จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

ค้านการอนุมัติโครงการพัฒนาที่เน้นขนาดใหญ่




เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่บริเวณประตูอิราวดีทางเข้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2555หรือ ครม.สัญจร “เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ครม.สัญจร ภูเก็ต” นำโดยนายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี และนายสุไลมาน บือราเอง พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายฯ จำนวนประมาณ 20 คน ได้นำแผ่นป้ายผ้าขนาดใหญ่เขียนข้อความคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้มากาง พร้อมอ่านแถลงคัดค้านการอนุมัติโครงการพัฒนาที่เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่


โดยนายวิโชคศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ซึ่งระบุว่า ในฐานะเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ไม่เห็นด้วยกับวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการพัฒนาที่เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากมองว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในอนาคต และเป็นแผนการร่วมกันของนักพัฒนาเศรษฐกิจ บริษัทของนักลงทุนข้ามชาติ และพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้เปลี่ยนโฉมไปเพื่อรองรับ “อุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ” หรือ “อุตสาหกรรมเลื่อนลอย” ซึ่งมีเพียงคนกลุ่มน้อยที่ได้ประโยชน์ ทั้งยังมีการเปลี่ยนพื้นที่เลือนลอยไปเรื่อยๆ ไม่มีความรับผิดชอบ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ภาคตุวันออก-มาบตาพุด


“แค่ดูเหมือนว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดภูเก็ต รัฐมนตรีกลับให้ความสำคัญและรับฟังเสียงจากที่ประชุมคณะกรรมร่วมภาครัฐเอกชนฯ หรือ กรอ. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มทุนผู้ที่ได้รับประโยชน์เป็นหลัก ทั้งยังมีการเสนอแผนพัฒนาต่างๆ รวมถึงการทำแลนด์บริดจ์ (สงขลา-สตูล) และท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยละเลยขั้นตอนกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และไม่คิดถึงศักยภาพการพัฒนาแบบใหม่ๆ”


ทางเครือข่ายฯ มีความคิดเห็นว่า กลุ่มทุนในภาคเอกชนของแต่ละจังหวัดเป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มผู้ร่ำรวยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนทั้งหมด ขณะที่ตัวแทนจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีฐานะเป็นเพียงนอมินีหรือตัวแทนของรัฐบาลกลางเท่านั้น ไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าตนเป็นเสียงของคนท้องถิ่น ขอยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มภาคเอกชน และขอคัดค้านแผนพัฒนาใดๆ ก็ตามที่อาจถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีส่วนร่วมจากคนส่วนใหญ่


เครือข่ายฯ หวังว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ มาจากเสียงของประชาชนฐานราก จะเคารพและเข้าใจหลักการเหล่านี้ และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ในท้องถิ่นร่วมกันสร้างสรรค์การพัฒนาในแบบใหม่ๆ ไม่ทำลายผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เพื่อคนส่วนน้อย และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคใต้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนได้

ทั้งนี้ทางเครือข่ายจะติดตามการดำเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆอย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า “เส้นทางการพัฒนาภาคใต้ ประชาชนคนท้องถิ่นต้องร่วมกำหนดขึ้นเอง” 



อบจ.ภูเก็ต จัดทำแผนพัฒนาการศึกษา



เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 ที่ห้องประพิทักษ์แกรนด์บอลรูม โรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และสถานศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายอวยพร สกุลตัน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต พร้อมด้วย ผู้บริหาร คณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนในสังกัด อบจ.ภูเก็ต เข้าร่วม 


นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และสถานศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2555 เพื่อให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และสถานศึกษาในสังกัด ได้มีความรู้ ความเข้าใจ และได้ฝึกปฏิบัติในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เป็นการเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และสถานศึกษาในสังกัด ในปีงบประมาณ 2556 โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในการกำหนดทิศทางการจัดการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ จึงต้องขอขอบคุณ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนในสังกัด ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัด ผู้อำนวยการกองฯ ตลอดจนผู้มีเกียรติทุกท่านและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนให้การจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้


นายอวยพร สกุลตัน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาในระยะยาวอย่างมีทิศทางและเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของ อบจ.ภูเก็ต โดยสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน โรงเรียน ชุมชน และประชาชนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ แผนพัฒนาการศึกษาของ อบจ.ภูเก็ต ซึ่งกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นผู้จัดทำ ประกอบด้วย แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา และแผนพัฒนาการศึกษาสามปี ส่วนแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งสถานศึกษาเป็นผู้จัดทำ ประกอบด้วย แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาสามปี แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ และแผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษา สำหรับการจัดโครงการฯ ประกอบด้วย การอภิปราย แบ่งกลุ่มฝึกจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา และแผนพัฒนาการศึกษาสามปี และมีการนำเสนอผลการจัดทำแผนฯ ของแต่ละกลุ่ม



อนุกมธ.แก้ไขปัญหาของ รพ.อบจ.ภูเก็ต



เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต นายศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะอนุกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการโรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายสาธิต กลิ่นภักดี ท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต นายมานพ ลีลาสุธานนท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ อบจ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติ อสม.และประชาชนในพื้นที่ หมู่ 4 และ 7 ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม

ทั้งนี้นายศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวว่า ตามที่คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาของโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต เพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการสถานพยาบาลแก่ประชาชนในจังหวัดภูเก็ต ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณาแก้ไขปัญหาของโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ได้ดำเนินการพิจารณาเรื่องดังกล่าวและจัดทำสรุปผลการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว

โดยมีประเด็นต่างๆ ได้แก่ การจ้างเหมาบริการเอกชนเพื่อบริหารและดำเนินงานโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ พ.ศ.2530 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 53 การให้บริการรักษาพยาบาลเป็นเงินเชื่อ การช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลสำหรับบุคคลบางกลุ่ม การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลโครงการเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลางสำหรับข้าราชการ และการจ่ายเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้หน่วยบริการในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด

นอกจากนี้ สำหรับการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการทยอยถ่ายโอนสถานีอนามัยให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่เท่านั้น ได้แก่ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล หากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความประสงค์จะขอรับโอนสถานีอนามัยอาจประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กได้โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540

ครม.ให้แผนงานที่พร้อมในปี 55 กว่า 600 ล้าน



เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชน ว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้รับความเห็นชอบโครงการของกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรังและระนอง) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว (ท่ามาเนาะห์) ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา จำนวน 30 ล้านบาท, โครงการพัฒนาเกาะสุกร เป็นแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน จ.ตรัง จำนวน 25.94 ล้านบาท, โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน จ.ภูเก็ต จำนวน 25.37 ล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำรองรับการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน จ.ระนอง จำนวน 20 ล้านบาท รวมงบประมาณ 101.31 ล้านบาท 


ส่วนของโครงการแต่ละจังหวัด ได้แก่ จ.ภูเก็ต ประกอบด้วย 1.โครงการแก้มลิงเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจังหวัดภูเก็ต จำนวน 25 ล้านบาท 2.โครงการระบบท่อส่งน้ำจากโรงกรองน้ำบ้านบางโจไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต จำนวน 24.84 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาระบบควบคุมการจราจรทางน้ำจังหวัดภูเก็ต จำนวน 17.30 ล้านบาท 4.โครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานบ้านพระวิชิตสงคราม ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จำนวน 9.11 ล้านบาท 5.โครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก จำนวน 20 ล้านบาท และ 6.โครงการพัฒนาระบบตรวจจับรถยนต์วิ่งด้วยความเร็วเกินอัตราที่กำหนดและระบบตรวจจับรถยนต์ฝ่าฝืนสัญญาไฟจราจรในเขตจังหวัดภูเก็ต จำนวน 17 ล้านบาท รวมวงเงิน 113.25 ล้านบาท 


จ.ระนอง ประกอบด้วย 1.โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้วอย่างยั่งยืน จำนวน 42.26 ล้านบาท 2. โครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวเกาะพยาม จำนวน 15 ล้านบาท 3. โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของสถาบันเกษตรกร จำนวน 10.80 ล้านบาท 4. โครงการบูรณะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย จำนวน 21.12 ล้านบาท 5.โครงการจัดระบบป้องกันและการสื่อสารเพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ฝั่งทะเล และเกาะแก่ง จ.ระนอง หรือระนองโมเดล จำนวน 6.15 ล้านบาท และ 6.โครงการส่งเสริมและเพิ่มพูนรายได้เศรษฐกิจชุมชนโดยจัดสร้างลานปาล์มชุมชน จำนวน 6.50 ล้านบาท รวมวงเงิน 101.83 ล้านบาท

จ.ตรัง ประกอบด้วย 1.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานที่ท่องเที่ยวเขาช้างหาย อ.นาโยง จ.ตรัง จำนวน 10 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 30 ล้านบาท และ 3.โครงการการพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดตรัง จำนวน 64 ล้านบาท รวมวงเงิน 104 ล้านบาท

จ.พังงา ประกอบด้วย 1.โครงการเตรียมพื้นที่ ปรับปรุงพื้นที่ ถมดินบริเวณโครงการจัดตั้งศูนย์ราชการระดับจังหวัด จังหวัดพังงา จำนวน 35 ล้านบาท 2.โครงการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์อนุสรณ์สถานเรือ ต.813 จำนวน 42.98 ล้านบาท และ 3 โครงการปรับปรุงเส้นทางสายเพชรเกษม ช่วงเขาหลัก-บางเนียง จำนวน 30 ล้านบาท รวมวงเงิน 107.98 ล้านบาท ขณะที่ จ.กระบี่ ได้เพียง 1 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน และอุบัติภัยทางธรรมชาติ เพื่อรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีและการท่องเที่ยว จำนวน 99.34 ล้านบาท


นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบผ่อนผันให้ใช้พื้นที่ป่าชายเลนคลองเกาะผี ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ก่อสร้างโครงการถนนสายหลักทางด้านใต้ ทางยกระดับ 600 เมตร (สะพานข้ามคลองเกาะผี) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอด้วย

ครม.เห็นชอบโครงการกลุ่มอันดามันกว่า 84,000 ล.



เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือครม.สัญจร บริเวณชั้น 5 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 12/2555 และเป็นการประชุมนอกสถานที่ครั้งที่ 3/2555 โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างเข้าร่วมประชุม 


โดยการประชุมในครั้งนี้ทางครม.ได้ให้ความเห็นชอบกรอบแผนงาน/โครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน 5 จังหวัด จำนวน 117 โครงการ วงเงินงบประมาณ 84,064 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการกลุ่มจังหวัดอันดามัน 10 โครงการ วงเงิน 24,873 ล้านบาท และโครงการของแต่ละ จำนวนรวม 107 โครงการ วงเงิน 59,263 ล้านบาท แบ่งเป็น จังหวัดภูเก็ต จำนวน 67 โครงการวงเงิน 47,683 ล้านบาท จังหวัดพังงา จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 3,817 ล้านบาท จังหวัดกระบี่ 10 โครงการ วงเงิน 3,439 ล้านบาท จังหวัดตรัง 6 โครงการ วงเงิน 334 ล้านบาท และจังหวัดระนอง 11 โครงการ วงเงิน 3,990 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามได้มีการเห็นชอบโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 23 โครงการ วงเงินรวม 628 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งจัดทำรายละเอียดคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2555 จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อจะได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมในปีงบประมาณ 2555 ต่อไป ยกเว้นโครงการหลังที่ครม.เห็นชอบ เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณปี 2555 มาดำเนินการ ยกเว้นโครงการการเตรียมพื้นที่ ปรับปรุงพื้นที่ ถมดินบริเวณโครงการจัดตั้งศูนย์ราชการระดับจังหวัด จังหวัดพังงา วงเงิน 35 ล้านบาท ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ พ.ศ.2539 ก่อนทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป



วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

แสดงศักยภาพพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย


เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่บริเวณสนามหญ้าด้านข้างตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือครม.สัญจร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภายหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี และจะเดินทางกลับ ก็ได้เข้าเยี่ยมชมการแสดงศักยภาพความสามารถของสตรีไทยจากหลากหลายอาชีพในการรับมือกับเหตุภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในเดือนวันสตรีสากล เพื่อแสดงให้เห็นการสนับสนุนนโยบายในด้านนี้ โดยมีน.ส.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และนางเบญจวรรณ ตัมภานุวัตร ประธานมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต พร้อมด้วยอาสาสมัครในด้านการกู้ชีพ กู้ภัยร่วมในการแสดงพลังสตรี
ทั้งนี้นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า จากประวัตศาสตร์ของประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา พบว่าสตรีไทยได้มีส่วนช่วยเหลือปกป้องแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากเหตุภัยพิบัติของประเทศไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต บ้านเกิดของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร หรือคุณย่าจัน คุณย่ามุก ได้รวบรวมไพร่พลขับไล่ศัตรูที่มารุกรานให้ออกไปจากเมืองถลางได้สำเร็จ เมื่อกว่า 200 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันภัยที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมากคือภัยธรรมชาติ จึงเป็นที่มาของการรวมพลังสตรีจาก หลากหลายอาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล ข้าราชการ ที่มีความรู้ ความสามารถ มีจิตอาสา มีใจกล้าหาญ เข้มแข็ง เสียสละ และมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อร่วมทีม DMAT ประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือประเทศและคนไทยด้วยกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยสตรีที่ร่วมทีม DMAT ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ดินโคลนถล่มที่เขาพนม จ.กระบี่ น้ำท่วม จ.อยุธยา เป็นต้น
สำหรับในวันนี้ได้มีการแสดงเต็นท์โรงพยาบาลสนามอุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์การช่วยเหลือต่างๆ และทีมแพทย์พยาบาลที่มีศักยภาพ ในการช่วยเหลือทางการแพทย์กรณีภัยพิบัติประกอบด้วยแพทย์ผู้บัญชาการเหตุการณ์จากโรงพยาบาลถลาง และทีมพยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลป่าตอง ทีมแพทย์พยาบาลที่สวมชุด HARNESS สำหรับทำงานในที่สูงและที่อับอากาศ มีแพทย์ชำนาญการพิเศษ จากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และทีมพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ จากโรงพยาบาลป่าตอง และทีมแพทย์พยาบาลที่สวมชุดป้องกันสารเคมี HAZMAT Level B ประกอบด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการจากโรงพยาบาลป่าตอง และทีมพยาบาลวิชาชีพชำนาญการจากโรงพยาบาลถลาง และโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ซึ่งเป็นทีม DMAT ภูเก็ต



“ยิ่งลักษณ์” มอบผู้ว่าฯ หาทนายช่วยชาวบ้าน


นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า จากกรณีที่เครือข่ายต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และระนอง ได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิทำกิน และกรณีถูกนายทุนฟ้องร้องในข้อหาบุกรุกที่ดิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทางจังหวัดเข้าไปดูแลจัดหาทนายช่วยเหลือชุมชนที่ถูกนายทุนฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดิน ซึ่งเบื้องต้นมี 3 ชุมชน คือ ชุมชนหลังสวนหลวง ร.9 ชุมชนโคกโตนด และชุมชนชาวเลราไวย์ รวมถึงการเข้าไปให้ช่วยเหลือในเรื่องของระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ด้วย ซึ่งจะเข้าไปดำเนินการขับเคลื่อนต่อจากนี้ไป
นายตรี กล่าวด้วยว่า ในส่วนของงบประมาณที่ทางจังหวัดภูเก็ต ได้เสนอขอรับการสนับสนุนในการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ในวงเงิน 100 ล้านบาท คาดว่าที่จะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน มีด้วยกัน 4 โครงการ คือ โครงการแก้มลิงเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จ.ภูเก็ต งบประมาณ 25 ล้านบาท โครงการระบบท่อส่งน้ำจากโรงกรองน้ำบ้านบางโจ ไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต งบประมาณ 49 ล้านบาทเศษ โครงการควบคุมระบบการจราจรทางน้ำ งบประมาณ 20 ล้านบาท และโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม งบประมาณ 9 ล้านบาทเศษ
อย่างไรก็ตามนอกจากโครงการดังกล่าวแล้วยังมีโครงการที่ขอรับการยกเว้นมติ ครม. เพื่อขอเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ก่อสร้างถนนสายหลักด้านใต้ (คลองเกาะผี) ระยะทาง 600 เมตร รวมถึงยังได้มีการนำเสนอโครงการเพื่อขอรับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรี อีกจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนาดเบารอบเกาะภูเก็ตและเส้นทางสนามบิน งบประมาณ 25,000 ล้านบาท โครงการอุโมงค์ลอดป่าตอง 5,500 ล้านบาทเศษ และโครงการภูเก็ตเขียว 175 ล้านบาท




ยื่นหนังสือนายกก่อนประชุมครม.สัญจร



เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ได้มีกลุ่มมวลชนจากจังหวัดพัทลุง จำนวนประมาณ 500 คน ได้เดินทางมาให้กำลังใจและยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีการจัดตั้งศูนย์การศึกษาและบริการทางการแพทย์ พร้อมป้ายผ้าข้อความต่างๆ อาทิ ผู้สูงอายุ 4 จังหวัด พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และตรัง จำนวนหนึ่งล้านสองแสนคนขอให้จัดตั้งศูนย์แพทย์ ที่ ม.ทักษิณ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนและจัดบริการทางด้านสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น
เนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุง สตูล ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานีและระนองมีจำนวนประชาชนที่รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ยังขาดแคลนโรงพยาบาลที่รองรับการดูแลสุขภาพระดับตติยภูมิ และควรมีการสนับสนุนการผลิตบุคลากรทางด้านสุขภาพเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดหลักของมหาวิทยาลัยทักษิณที่จะพัฒนาวิทยาเขตพัทลุงให้เป็นวิทยาเขตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ และศาสตร์ภูมิปัญญาชุมชน โดยมีแผนในการจัดตั้งศูนย์การศึกษาและบริการทางการแพทย์ ที่มีการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น คณะแพทย์ศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะฟื้นฟูและผู้สูงอายุ เป็นต้น ใช้งบประมาณระหว่างปี 255-2559 จำนวน รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนกลุ่มสาขาวิชาชีพสุขภาพโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หรือโรงพยาบาล มอ.สงขลา ได้มายื่นหนังสือขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ให้บรรจุบุคคลเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ด้วย เนื่องจากมติดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพนักงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มีสภาพเป็นเพียงพนักงานและลูกจ้างชั่วคราวของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่มั่นคงเหมือนข้าราชการของหน่วยงานอื่นๆโดย
เฉพาะพนักงานในส่วนของโรงพยาบาลกลุ่มสหสาขาวิชาชีพสุขภาพ คือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด เป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะมีภาระหน้าที่งานที่หนักมาก เนื่องจากมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ทำให้พนักงานดังกล่าวลาออกไปทำงานกับหน่วยงานอื่นที่บรรจุเป็นข้าราชการ จากที่รู้สึกไม่มั่นคงในวิชาชีพ จึงอยากจะให้เปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่บรรจุบุคคลเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นสามารถบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการได้เช่นเดียวกับกระทรวงอื่น เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานสนองความต้องการของประชาชนตามแนวนโยบายและความปรารถนาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามเมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึงเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น.ก็ได้ลงจากรถ มารับช่อดอกไม้ พร้อมรับหนังสือของทั้งสองกลุ่มด้วยหน้ายิ้มแย้ม นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารและพนักงานของเทศบาลเมืองกะทู้ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้มอบพวงมาลัยดอกไม้ มูลนิธิท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร มอบรูปหล่อสัมฤทธิ์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร และสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดภูเก็ตได้มามอบช่อดอกไม้ เป็นการต้อนรับด้วย ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบอย่างเข้มงวด







กรอ.ภูมิภาคดันหลายโครงการเสนอ ครม.



เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมชั้น 1 อาคารวิเทศศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต หรือ มอ.ภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) ครั้งที่ 3/2555 โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมกรอ.ภูมิภาค เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในส่วนภูมิภาค ขอให้ทุกหน่วยงานนำเสนอปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะให้คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบคำถาม และจะได้รับเอาปัญหาต่างๆ ไปดำเนินการแก้ไขต่อไป
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เบื้องต้นจะมีการนำเสนอโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน 4 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เร่งรัดขยายโครงการทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ฝั่งอันดามัน ตั้งแต่แยกปฐมพร จ. ชุมพร ระนอง พังงา และตรัง เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับเศรษฐกิจการค้าการลงทุน 2.การส่งเสริมการค้าการลงทุน 3. การส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและทะเลไทย เช่น โครงการบ้านปลาเฉลิมพระเกียรติทะเลไทย หรือปะการังฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการวางบ้านปลา 15 แห่งในทะเลอันดามัน และ 4 การแก้ไขปัญหาความไม่สะดวกเรื่องการอำนวยความสะดวกวิธีการตรวจคนเข้าเมืองบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอการพัฒนาการท่องเที่ยวกลุ่มอันดามันของจังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยขอให้หน่วยงานของรัฐรับภาระในการดำเนินการเพื่อจัดทำแผนการศึกษาวิธีการความเป็นไปได้ รวมทั้งโครงการทางหลวงรถไฟสายอันดามัน ซึ่งการลงทุนก่อสร้าง การจัดหาแหล่งทุน การบริหาร ผลตอบแทน มีสำนักงานขนส่งการจราจร ร่วมกับสำนักงานคระกรรมการสตรีแห่งชาติ กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
อย่างก็ไรก็ตามก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุม กรอ.ภูมิภาค ได้มีตัวแทนผู้ประกอบการจาก 14 จังหวัดภาคใต้ นำโดยนายภูมิพัฒน์ ตรังสุวรวณ ประธานคณะกรรมการติดตามผลการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการก่อสร้างอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยปี 2554 เข้ายื่นหนังสือโดยเรียกร้องให้มีการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ครบคลุมทั้ง 14 จังหวัด เพราะการช่วยเหลือในรอบแรกนั้นเป็นการให้ความช่วยเหลือเพียงแค่ 10 จังหวัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบทั้ง 14 จังหวัด 




สว.ภูเก็ตนำภาคเอกชนหารือนายกฯ แก้ท่องเที่ยว



เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย สมาชิกวุฒิสภา จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยนายวิชัย ไพร สงบ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ได้นำ นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต นายพนมพล ธรรมชาตินิยม นายกสมาคมมัคุเทศก์อาชีพจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต พังงาและกระบี่ เข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และคณะ เพื่อหารือและนำเสนอข้อมูลความต้องการของภาคเอกชนในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด
นางธันยรัศม์ กล่าวภายหลังร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรี ว่า การพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อนำเสนอปัญหาการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดอันดามันให้นายกฯ ได้รับทราบ ทั้งปัญหาเกี่ยวกับการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวร้องเรียนเข้ามา และปัยหาการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานต่างๆ ในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งอยากให้รัฐบาลได้เข้ามาให้การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกินกำลังของหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัดจะดำเนินการ จึงอยากให้เป็นโยบายจากส่วนกลางลงมาในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่ นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ได้นำเสนอความต้องการของหอการค้าจังหวัดภูเก็ตต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูล โดยขอให้มีการนำขยะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วไปถมพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหินเพื่อสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำในทะเล เป็นการช่วยลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่เตาเผาและยังจะทำให้ได้พื้นที่ในการทำอ่างเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว การจัดทำระบบขนส่งมวลชนด้วยการจัดทำแอร์พอร์ตลิงค์ เส้นทางสนามบินภูเก็ต- ห้าแยกฉลอง และจัดรถโดยสารรับช่วงต่อระหว่างทาง ขอให้มีการผลักดันเส้นทางรถไฟจาก จ.สุราษฎร์ธานี มายังบ้านท่านุ่น จ.พังงา ผลักดันภูเก็ตให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถบริหารงบประมาณด้านการจัดการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการได้เอง รวมทั้งการจัดสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ รองรับการเป็นศูนย์กลางการแข่งขันกีฬาในอนาคต