จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

เฟ้นหาตัวแทนภาคใต้ นักขับประหยัด 1 ลิตร


นางพิศวรรณ อัชนะพรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา บริษัทเชลล์ ได้เปิดตัว น้ำมันเชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 และ เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล น้ำมันสูตรประหยัดสูงสุด 1 ลิตรต่อถัง ในราคาเท่าเดิม โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าถึงความประหยัด เนื่องจากน้ำมันเชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95/91 เป็นสูตรเพิ่มประสิทธิภาพพิเศษเฉพาะจากเชลล์ที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่สูญเปล่าในเครื่องยนต์ช่วยหล่อลื่นในส่วนที่น้ำมันเครื่องเข้าไปไม่ถึง ทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนได้คล่องตัว ส่วนเชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ช่วยในการจุดระเบิดเร็วขึ้นและการเผาไหม้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในปีนี้ บริษัทเชลล์ฯ จึงได้จัดกิจกรรมการแข่งขัน“สุดยอดนักขับรถประหยัดน้ำมัน 1 ลิตร ทั่วประเทศประกอบด้วยภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคใต้และภาคกลาง (รวมภาคตะวันออกและภาคตะวันตก) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้เข้าแข่งขันและประชาชนผู้ขับขี่รถยนต์ได้รับรู้ว่าน้ำมัน 1 ลิตร สามารถช่วยให้เดินทางได้ไกลเพียงใด นอกจากผู้เข้าแข่งขันจะได้ประสบการณ์ขับรถแบบประหยัดด้วยตนเองแล้วยังได้เคล็ดลับการขับรถประหยัดน้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและแนะนำผู้อื่นได้อีกด้วย

สำหรับภาคใต้ได้ทำการคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย โดยจะแข่งขัน ณ ลานจอดรถโฮมเวิร์ค ตรงข้ามเซ็นทรัลเฟสติวัล จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 30 เมษายน 2554 ผู้ชนะเลิศระดับภูมิภาค นอกจากจะได้รับบัตรเติมน้ำมันเชลล์มูลค่า 30,000 บาท ยังมีโอกาสลุ้นชิงรางวัล รถยนต์ นิสสัน มาร์ช พร้อมได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขันในระดับเอเซีย ณ สนามแข่งนานชาติเซปัง ประเทศมาเลเซีย

นางพิศวรรณ กล่าว คำนวณจากทั้งน้ำมันที่มีความจุและเติมอย่างน้อย 50 ลิตร สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือ 72 ลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล เปรียบเทียบระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานสูตรเดิมของเชลล์ กับสูตรประหยัดเชลล์ ฟิวเซฟ ผลที่ได้อาจมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับรถที่ใช้ สภาวะแวดล้อมและวิธีการขับขี่

ทม.ป่าตอง จัดระบบจราจรใหม่


เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลเมืองป่าตอง นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ประธานการประชุมคณะทำงานจัดระเบียบการจราจรเขตพื้นที่เทศบาลเมืองป่าตอง มีนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง นายชัยรัตน์ สุขบาล และนายประสาน ยอดต่อ รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง และคณะทำงานฯ เกี่ยวข้องทั้งจากอำเภอกะทู้ หัวหน้าจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองกะทู้ สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต สหพันธ์รถบริการป่าตองสัมพันธ์ ชมรมรถเช่าป่าตอง ฯลฯ ร่วมประชุม

โดยความเห็นที่ประชุม ในส่วนของตำรวจ และเทศบาลเมืองป่าตองเห็นด้วยที่จะจัดระเบียบการจราจรโดยยึดหลักวันเวย์ซ้าย จากเดิมที่ทดลองจัดให้มีการวันเวย์ขวา เนื่องจากมองว่าวันเวย์ซ้าย กฎหมายมีบังคับใช้อยู่แล้ว และเป็นความถนัดเคยชินของผู้ใช้ถนน ขณะที่ส่วนอื่นก็เห็นด้วยในแนวทางแก้ปัญหาจราจรดังกล่าวนี้ และนอกจากนี้ทางฝ่ายตำรวจยังได้เสนอต่อที่ประชุมในเรื่องการทำอุโมงค์ลอดตรงจุดที่เป็นวงเวียนหรือไฟแดงด้วย เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในระยะยาว อย่างไรก็ตามหลังจากมีการเสนอความคิดเห็นอย่างหลากหลายแล้ว

ทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็ได้ให้ข้อสรุปต่อที่ประชุมว่า หลายฝ่ายให้การยอมรับการจราจรแบบวันเวย์ซ้าย ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหารถติดตรงจุดแยก และอุบัติเหตุลดลงได้ ทางเทศบาล และตำรวจก็พร้อมที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ร่วมกัน “การจัดเดินรถวันเวย์ทางเดียว อาจติดขัดเรื่องการจอดรถทางขวา ซึ่งใหม่ๆ ผู้ใช้ถนนอาจจะไม่เคยชิน ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าเรื่องการจัดวันเวย์ หรือทูเวย์ สามารถจัดได้หมด ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ทูเวย์ระหว่างซอยปรับให้เหมาะสม ส่วนจุดที่ต้องแก้ไขบริเวณวงเวียน หรือไฟแดง เห็นด้วยต้องมีทางลอด เพื่อบรรเทาการจราจรช่วงเร่งด่วน โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวคิดว่าน่าจะทดลองทำได้”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการจัดวันเวย์เพื่อแก้ปัญหาจราจรแล้ว ความเข้มจราจรก็ต้องมีด้วย เพราะสิ่งที่ช่วยเรื่องของการจราจรคือวินัยจราจร ซึ่งเป็นปัญหา 30% ที่ทำให้การจราจรติดขัด วินัยจราจรสอนได้ด้วยการให้ความรู้ แล้วก็ใช้มาตรการในการลงโทษ

ด้านนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า ถนนพระบารมีเป็นถนนสายหลักของปัญหาจราจร รถทุกคันที่จะไปกมลา กะทู้ต้องมากระจุกอยู่ที่ถนนเส้นนี้ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ คนที่ถนัดซ้าย และผู้ที่ใช้บริการรถตุ๊กตุ๊ก ผู้โดยสารจะขึ้นทางซ้าย และลงทางซ้าย รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วย เราคำนึงถึงผู้ใช้ยานพาหนะทุกคน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะแก้ได้ ให้จบในสองสามเดือนนี้ ประเด็นหนึ่ง ป้ายชัดเจน ทางม้าลายชัดเจน ถ้าบางคนยังดื้อก็จะมีการบังคับใช้ตามกฎหมาย จะเอาให้ถูกใจทุกเรื่องไม่ได้ ถูกใจต้องบวกกับถูกต้องด้วย ซึ่งอันนี้ทางตำรวจกับทางเทศบาลต้องพร้อมลงไปทำอย่างเต็มที่

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

คลังภูเก็ตติวเข้มคณะทำงาน GPP

คลังภูเก็ตติวเข้มคณะทำงาน GPP

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ที่ห้องนนทรีย์ โรงแรมภูเก็ต เมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงาน หลักสูตร การเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดแบบ Bottom up ซึ่งทางสำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับสำนักบัญชีประชาชาติจัดขึ้น ให้กับคณะทำงานการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดทั้ง 16 สาขาการผลิต ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง จำนวน 16 แห่ง รวมประมาณ 40 คน โดยเป็นเนื้อหาของหลักสูตร เป็นการเสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดทำ GPP จากข้อบกพร่องที่ตรวจพบในแต่ละขั้นตอนการประเมิน และการศึกษาดูงานการดำเนินงานของฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุก ณ เกาะรังใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต


นางธิดา บุญรัตน์ คลังจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดทำระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ.2553 โดยกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2554 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้กำหนดตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของจังหวัด คือ ตัวชี้วัด IT3: จังหวัดต้องมีระบบและสามารถคำนวณสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ที่ครอบคลุม ถูกต้องและทันสมัย

ทั้งนี้ผลการประเมินระดับความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพการจัดทำสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ตได้ 4.9922 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 99.8440 ซึ่งจากการประเมินดังกล่าวพบว่าในการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล การประมาณค่าของแต่ละสาขาการผลิตยังไม่ครบถ้วน ตามจำนวนกิจกรรมที่มีในจังหวัด และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการสุ่มตัวอย่างของบางกิจกรรมยังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางสถิติ และบางกิจกรรมยังไม่มีหลักเกณฑ์การสุ่มตัวอย่างที่แน่นอน

ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดแบบ Bottom up ตลอดจนให้คณะทำงานการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภูเก็ต ได้เรียนรู้กระบวนการดำเนินงานจริงของสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในจังหวัด เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้รับจากการจัดเก็บตามแบบสอบถาม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดให้บรรลุตามเกณฑ์การให้คะแนนตามตัวชี้วัดดังกล่าว และเพื่อสร้างความมั่นใจต่อความถูกต้องแม่นยำก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้ใช้ต่อไป นางธิดากล่าว

เสริมบุคลากรป้องกันโรคปัญญาอ่อน


เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ที่ห้องประชุมโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน องเมือง จ.ภูเก็ต นายแพทย์ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการหากลยุทธ์ป้องกันโรคปัญญาอ่อนจากงานตรวจคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิด ซึ่งทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบนโยบาย กลยุทธ์ และเทคนิคในการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ โดยมีผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบในหน่วยงานโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และศูนย์บริการเทศบาลนครภูเก็ต รวมจำนวน 70 คน

นางอำไพพรรณ ภววัฒนานุสรณ์ นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า จากสถานการณ์การควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ และการตรวจคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิดของจังหวัดภูเก็ต มีผลของสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการ คือ จากผลการตรวจคัดกรองไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 299 ราย พบว่ามีค่าไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 150 ไมโครกรัม/ลิตร คิดเป็นร้อยละ 41 และจากการตรวจคัดกรอง TSH( Thyroid Stimulating Hormone) ของทารกแรกเกิดพบว่า ทารกแรกเกิดจำนวน 545 ราย มีค่า TSH>11.25 มิลลิยูนิต/ลิตร คิดเป็นร้อยละ 7.34 ของทารกที่มีค่า TSH ปกติ ซึ่งทั้งสองข้อมูลมีแนวโน้มและข้อบ่งชี้ว่า หญิงตั้งครรภ์บริโภคสารไอโอดีนไม่เพียงพอ และความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะขาดสารไอโอดีนร่วมด้วย ซึ่งจะต้องดำเนินการเฝ้าระวังแก้ไขปัญหา

ขณะที่นายแพทย์ศักดิ์ กล่าวว่า จากสาเหตุที่เด็กไทยมีปัญหา IQ ต่ำ และพัฒนาการล่าช้าโดยเฉลี่ยในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยอายุ 6-12 มีระดับ IQ ลดลงจาก 91 จุด เหลือ 88 จุด ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ WHO กำหนดไว้ที่ 90-110 จุด และยังต่ำกว่าระดับ 104 จุด ซึ่งเป็นปัญหาระดับเชาว์ปัญญาของเด็กๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ร้อยละ 88.5 เด็ก 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัยทุกด้านร้อยละ 67.7 ซึ่งค่าปกติพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 90

อบจ.ภูเก็ตพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว


เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ที่ห้องจามจุรี 2 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) เป็นประธานเปิด โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต รุ่นที่ 2 ซึ่งชมรมบริหารงานบุคคลจังหวัดภูเก็ต ภายใต้การสนับสนุนของ อบจ.ภูเก็ต โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรม จำนวน 50 คน เป็นหัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ หรือผู้บริหารในสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ และหัวหน้าส่วนราชการ อบจ.ภูเก็ตร่วมเป็นเกียรติด้วย

นายประเสริฐ มนต์ประสิทธิ์ ประธานชมรมบริหารงานบุคคลจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดการอบรมสัมมนาทางวิชาการ หลักสูตร “การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์สำหรับหัวหน้างาน/ผู้บริหาร” HR for Non-HR เป็นการจัดอบรมสัมมนาตามโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายบางส่วนจาก อบจ.ภูเก็ต ตามนโยบายของนายก อบจ.ภูเก็ตที่ประสงค์ให้รายได้ของ อบจ.ภูเก็ต ที่ได้รับมาจากการนำส่งค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ.ภูเก็ต จากเข้าผู้พักในโรงแรมนั้นได้กลับไปสู่ผู้ที่มีส่วนในการจ่ายค่าธรรมเนียมให้ อบจ.ภูเก็ต“การจัดอบรมฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ฝึกทักษะที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของหัวหน้างานหรือผู้บริหาร ซึ่งนอกจากผู้บริหารฝ่ายบุคคลจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์แล้ว ผู้บริหารในฝ่ายงานอื่นๆ ก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในบทบาทที่สำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนงานของตน และสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ อันจะส่งผลให้การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์เกิดประสิทธิภาพ บรรลุตามเป้าหมายแห่งการให้บริการที่ดีที่สุด และสามารถแข่งขันกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการท่องเที่ยวและยืนอยู่ในตลาดการท่องเที่ยวโลก ทั้งนี้จะส่งผลให้สถานประกอบการ มีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน บริหารสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายประเสริฐกล่าว

ขณะที่นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า บุคลากรถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของงานบริการด้านการท่องเที่ยว นอกเหนือจากการมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแล้ว การบริการเป็นหัวใจที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ตลาดท่องเที่ยวทั้งใหม่และเก่าหันกลับมาท่องเที่ยวยังจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น และบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวก็มีบทบาทสำคัญในการให้บริการและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว แต่การให้บริการที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดีของผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรด้านการบริการอย่างต่อเนื่องจะเป็นส่วนสนับสนุนการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวระดับโลกได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่ไม่มีในประเทศอื่นๆ ที่เราต้องรักษาไว้ทั้งการยิ้มแย้มแจ่มใส และความโอบอ้อมอารี ต้อนรับผู้มาเยือนดุจญาติมิตร

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ผลตรวจตัวอ่อนลูกปูเกยตื้นหาดกะรนภูเก็ต


นายวรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กล่าวถึงความคืบหน้าการนำตัวอย่างตัวอ่อนลูกปูที่ถูกคลื่นซัดมาติดบริเวณตลอดแนวชายหาดกะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ว่า จากการที่นักวิชาการนำตัวอย่างตัวอ่อนลูกปูที่เกยตื้นบริเวณชายหาดกะรนมาตรวจสอบ ซึ่งผลสรุปว่าเป็นปูในกลุ่ม Cortunidae ซึ่งเป็นปูในกลุ่มที่กินได้ ประกอบด้วยปูม้า ปูทะเลและปูลาย แต่ยังไม่สามารถระบุชัดลงไปว่าเป็นปูชนิดใดใน 3 ประเภทดังกล่าว เนื่องจากยังมีขนาดเล็กมาก

“เหตุที่บ่งชี้ว่าตัวอ่อนปูดังกล่าวที่พบอยู่ในกลุ่ม Cortunidae เนื่องจากการตรวจสอบในห้องแล็ปพบว่าขาคู่ที่ 5 ของตัวอ่อนดังกล่าว มีลักษณะเป็นใบพายที่ปูใช้สำหรับว่ายน้ำ ลักษณะเช่นนี้จะไม่พบในปูที่อยู่ชายหาดประเภทปูลม”

นายวรรณเกียรติ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่พบลูกปูดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีลูกปูดังกล่าวขึ้นมาเพิ่มเติมแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณชายหาดพบว่าปกติทุกอย่าง ความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าในอดีตหรือก่อนหน้านี้อาจจะเคยมีลูกปูถูกคลื่นซัดเข้ามาติดที่ชายหาดแล้ว โดยอาจจะเป็นช่วงกลางคืนทำให้ไม่มีคนเห็น แต่ครั้งนี้เป็นช่วงกลางวันจึงสังเกตเห็นได้
อย่างไรก็ตามลูกปูในกลุ่ม Cortunidae เป็นปูเศรษฐกิจและเป็นปูที่กินได้เมื่อตัวเต็มวัยซึ่งใช้เวลาเป็นปี โดยพฤติกรรมของปูดังกล่าวจะวางไข่บริเวณนอกจากชายฝั่ง และจะลอยไปกับกระแสน้ำ บางส่วนจะกลายเป็นอาหารปลาและบางส่วนก็จะรอด โดยแม่ปูแต่ละตัวจะวางไข่ครั้งละหลายแสนฟอง สันนิษฐานว่าในช่วงที่เกิดเหตุแม่ปูอาจจะวางไข่พร้อมๆ กันจำนวนมากทำให้มีลูกปูเป็นจำนวนมากเช่นกัน หรืออาจจะเป็นเพราะสัตว์ที่เป็นศัตรูและกินลูกปูเป็นอาหารอาจจะมีจำนวนลดลง จึงทำให้โอกาสรอดของลูกปูมีมากขึ้น และยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ลางบอกเหตุแต่อย่างใด

ขณะที่นายสุทา ประทีป ณ ถลาง เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอ่าวฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า กรณีของลูกปูที่มาเกยตื้นบริเวณชายหาดนั้นคงไม่ใช้ลางบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด เพราะจากการตรวจสอบบริเวณชายหาดอื่นๆ ก็ไม่ได้มีลูกปูขึ้นมาเกยตื้น แต่เป็นเพราะธรรมชาติที่อาจจะเสียสมดุล เนื่องจากลูกปูเหล่าจะเป็นอาหารของสัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นการที่มีลูกปูรอดชีวิตจำนวนมากก็เป็นเพราะศัตรูของลูกปูลดน้อยลง

สัมมนาแผนช่วยเหลือทางมนุษยธรรม


เมื่อวันที่ 25 เมษายน 54 ที่โรงแรมเจดับบลิวแมริออต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พล.ร.ท.ชุมนุม อาจวงษ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ผู้แทนกองทัพเรือไทย และนายวิลเลียม เจ เวสเลย์ ผู้อำนวยการแผนและนโยบาย กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นประธานเปิดการฝึกช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยภายใต้กรอบการประชุมทัพเรือภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (Western Pacific Naval Symposium Humanitarian Assistance and Disaster Relief Workshop :WPNS HA/DR ) ครั้งที่ 3

โดยมีประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวน 20 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส แคนนาดา ออสเตรเลีย ชิลี ญี่ปุ่น กัมพูชา ตองกา มาเลเซีย บรูไน นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี จีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ รัสเซีย เวียดนาม และกลุ่มชาติร่วมสังเกตการณ์อีก 4 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ อินเดีย เม็กซิโก และเปรู นอกจากนี้ยังมีองค์กรต่างๆ เช่น UN, Regional National Disaster Management Offices (NDMOs) , USAID, AUSAID, NZAID, Interaction เป็นต้น

พลเรือโทชุมนุม กล่าวว่า การฝึกช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเป็นการพัฒนาความร่วมมือในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเสนอ ในการประชุมกองทัพเรือภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ที่ฮาวายเมื่อปี 2006 ภายใต้กรอบแนวความคิดที่ว่าประเทศต่างๆ กำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐและประชาชนได้

นอกจากนี้ยังเพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ด้วยการจัดการประชุม เพื่อถกแถลงในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเล ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งเพื่อทบทวนและตรวจสอบเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติที่มีอยู่ว่า การปฏิบัติตามคำแนะนำในเอกสารเหล่านั้น สามารถตอบสนองกรณีเกิดภัยพิบัติจากทางทะเลได้อย่างเพียงพอหรือไม่ ภายใต้คำจำกัดความว่า Seapower-A Unifying Force for Good

สำหรับบทบาทของกองทัพเรือในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพัฒนาผลจากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยกำหนดเป็นแผนการทำงานของแต่ละประเทศว่ามีกระบวนการ วิธีการในการบูรณาการความช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งในส่วนของประเทศไทยยืนยันว่า จากภัยพิบัติสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ทางทัพเรือมีความพร้อมทั้งด้านบุคคลากร และอาวุธยุทโธปกรณ์ในการทำงานหากเปิดภัยพิบัติขึ้น พลเรือโทชุมนุมกล่าว

มกอช.จัดประชุมมาตรฐานผัก ผลไม้อาเซียน

มกอช.จัดประชุมมาตรฐานผัก ผลไม้อาเซียน

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 ที่โรงแรมโนโวเทล ภูเก็ต รีสอร์ท อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายมนตรี กฤษณีไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมมาตรฐานผักและผลไม้ ครั้งที่ 7 หรือ The Task Force on ASEAN Standard for Horticultural Produce and Other Food Crops ซึ่ง มกอช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไทย เป็นเจ้าภาพ โดยมีประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว สหภาพพม่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย เข้าร่วม

นายมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน มีศักยภาพและเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยมีตัวเลขการส่งออกสินค้าประเภทผักผลไม้มีมูลค่ามากถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากความได้เปรียบทางสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากร และแรงงาน สินค้าประเภทผลไม้ในแถบภูมิภาคอาเซียนเป็นที่ทราบว่ามีลักษณะที่โดดเด่นทั้งในเรื่องรสชาติ กลิ่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตามแต่ละสภาพพื้นที่ ผลไม้ที่เป็นที่นิยม เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง สละ เป็นต้น

ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศที่มีการนำมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และการกำหนดมาตรฐานต่างๆ มาใช้เพื่อควบคุม ดูแล รักษาให้คุณภาพนั้นจะต้องได้รับการยอมรับและเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศคู่ค้าและประเทศผู้ผลิต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ประเทศในแถบอาเซียนจึงต้องประสานความร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ เพื่อปกป้องและรักษาความเป็นธรรมในเวทีการค้าโลก

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก การพิจารณามาตรฐานเดิมที่ยังคงมีประเด็นค้างอยู่ในคราวที่แล้วคือ มาตรฐานพริก (Chilli) แบ่งเป็นพริกเม็ดใหญ่ เช่น พริกชี้ฟ้าและพริกหนุ่ม และพริกเม็ดเล็ก เช่น พริกขี้หนู พริกหวาน (Bell Pepper) ที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องการกำหนดตำหนิของการแบ่งชั้นคุณภาพได้ ซึ่งเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากพริกเป็นผลิตผลที่มีขนาดเล็กมาก ที่ประชุมจึงได้ให้ประเทศสมาชิกสอบถามหาข้อมูลเพิ่มเติม และนำมาเสนอใหม่ในการประชุมในครั้งนี้ และมาตรฐานเรื่อง หอมหัวใหญ่ กระเจี๊ยบเขียวและมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งที่ประชุมยังหาข้อยุติไม่ได้ประเด็นเรื่องการแบ่งชั้นคุณภาพ และได้ขอให้ประเทศสมาชิกไปหาข้อมูลเพิ่มเติมการแบ่งชั้นคุณภาพทั้งรูปแบบที่เป็นเมล็ด เมล็ดซีก เมล็ดหัก และเป็นชิ้น และประเด็นที่สอง การพิจารณามาตรฐานเรื่องใหม่ ที่ฝ่ายเลขานุการของอาเซียนได้จัดเตรียมร่างไว้แล้ว 5 เรื่อง คือ ชมพู่ ละมุด ฟักทอง มะเขือยาว และข้าวโพดหวาน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันมาตรฐานผักและผลไม้อาเซียนที่ประกาศใช้แล้วมีจำนวน 19 มาตรฐาน เป็นมาตรฐานผลไม้ 17 มาตรฐาน ได้แก่ทุเรียน สับปะรด มะม่วง เงาะ มะละกอ ส้มเปลือกล่อน ส้มโอ มังคุด แตงโม ฝรั่ง ลางสาด/ลองกอง กล้วย มะพร้าวอื่น ขนุน แตงกวา เมล่อน และสละ กับมาตรฐานผักมี 2 มาตรฐาน คือ กระเทียมและหอมแดง ทั้งนี้คาดว่าในการประชุมดังกล่าวอาจได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 4 เรื่อง ถือได้ว่าความสามัคคีและร่วมมือกันในกลุ่มประเทศอาเซียนนี้ได้สร้างความเข้มแข็งด้านการค้าสินค้าเกษตร ทั้งยังเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของอาเซียนด้วย นายมนตรีกล่าว

ม.อ.เชิญนักวิชาการทั่วโลกแลกเปลี่ยนประสบการณ์


เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 ที่โรงแรมภูเก็ต เกรซ แลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธาน เปิดเวทีประชุมนานาชาติ เรื่อง ภาวะผู้นำทางการศึกษานวัตกรรมความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยีภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสังคมฐานความรู้ ซึ่งทางสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีการนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน สร้างความเข้าใจร่วมกันและเป็นการพัฒนาระบบการศึกษาทั้งการศึกษา โดยเฉพาะการอุดมศึกษา การศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาระบบเปิด เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ใหม่ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ ฐานความรู้สามารถสร้างงานวิจัยและความร่วมมือในระดับต่างๆ โดยมีนักวิชาการจากประเทศต่างๆ 21 ประเทศ เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการรวม 200 โครงการ

นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมปาฐกถา อาทิ ดร.จอห์น เว็ดแมน ผู้อำนวยการสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์และเทคโนโลยีการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา นำเสนอเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ ดร.เฮยอง ฮัน หน่วยบริการข้อมูล ฝ่ายสารสนเทศเพื่อการวิจัย สำนักงานบริการการศึกษาและสารสนเทศเพื่อการวิจัยแห่งเกาหลี นำเสนอเรื่องความร่วมมือทางวิชาการเครือข่ายการสื่อสาร: RISS คุณพรทิพย์ กาญจนนิยต กรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน(ฟุลไบรท์) นำเสนอเรื่องผู้นำเทรนด์เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นำเสนอเรื่องนวัตกรรมความรู้และห้องสมุดโมเดิร์น และ ดร.มาการ์เร็ต กอเกิร์น คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแคลมอนท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นำเสนอเรื่องความเป็นผู้นำในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

รศ.ดร.บุญสมศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในเก้ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของประเทศ ได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมในทุกสาขาการศึกษาทั้งด้านวิทยาศาสตร์ทางกายภาพและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์การแพทย์ และด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จนได้รับการจัดอันดับของ Webometrics เป็นอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-university ของประเทศไทย ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอาเซียน ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีพัฒนาระบบการศึกษานานาชาติที่จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางการศึกษาในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ใหม่นวัตกรรมความรู้และความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

ดร.จอห์น เว็ดแมน ผู้อำนวยการสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์และเทคโนโลยีการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้แจงว่าปัจจุบันผู้นำทางการศึกษากำลังเผชิญกับความท้าทายในการพยายามที่จะปรับปรุงการเรียนการสอนในสังคมที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ผู้นำจะต้องมองถึงการปฏิบัติงานรูปแบบใหม่ และเตรียมตัวยกเลิกแนวคิดและการปฏิบัติงานในรูปแบบเดิมๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยมิสซูรี่และเครือข่ายความร่วมมือได้เริ่มต้นกระบวนการพัฒนาทรัพยากร e-Learning ให้สาธารณชนรับทราบ และขยายความร่วมมือให้ทรัพยากรเหล่านี้เข้าถึงครูผู้สอนและผู้เรียนที่มีความมุ่งมั่นเพื่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการพัฒนาความรู้ในระดับโลก

ขับขี่ปลอดภัย...รักวินัยจราจรกับ ปตท.ครั้งที่ 70


เมื่อวันที่ 23 เมษายน 54 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้มีการเปิดการอบรมโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย...รักวินัยจราจรกับกลุ่ม ปตท.” ครั้งที่ 70 โดยมีนายศุภชัย ธาดากิตติสาร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติการจัดหาและคลัง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และนางราตรี ตันติ์ทวิสุทธิ์ ผู้ตรวจราชการ กรมการขนส่งทางบก ร่วมเป็นประธาน

ทั้งนี้กิจกรรมโครงการดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ปตท.และกรมการขนส่งทางบก อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 โดยจัดการอบรมปีละ 5 – 6 รุ่น ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ หมุนเวียนไปทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่นักขับขี่รุ่นใหม่ที่มีความประสงค์จะทำใบอนุญาตขับรถ ให้ขับรถอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีวินับและเคารพกฎจราจร รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการขับขี่อย่างประหยัดพลังงานและคำนึงถึงสภาพแวดล้อม

นายศุภชัย กล่าวว่า นอกเหนือจากการที่ผู้ขับขี่เข้าใจและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน อันเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันแล้ว การขับขี่ยานพาหนะอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ยังเป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย การอบรมในโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย รักวินัยจราจรกับ ปตท.” ที่ ปตท.และกรมขนส่งทางบกร่วมกันจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ มุ่งให้ความรู้ และความเข้าใจในการใช้รถใช้ถนน และส่งเสริมให้ผู้ขับขี่รถตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้ร่วมใช้ท้องถนนด้วยการขับรถอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีวินัย และเคารพกฎจราจร โดยนอกเหนือไปจากการให้ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบกและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการคาดการณ์การเกิดและการป้องกันอุบัติเหตุแล้ว ยังมีเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัยและมารยาทในการขับรถบนท้องถนน ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น และการดูแลรักษาเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับรถฯ สามารถประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ในปีนี้ยังได้เพิ่มเติมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้และการดูแลรักษารถยนต์อย่างถูกวิธีอีกด้วย ผู้ที่เข้าอบรมและสอบผ่านการทอดสอบในทุกขั้นตอนจะได้รับใบอนุญาตขับรถจากกรมการขนส่งทางบกทันที จึงนับว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับนักขับรถมือใหม่ที่กำลังจะเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนต่อไปในอนาคต

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปตท.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ขับขี่รุ่นใหม่ที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้จะเป็นนักขับขี่ที่มีคุณภาพ เป็นตัวแทนผู้ใช้รถใช้ถนนที่เคารพกฎจราจร ใช้พลังงานอย่างประหยัด และคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ ปตท.ในฐานะที่เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติให้ความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ ปตท.ถือปฏิบัติอย่างจริงจังมาโดยตลอด