้วิทยา 35 คน ซึ่งหลักสูตรในการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยการให้ความรู้ในเรื่องของ ความปลอดภัยในท้องถนน การใช้เชือกในงานกู้ภัย การป้องกันและระงับอัคคีภัย การฝึกปฏิบัติในเรื่องของการปฐมพยาบาลในเหตุต่างๆ และการสมมุติสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมสามารถใช้ทักษะความรู้ และความเข้าใจในเรื่องที่ได้รับจากการอบรมมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมของตนเอง เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้หากเกิดสาธารณภัยขึ้นทั้งกับตนเอง ครอบครัว และคนในสังคมต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อบรมพนังงานแจ้งข่าวคมนาคมภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 53 ที่หอประชุมวิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานเปิดการอบรมพนักงานแจ้งข่าวศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต รุ่นที่ 2 ซึ่งจัดโดยศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต กระทรวงคมนาคม มีนายเรือง บาดาล เลขานุการประธานกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายแพทย์บดินทร์ ละเอียด รอง ผอ.โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นายธีรวุฒิ ศรีตุลารักษ์ ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง แขกผู้มีเกียรติ คณะวิทยากรจากศูนย์ความปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม การท่าอากาศยาน จ.ภูเก็ต สำนักงานตำรวจจังหวัดภูเก็ต และสมาชิกศูนย์ประสานงานข่าวปลอดภัยคมนาคม ร่วมในพิธี

นายธนิต ชลชวลิต ประธานศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต กล่าวว่า ในปัจจุบันภูเก็ตมีการคมนาคมขนส่งขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก ในแต่ละปีทำรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวปีละ 120,000 ล้านบาท เมื่อการท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้น การจราจรต่างๆ ก็ได้ขยายตัวตามมา ไม่ว่าจะเป็นถนนสายต่างๆ มีท่าเทียบเรือเพิ่มมาด้วย รวมทั้งการขยายตัวของสนามบินเพื่อรองรับเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มการจราจรทุกด้าน ย่อมก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีการสูญเสียทั้งทรัพย์สิน และชีวิตเพิ่มมากขึ้น ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการลดอุบัติเหตุโดยเฉพาะหน่วยงานประสานงานแจ้งข่าวให้กับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องเข้าไปทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนตามนโยบายของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากความสำคัญดังกล่าวได้มีการจัดตั้งศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ตขึ้นเมื่อปี 2551 และได้อบรมผู้ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ตเพื่อเป็นสมาชิกในการประสานงานจ่าวและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ จ.ภูเก็ต เพื่อพัฒนาการแจ้งข่าวคมนาคมของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพบรรลุตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงคมนาคมตลอดจนการร่วมมือในการดูแลและป้องกันพื้นที่ไม่ให้เกิดความเสียหายแล้ว 1 รุ่นนั้น ปัจจุบันยังมีผู้ที่สนใจอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของศูนย์ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ต จึงได้มีการเปิดรับสมัครและอบรมให้กับผู้ที่สนใจเป็นผู้ประสานงานข่าวคมนาคมรุ่นที่ 2 ให้กับสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังสำรองสนับสนุนงานกระทรวงคมนาคมและงานของจังหวัดในการป้องกันภัยต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตลอดการเดินทาง อีกทั้งเพื่อเป็นศูนย์อาสาฯ ในยามที่เกิดอุบัติเหตุอุบัติภัยต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย และเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ตและเป็นกำลังสำรอง

3 ปีมูลนิธิบ้านตะวันฉาย

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 53 ที่มูลนิธิบ้านตะวันฉาย บ้านเลขที่ 15/20 หมู่ 1 ถ.เทียมประชาอุทิศ ซอยน้ำหนึ่งใจเดียว ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต ดร.ศุภลักษณ์ กาญจนเมธากุล ประธานมูลนิธิหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ร่วมเป็นประธานเปิดงานประจำปีของหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ซึ่งทางมูลนิธิฯ ร่วมกับผู้ให้การสนับสนุนจัดขึ้นให้กับ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ และผู้ให้การสนับสนุน ร่วมเป็นเกียรติพิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเด็กของมูลนิธิ กิจกรรมการแสดงของเด็กๆ และการจัดเลี้ยงอาหารแก่เด็กๆ โดยทางนายอำเภอเมืองภูเก็ต ได้ถือเอาโอกาสดังกล่าวมอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเด็กของมูลนิธิฯ อีกจำนวนหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ดร.ศุภลักษณ์ ได้กล่าวว่า มูลนิธิหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ก่อตั้งโดยสโมสรไลออนส์ภูเก็ตอันดามันซี สภากาชาดฝรั่งเศส และสมาคมพิทักษ์เด็กภูเก็ต เพื่อสร้างที่พักพิงแก่เด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสหรือเด็กสภาวะยากลำบาก เด็กครอบครัวแตกแยก หรือผลกระทบจากภัยพิบัติ เด็กถูกทารุณ ถูกทอดทิ้ง และเด็กเร่ร่อน เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และอนาคตที่สดใส โดยจัดทำเป็นหมู่บ้านสำหรับเด็กที่ประสบปัญหาได้พักพิง อย่างอบอุ่นด้วยการดูแลตามแบบฉบับแห่งครอบครัวไทย

สำหรับหมู่บ้านเด็กตะวันฉายแห่งนี้ ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 50 จนถึงปัจจุบันมีเด็กในความดูแล จำนวน 94 คน เป็นชาย 43 คน หญิง 54 คน และในจำนวนดังกล่าว เป็นนักเรียน 77 คน ที่เหลือเป็นเด็กก่อนวันเรียน เด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิ มีอายุตั้งแต่ 2 – 18 ปีบริบูรณ์ โดยในส่วนของเด็ก 18 ปี อยู่ที่ความสมัครใจว่าจะอยู่กับเราต่อไปหรือว่าพร้อมจะเผชิญโลกภายนอก ถ้าเด็กเต็มใจที่จะอยู่กับเราต่อไป ทางมูลนิธิก็จะให้การสนับสนุนสู่โรงเรียนนอกระบบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเรามีเด็กที่จบการศึกษาแล้วกลับมาดูแลน้องๆ ในหมู่บ้าน

ดร.ศุภลักษณ์ ยังกล่าวอีกว่า เป้าหมายของมูลนิธิฯ คือการสร้างหมู่บ้านที่สามารถให้ที่พักอาศัยแก่เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสได้ถึง 100 คน ด้วยการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับชีวิตครอบครัวปกติที่สุด และส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อเด็กเหล่านี้จะได้มีอนาคตที่ดี เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มูลนิธิฯ ได้ส่งเสริมและจัดกิจกรรมหลากหลายให้แก่เด็ก เช่น กีฬา ยิมนาสติก ว่ายน้ำ การนั่งสมาธิ งานฝีมือหัตถกรรม นาฏศิลป์ การทำสวน การทำอาหาร การฝึกเรือใบและกิจกรรมทางศาสนา และวัฒนธรรม กิจกรรมรื่นเริง และให้ความรู้ภายในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีการจัดเลี้ยงครบรอบประจำปี และงานฉลองวันคริสต์มาส มูลนิธิฯ ต้องการช่วยเหลือเด็กให้มีอนาคตที่ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสังคม และปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม และประเพณีไทย มีความรู้ ความเข้าใจ รู้คุณค่าของการอยู่ร่วมกันในครอบครัว ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เด็กเหล่านี้มีอนาคตที่ดีขึ้น เด็กทุกคนจะได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีความรักและมีการดูแลด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและสุขภาพอนามัย



ให้ความรู้เครือข่ายยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมโรงแรมโบ๊ทลากูน รีสอร์ท อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม “โครงการรณรงค์สร้างเครือข่ายเพื่อยุติความรุนแรงต่อหญิงและเด็ก” แก่ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลรัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีนายศรีปาล ศรีเปารยะ อัยการจังหวัด สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน จังหวัดภูเก็ต (สคช.จังหวัดภูเก็ต) นายกมลธรรม วาสบุญมา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ โดยมีประชาชนในพื้นที่ตำบลรัษฎาเข้าร่วมการอบรมจำนวน 250 คน

ทั้งนี้นายศรีปาล ได้กล่าวว่า ด้วยในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงจบการศึกษาด้านกฎหมาย และทรงงานเป็นพนักงานอัยการ จึงทำให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงสัมผัสกับความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิดโดยพระองค์เอง จึงทรงธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และความมีพระเมตตา ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกทุกข์ได้ยากในสังคม ทั้งทรงห่วงใยถึงปัญหาการที่ผู้หญิงถูกรังแก ถูกใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ จึงทรงเมตตาตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรีให้กับ ยูนิเฟม ในโครงการ Say No to Violence Against Women ประเทศไทย และโครงการยุติความรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งในปี 2553 ได้กำหนดให้มีการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงจำนวน 100,000 กิจกรรม ครบถ้วนภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล

ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองแนวพระดำริ แสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการคุ้มครองสิทธิสตรี อันเป็นภารกิจหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด สคช.จังหวัดภูเก็ต สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต เทศบาลตำบลรัษฎา และเครือข่ายประชาชนตำบลรัษฎา จัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ถึงสาเหตุปัญหาการล่วงละเมิดและความรุนแรงต่อหญิง และเด็ก รวมทั้งสาเหตุ
ปัญหาในการเกิดความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการแก้ไขปัญหา วิธีการมิให้ถูกล่วงละเมิดและเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พร้อมข้อเสนอแนะสำหรับการทำงานกับครอบครัวที่เผชิญสภาวะการใช้ความรุนแรงต่อหญิง และเด็ก เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และการคุ้มครองสิทธิเด็กและเสตรี และเพื่อสร้างเครือข่ายร่วมกันรณรงค์การยุติความรุนแรงต่อหญิงและเด็ก