จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

อบจ.ภูเก็ตหนุนงบ 6 ล. จัดท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร



เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ที่โรงละครมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับนายสาวิตร พงศ์วัชร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต และนายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) แถลงข่าวการแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ ในงานวัฒนธรรมท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ประจำปี 2555 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2555 บริเวณพื้นที่อนุสรณ์สถานเมืองถลาง (บ้านเหรียง) ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองที่ควรค่าแก่การเทิดทูนไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงอยู่เสมอด้วย และประวัติศาสตร์ที่ว่า คือ วีรกรรมของสองวีรสตรีเมืองถลาง ได้แก่ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าในการปกปักษ์แผ่นดินจังหวัดภูเก็ตไว้ให้อยู่คู่อนุชนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบันทางจังหวัดภูเก็ต จึงร่วมกับอบจ.ภูเก็ต และทุกภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ต กำหนดจัดงานวัฒนธรรมท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของสองวีรสตรี และวีรชนผู้กล้าเมืองถลางให้อนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิคุณแก่ผู้กระทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยนำเอาประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองมาเป็นสื่อในการนำเสนอเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวได้ทราบถึงประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้อย่างแท้จริง รวมทั้งยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกของเยาวชนให้มีความภาคภูมิใจในถิ่นฐานของตนและรู้สึกได้ถึงความหวงแหนที่จะพัฒนาจังหวัดภูเก็ตให้อยู่คู่ชาวภูเก็ตต่อไปได้เป็นอย่างดี
สำหรับกิจกรรมมีหลากหลาย ประกอบด้วย พิธีอุปสมบทหมู่ ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ดำเนินการระหว่างวันที่ 2-17 มีนาคม 2555 ณ วัดมงคลนิมิต, การแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนบนเส้นทางประวัติศาสตร์ถลาง และชกมวยไทย ดำเนินการโดย อบต.เทพกระษัตรี ในวันที่ 11 มีนาคม 2555 ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง, การแข่งขันจักรยานคันทรีคลอสบนเส้นทางประวัติศาสตร์ ดำเนินการโดยเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี ในวันที่ 11 มีนาคม 2555, พิธีบวงสรวงปู่ยา ตายาย บรรพบุรุษผู้กล้าเมืองถลาง ดำเนินการโดยมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ในวันที่ 12 มีนาคม 2555 ณ วัดม่วงโกมารภัจจ์, พิธีวางพวงมาลาและพิธีสดุดีวีรกรรมท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ดำเนินการโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และอบต.ศรีสุนทร ในวันที่ 13 มีนาคม 2555 ณ อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และกิจกรรมการแสดง แสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ถลาง ดำเนินการโดย อบจ.ภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2555
ขณะที่นายสาวิตร พงศ์วัชร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต กล่าวว่า การแสดง แสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ถลาง ในงานท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติสองวีรสตรี ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ที่ใช้สติปัญญาและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ในการนำทัพเข้าต่อสู้กับพม่า ที่ยกทัพมาตีเมืองถลางในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 จนมีชัยชนะ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2328 ซึ่งเป็นวันถลางชนะศึก ใช้งบประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.ภูเก็ต
สำหรับการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ดังกล่าวมีทั้งหมด 12 ฉาก ใช้นักแสดงประมา 1,000 คน ทั้งนักแสดงกิตติมศักดิ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต และนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ใน จ.ภูเก็ตและพังงา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แสดงเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นางสุภางค์พรรณ ขอศานติวิชัย ประธานกรรมการบริษัท ภูเก็ตเสิร์ซแลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด แสดงเป็นท้าวเทพกระษัตรี นางพรทิพย์ เปี่ยมวิวัตติกุล กรรมการบริหาร บริษัท พรทิพย์ซีสโตร์ จำกัด แสดงเป็นท้าวศรีสุนทร นายจำเริญ ทิพย์พงศ์ธาดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แสดงเป็นพระเจ้าปดุง นายปิยวัฒน์ จิรจามร นายกเทศมนตรีตำบลเทพกระษัตรี แสดงเป็น เจ้าพระยาอินทวงษา พ.ต.ต.ฐาปกรณ์ หนูมาศ สวป.สภ.ท่าฉัตรไชย แสดงเป็นพระภูเก็ตเทียน นายวรวุฒิ ทรงยศ นายกเทศมนตรีตำบลศรีสุนทร แสดงเป็นพระปลัดเมือง เป็นต้น
 

ที่ปรึกษารองนายกฯ และ มท.1 ดูที่สร้างศูนย์ประชุมฯ



เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) พร้อมด้วย นพ.บุญ วนาสิน ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและคณะ ตรวจสอบที่ราชพัสดุ ภก.153 บ้านท่าฉัตรไชย ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่รับเลือกให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติภูเก็ต เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการที่จะก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายประเจียด อักษรธรรมกุล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดภูเก็ต นายสมพร แทนสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านท่าฉัตรไชย และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล
นายวุฒิพงศ์ กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ ว่า การสร้างศูนย์ประชุมฯ ถือว่ามีความจำเป็น เพื่อรองรับการประชุมขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมาจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีสถานที่รองรับการจัดประชุมขนาดใหญ่ ทราบว่าขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ คชก. ซึ่งทราบว่าจะมีการพิจารณาในวันที่ 16 มีนาคมที่จะถึงนี้ หากไม่มีปัญหาก็อาจจะได้สร้าง เพราะได้มีการดำเนินการมาพอสมควรแล้ว
“ขณะนี้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างศูนย์ประชุมฯ ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้สร้างด้วยมองว่าที่ตั้งไกลจากตัวเมือง กับอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่าผลออกมาอย่างไร และต้องมาพิจารณาในรายละเอียดกันอีกครั้งว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด”
นายวุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าศูนย์ประชุมขนาดใหญ่จะมีความจำเป็น แต่คิดว่าไม่น่าจะมาตั้งอยู่ที่บริเวณดังกล่าว เพราะค่อนข้างจะไกลจากตัวเมือง โดยควรใช้พื้นที่บริเวณนี้ทำประโยชน์ทางด้านอื่นๆ มากกว่า โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพที่มีอยู่ รวมไปถึงการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์เช่นกัน
อย่างไรก็ตามสำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ได้รับการอนุมัติงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ระยะที่ 2 จำนวน 2,600 ล้านบาท ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ตั้งอยู่บริเวณที่ราชพัสดุ ภก.153 บ้านท่าฉัตรไชย ต.ไม้ขาว อ.ถลาง เนื้อที่ประมาณ 141 ไร่ โดยมอบหมายให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งได้มีการออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม 





อันดามันจัดลำดับความสำคัญของบ ครม.สัญจร



เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) น.ส.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามันประกอบด้วยระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่และตรัง ได้มีการประชุมร่วมกับผู้แทนคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำโดยนายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และตัวแทนจากสำนักงบประมาณนำโดยนายอิทธิศักดิ์ อินทรชุบ นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาแผนงาน/โครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต หรือ ครม.สัญจร ในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคมนี้
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ได้มีการกำหนดงบประมาณให้กับจังหวัดต่างๆ จังหวัดละไม่เกิน 100 ล้านบาท โยเสนอโครงการได้อย่างน้อย 10 โครงการ และในส่วนของกลุ่มจังหวัดมีงบประมาณให้ 100 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณนั้น จะต้องเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อน และเป็นความต้องการของประชาชน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน มีแผนงานโครงการและสถานที่ชัดเจน รวมทั้งเมื่อได้รับการอนุมัติไปแล้วสามารถดำเนินการได้ทันที
“จากที่ได้มีการพิจารณาโครงการซึ่งทางจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามันเสนอมานั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนของโครงการขนาดใหญ่ที่งบประมาณเกิน 100 ล้านบาท นั้นก็จะมีการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญตามภารกิจของกระทรวงทบวงกรมนั้นต่อไป โดยเบื้องต้นแต่ละจังหวัดจะได้รับการจัดสรรเม็ดเงินในการพัฒนาจังหวัดละ 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัดอีก 100 ล้าน ซึ่งโครงการที่ผ่านการพิจารณานั้นจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มจังหวัดในภาพรวม หรือหากดำเนินโครงการที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งแล้วจะเกิดประโยชน์กับจังหวัดใกล้เคียงด้วย”
นายชาญวิทย์ ยังได้มีการกล่าวถึงการเสนอโครงการขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่จะต้องให้เอกชนมาร่วมลงทุนว่า จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะ ดังนั้นการเสนอโครงการในลักษณะดังกล่าวควรจะเสนอผ่าน กรอ.กลุ่มจังหวัด เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ เพื่อจะได้มีการศึกษารายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมต่อไป ไม่ว่าจะความเป็นไปได้ของโครงการ รูปแบบการลงทุนและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบา โครงการขุดเจาะอุโมงค์ป่าตอง เป็นต้น
สำหรับโครงการของกลุ่มจังหวัดอันดามันที่มีการนำเสนอขอรับการสนับสนุน ในส่วนของโครงการที่ไม่เกิน 100 ล้านบาท มีการเสนอจำนวน 21 โครงการ งบประมาณกว่า 592,384,570 บาท เบื้องต้นลำดับความสำคัญ 10 โครงการแรก อาทิ โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวบ้านทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา งบประมาณ 31.2 ล้านบาท โครงการศึกษาความเหมาะสมในการลงทุนวงท่อส่งน้ำดิบจากเขื่อนรัชประภาไปยังเกาะภูเก็ต งบประมาณ 32 ล้านบาทเศษ โครงการขุดลอกร่องน้ำ บริเวณท่าเทียบแพขนานยนต์ข้ามฟากเกาะลันตา เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน งบประมาณ 18.4 ล้านบาทเศษ โครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบริเวณบ้านอ่าวเตย อ.กะเปอร์ จ.ระนอง งบประมาณ 10 ล้านบาทเศษ เป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า โครงการที่จะของบประมาณนั้นไม่ควรจะเป็นโครงการของบเพื่อการศึกษา แต่จะต้องเป็นโครงการที่มีการศึกษาไว้แล้ว เป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล หากไม่ดำเนินการจะส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงขอให้มีการจัดลำดับความสำคัญใหม่
ส่วนของโครงการที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น มีการเสนอไว้ 10 โครงการ งบประมาณ 54,932,505 บาท เช่น โครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงอันดามัน งบประมาณ 20,557,820 บาท โครงการเสริมสร้างความเชื่อมมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว 247,900,000 บาท โครงการท่าเทียบเรือสำราญกีฬา (มารีน่า) ระนอง งบประมาณ 110 ล้านบาท เป็นต้น
ขณะที่จังหวัดภูเก็ต ได้เสนอของบของจังหวัดไม่เกิน 100 ล้าน จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการแก้มลิงขุมน้ำราชภัฎ 10 ล้านบาท โครงการแก้มลิงขุมน้ำสวนเฉลิมพระเกียรติ 15 ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองบางเหนียวดำไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต 49,680,000 บาท โครงการพัฒนาระบบควบคุมการจราจรทางน้ำจังหวัดภูเก็ต 20 ล้านบาท และโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง 9,109,000 บาท ส่วนของโครงการที่งบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดภูเก็ตหลังใหม่ 450 ล้านบาท โครงการก่อสร้างอนุสรณ์สถานเมืองถลาง อ.ถลาง 500 ล้านบาท โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวหาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน 150 ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบคมนาคมเชื่อมสนามบินนานาชาติภูเก็ต 300 ล้านบาทและโครงการก่อสร้างทางลอดทางยกระดับ แก้ปัญหาจราจรในเมืองภูเก็ต บริเวณสามแยกบางคู 500 บาท นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอโครงการเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 3 โครงการ งบประมาณ 30,731,040,000 บาท ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนาดเบารอบเกาะภูเก็ตและเส้นทางสนามบิน งบประมาณ 25,000 ล้านบาท โครงการอุโมงค์ลอดเข้าหาดป่าตอง งบประมาณ 5,556,040,000 บาท และโครงการภูเก็ตเขียว (นำพลังงานทดแทนมาใช้ทุกรูปแบบ) งบประมาณ 175,000,000 บาท 

ตรวจปัญหาการร้องเรียน ไทยซาร์โก้



เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ที่บริษัท ไทยแลนด์สเมลติ้ง แอนด์รีไฟนิ่ง จำกัด หรือบริษัทไทยซาโก้ ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายประพันธ์ ขันพระแสง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปตรวจสอบหลังจากมีชาวบ้านโดยใช้ชื่อว่าชาวบ้านอ่าวมะขาม ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ว่า ได้รับความเดือดร้อนจากฝุ่นแร่ และผงเหล็กจากการถลุงแร่ ของบริษัทดังกล่าว โดยมี นายปัญญา ต่อเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการค้า บริษัท ไทยแลนด์สเมลติ้ง แอนดร์ไฟนิ่ง จำกัด หรือ ไทยซาร์โก้ ให้การต้อนรับและชี้แจงข้อร้องเรียน
ทั้งนี้นายสมเกียรติ ได้กล่าวว่า การเข้ามาตรวจสอบในครั้งนี้เป็นไปตามการร้องเรียนของชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องของฝุ่นแร่ และผงเหล็กที่เกิดจากการถลุงเหล็กของทางโรงงาน ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบพบว่าในส่วนของบริษัทมีการตรวจสอบเรื่องของคุณภาพอากาศ และคุณภาพน้ำมาโดยตลอด แต่เพื่อให้ประชาชนที่ร้องเรียนได้รับทราบ ทางจังหวัดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องของคุณภาพอากาศอีกครั้งว่ามีฝุ่นแร่ และผงเหล็กไปรบกวนชาวบ้านใกล้เคียงหรือไม่ ซึ่งในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจะร่วมกับทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนำเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศมาตรวจวัดตามจุดต่างๆ ด้วย นอกจากนั้น ในส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็จะทำการตรวจสอบตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้เวลาในการดำเนินการ 30 วัน หลังจากนั้นจะรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบต่อไป
ด้านนายสนธยา อุตสาหะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางบริษัท ไทยซาร์โก้ กับชาวบ้านได้ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ในเรื่องของผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการถลุงแร่ ซึ่งในช่วงที่มีมรสุมตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงที่ลมทะเลพัดเข้าหาฝั่งนั้น ลมจะพัดผงถ่านเข้าไปในหมู่บ้าน ก็ได้มีการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ส่วนผู้ที่ร้องเรียนไปในครั้งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร
ขณะที่นายปัญญา ต่อเจริญ ได้กล่าวว่า ปัจจุบันทางบริษัทฯ ไม่ค่อยได้ทำการถลุงแร่แล้ว เนื่องจากปริมาณแร่มีน้อย บางเดือนมีเพียงแค่ 1,000 ตันเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ ถือว่ามีการถลุงแร่ที่น้อยมาก และที่ผ่านมาการดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อมทางบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องซึ่งจากการตรวจวัดปริมาณฝุ่นที่ปากปล่องควันพบว่า มีค่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนรอบๆ โรงาน ซึ่งจะทำการตรวจสอบทุกๆ 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณรอบๆ บริษัททุกๆ 5 ปี ซึ่งผลการตรวจสอบในครั้งนี้ปรากฏว่า ผลปกติ
แต่อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ก็พร้อมที่จะให้หน่วยงานที่เป็นกลางเข้ามาตรวจสอบข้อมูลทุกอย่าง เนื่องจากในการตรวจสอบที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ใช้หน่วยงานที่มาตรวจสอบที่มีความเป็นกลางอยู่แล้ว นอกจากนั้นที่ผ่านมาก็ได้มีการทำงานร่วมกับทางชุมชนมาโดยตลอด และเมื่อเร็วๆ นี้ได้ใช้งบประมาณจำนวนหนึ่ง ซื้อเครื่องเก็บฝุ่นมาใช้ ซึ่งสามารถเก็บฝุ่นได้เป็นจำนวนมาก อาจจะมีบ้างที่ยังหลุดรอดออกไป แต่จากการตรวจสอบก็พบว่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด



สิริโรจน์ ทำบุญเลี้ยงพระก่อนถึงวันมาฆบูชา




เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ทีมผู้บริหารโรงพยาบาลสิริโรจน์ Phuket International Hospital นำโดย คุณเอกพล ธารสิริโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ แพทย์หญิงสุปาณี ธารสิริโรจน์ พร้อมด้วยคณะแพทย์ ผู้บริหาร และพนักงานแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาล ร่วมกันทำบุญโรงพยาบาลประจำปี ตักบาตร ถวายปัจจัย และสังฆทานแด่เจ้าคณะสงฆ์ จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมฟังธรรมเทศนาจากเจ้าคณะสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

จัดกิจกรรม “Brother Sewing Workshop”



น.ส.สุ ปราณี ยิ้มฟุ้งเฟื่อง ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิสเตอร์คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรม “Brother Sewing Workshop” ว่า ด้วยทางมิสเตอร์คอมพิวเตอร์ ภูเก็ต ร่วมกับ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล ประเทศไทย จำกัด ได้จัดกิจกรรม “Brother Sewing Workshop” เพื่อแนะนำการทำงานของจักรเย็บผ้าบราเดอร์ ให้กับผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ยังมีชุดคิทน่ารักๆ และของที่ระลึกมากมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทางบริษัท มิสเตอร์คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายใน จ.ภูเก็ต นอกจากเหนือจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ
น.ส.สุ ปราณี ยิ้มฟุ้งเฟื่อง ได้กล่าวอีกว่า ด้วยทางบริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์บราเดอร์ เดิมจะมีเฉพาะในส่วนของเครื่องปริ้นเตอร์ และเครื่องอิงค์เจ็ท แต่ขณะนี้ได้เพิ่มในส่วนของจักรเย็บผ้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของชาวญี่ปุ่นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี โดยได้เข้าทำตลาดอย่างเป็นทางการในเมืองไทยได้ประมาณปีเศษ ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในกลุ่มของผู้ทำงานตัดเย็บหรืองานฝีมือ ส่วนของภูเก็ตจากที่ได้ทำตลาดมาระยะหนึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากการใช้งานที่ง่ายกว่าจักรเย็บผ้าในอดีต และระดับราคาก็ไม่สูงจนเกินไป เริ่มต้นที่ราคา 5,990 บาท จนถึงสูงสุดประมาณ 85,900 บาท โดยรุ่นที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก คือ GS 2700 ด้วยจุดเด่นซึ่งมีลายฝีจักรให้เลือกถึง 27 ลาย มีไฟ LED ช่วยส่องสว่าง มีปุ่มปรับความเร็วกระสวยอัตโนมัติ และรับประกัน 1 ปี
อย่างไรก็ตาม น.ส.สุปราณี กล่าวว่า ในส่วนของการแข่งขันนับว่าค่อนข้างน้อยมากสำหรับจักรเย็บผ้าโฮมยูส ซึ่งราคาไม่สูงจนเกินไปสามารถที่จะเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก โดยกลุ่มลูกค้ามีหลากหลายทุกเพศทุกวัยทั้งกลุ่มแม่บ้าน นักเรียนนักศึกษา คนทำงานและผู้สูงอายุ เพราะการใช้งานที่ง่าย ไม่จำเป็นว่าจะเคยเย็บจักรมาก่อนหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีศูนย์บริการหลังการขายไว้คอยรองรับด้วย สำหรับผู้สนใจสามารถที่จะไปทดลองฝีจักรได้ที่ร้านมิสเตอร์คอมภูเก็ต โดยทางบริษัทฯ กำหนดจัดเวิร์คช้อปสำหรับผู้สนใจในระหว่างวันที่ 5 – 7 มีนาคมนี้ 

ที่ปรึกษารองนายกและมท. 1 ลงพื้นที่ติดตามปัญหา



เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ) นพ.บุญ วนาสิน ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฯ และคณะ ได้เดินทางมามอบนโยบาย และประชุมหารือข้อราชการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่างๆ และรับทราบปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อเตรียมข้อมูลนำเสนอในการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม 2555 นี้ โดยมีนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายธำรง เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ
สำหรับประเด็นข้อราชการที่มีการหารือ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมรองรับประชาคมอาเซียน ด้านการจัดการที่ดิน โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการให้ต่างชาติมีสิทธิ์เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะปัญหาการกำจัดขยะและปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ด้านการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ อาทิ การก่อสร้างฝายเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม ปัญหาบริเวณชายฝั่งถูกน้ำทะเลกัดเซาะ เป็นต้น ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเป็นภัยที่เกิดจากมนุษย์และภัยธรรมชาติ การแก้ปัญหาป่าไม้ถูกทำลายและการบุกรุกพื้นที่ของรัฐ ตลอดจนการปรับปรุงแผนการจัดการภัยพิบัติและขั้นตอนการเตือนภัย รวมถึงการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือภัยพิบัติ
นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า เนื่องจากในอีก 3 ปีข้างหน้าประเทศในกลุ่มอาเซียนจะรวมกันเป็นปะชาคมอาเซียน ซึ่งการเตรียมตัวของประเทศไทยค่อนข้างช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม เป็นต้น โดยเฉพาะภูเก็ตซึ่งเป็นจังหวัดเป้าหมายในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง แต่ที่ผ่านมาพบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในการรองรับการเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว รวมไปถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการที่จะนำมาซึ่งรายได้ โดยเฉพาะสิทธิในการเช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้เวลาในช่วงสั้นๆ ไม่เป็นที่น่าสนใจ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราเสียโอกาสไปค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องของยาเสพติดและการเตรียมรับมือภัยพิบัติต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบอาชีพ
“พรรคเพื่อไทยมีนโยบายชัดเจนในการวางแนวทางเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอันดามันถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพสูง ทำอย่างไรที่จะใช้ศักยภาพดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการมารับฟังข้อมูลจากทางพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การคมนาคม การแก้ปัญหายาเสพติด และการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อที่จะได้มีการรวบรวมและนำไปเสนอเพื่อหาแนวทางการแก้ไข โดยเฉพาะในคราวที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ตในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคมนี้”
นายวุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางหนึ่งที่จะมีการนำเสนอในการประชุม ครม.สัญจร คือ การเชื่อมเส้นทางคมนาคมของ 2 ฝั่งทะเล คือ อ่าวไทยกับอันดามัน เพื่อเพิ่มจำนวนวันพักของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพราะแหล่งท่องเที่ยวของสองฝั่งทะเลจะมีความแตกต่างกัน โดยใช้ระบบคมนาคมขนส่งมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการพัฒนาให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ซึ่งคงต้องมาศึกษาในรายละเอียดในเรื่องของเทคโนโลยีและการลงทุน ซึ่งอาจจะต้องใช้นักลงทุนจากต่างประเทศ แต่ทั้งนี้คงต้องมาคุยในเรื่องของรายละเอียดกันอีกครั้ง เพราะเราสูญเสียโอกาสไปค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่มีศักยภาพสูง รวมไปถึงการขยายศักยภาพของสนามบิน โดยเฉพาะสนามบินภูเก็ตซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายอาคารผู้โดยสารให้สามารถรองรับได้มากขึ้น และเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้โดยสารดังกล่าวก็จำเป็นที่จะต้องมีการขยายรันเวย์เพิ่มเติมด้วย ส่วนของพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยซึ่งยังมีปัญหาเรื่องของสนามบินและท่าเทียบเรือที่ไม่เพียงพอก็จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน 
 

บรรยากาศการลงสมัครนายกอบจ.ภูเก็ตคึกคัก



เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ที่ศาลาประชาคมจังหวัดภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 9 มีนาคม นี้ โดยวันนี้เป็นวันแรกบรรยยกาศเป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากมีผู้สนับสนุนได้นำแผ่นป้ายข้อความและดอกไม้มาให้กำลังใจ นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ อดีตนายก อบจ.ภูเก็ต เป็นจำนวนมาก ที่ได้เดินทางมาสมัครเพียงรายเดียว จึงทำให้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ จึงได้หมายเลข 1 เป็นหมายเลขประจำตัวผู้รับสมัคร
ภายหลังสมัครนายไพบูลย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ยังคงเดินหน้าทำภูเก็ตให้เป็นเมืองน่าอยู่คู่คุณธรรม โดยนำหลักศาสนามาใช้ในการบริหารงาน ให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งการดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในทำงานอย่างแท้จริงเหมือนกับในสมัยที่ผ่านมาจนทำให้ได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย เช่น รางวัลการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน จากสถาบันพระปกเกล้า รางวัลนวัตกรรมแห่งการให้บริการสาธารณะ จากสำนักนายกรัฐมนตรี รางวัลท้องถิ่นดีเด่นในการส่งเสริมวัฒนธรรม จากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น
หากได้รับการเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้ง สิ่งที่จะดำเนินการ คือ การสร้างสนามกีฬามาตรฐานแห่งใหม่ในพื้นที่ อ.ถลาง เนื่องจากปัจจุบันสนามกีฬาที่มีอยู่ไม่เพียงพอรองรับความต้องการ การสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างน้อย 2 แห่ง คือ บริเวณอ่างเก็บน้ำบางวาด อ.กะทู้ และอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ.ถลาง ซึ่งได้มีการศึกษาออกแบบไว้แล้ว รวมถึงการสร้างสนามกีฬาในร่มหรือสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่อาคารลักกี้คอมเพล็ก สะพานหิน อ.เมืองภูเก็ต เพื่อให้เป็นสถานที่ในการออกกำลังกายของประชาชนทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ก็ยังจะส่งเสริมให้มีพื้นที่สวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายในพื้นที่ต่างๆ ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้การส่งเสริมเรื่องของ 1 ตำบล 1 แอโรบิค ก็จะได้ขยายในส่วนของการออกกำลังอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น
ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขนั้นก็จะเน้นการให้บริการเชิงรุกเพิ่มขึ้น โดยจัดให้มีรถบริการฉุกเฉินร่วมกับทางท้องถิ่นต่างๆ และจัดแพทย์พยาบาลลงไปดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน ส่วนของโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ตก็จะมีการเพิ่มแพทย์เฉพาะทางให้มากขึ้นทั้งหู คอจมูกและอื่นๆ โดยตั้งงบประมาณไว้ 200 ล้านบาทในการพัฒนาบุคลากร เพราะปัจจุบันแนวโน้มประชาชนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสัญญาการว่าจ้างจะหมดลงในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตนจะต้องลาออกมาก่อนเพื่อให้สามารถเข้าไปสานต่องานดังกล่าวได้ทันท่วงที เพื่อจะได้มีการต่อสัญญาว่าจ้างครั้งใหม่และขยายระยะเวลาจากเดิมกำหนดเพียง 1 ปี ออกไปเป็น 5 ปี นอกจากนี้ในส่วนของการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินก็จะได้มีการติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพิ่มในหลายจุด เช่น ต.รัษฎา ต.วิชิต เป็นต้น
ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นก็ยังคงเน้นการทำงานร่วมกับทางจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภูเก็ตและสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเปิดตลาด ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและมีสายการบินที่เปิดบินตรงเข้ามายังจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ กล่าวและว่า ในส่วนของการศึกษาได้วางแผนในการพัฒนาเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องของภาษาซึ่งได้เริ่มต้นไปแล้วและจะเพิ่มความเข้มมากขึ้น