จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

องค์กรแพลนเนตแมร์ หนุนชาวป่าคลอกภูเก็ต

เมื่อเวลา 11.00 น.ของวันที่ 16 เมษายน 53 ที่บริเวณชายทะเลบ้านบางทราย ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ. ภูเก็ต นายอธิพงษ์ คงนาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ระหว่าง กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนตำบลป่าคลอก และ องค์กรแพลนเนตแมร์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนจากประเทศฝรั่งเศส ตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนในตำบลป่าคลอก ที่ทางองค์กรแพลนเนตแมร์ ตกลงจะให้ความช่วยในทุกด้านแก่เครือข่ายประชาชนชาวตำบลป่าคลอกในการบริการจัดการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม และหลังจากพิธีลงนามร่วมกัน ก็ได้มีการปล่อยพันธ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ กลับสู่ทะเลจำนวน 1 ล้านตัว เพื่อคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติและเพิ่มจำนวนปลาให้กับทะเลในพื้นที่ตำบลป่าคลอกด้วย


ทั้งนี้นายมานะ สามเมือง ประธานโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนในตำบลป่าคลอก กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อร่วมกันจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีความสมบูรณ์ เพื่อ สร้างความมั่นคงทางแหล่งอาหาร รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนประมงพื้นบ้าน รวมทั้งร่วมกันรักษาความหลายหลากทางชีวภาพของระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเล และการจัดการโครงการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดสภาวะปัญหาโลกร้อน นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างรากฐานการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชนให้สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดภูเก็ต รัฐบาลไทยและสิ่งที่สำคัญเป็นการใช้หลักการสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชนตามกฎหมายรัฐธรรมปัจจุบัน


ขณะที่ นายอธิพงศ์ คงนาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอกกล่าวว่าโครงการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนในตำบลป่าคลอก ได้เกิดความร่วมมือที่หลากหลายภาคส่วนที่จะได้ร่วมกันจัดทำโครงการให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นที่พื้นที่แหล่งเรียนรู้และจะเป็นแหล่งที่ทำมาหากิน ทำการประมงที่มั่นคง ของประชาชนสืบทอดไปสู่ลุกหลานในวันข้างหน้าต่อไป


พธม.ภูเก็ตอ่านแถลงการณ์ มอบดอกไม้เป็นกำลังทหาร



เมื่อเวลา 15.30 น.ของวันที่ 16 เมษายน 53 ที่บริเวณด้านหน้าทัพเรือภาคที่ 3 บ้านแหลมพันวา ม.8 ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ตและประชาชนชาวภูเก็ตกว่า 200 คน พร้อมด้วยป้ายข้อความต่างๆ เช่น “ที่พึ่งหนึ่งเดียวของไทย ตอนนี้คือทหารเท่านั้น” “ประเทศชาติจะพึ่งใคร ถ้าไม่ใช้ทหารปราบ” “การปราบกบฏ บ้าน กบฏเมือง ต้องใช้ทหารใช้หรือไม่” หลับเถิดทหารเสือราชินี ปวงชนจะสดุดี ชั่วนิรันดร์” เป็นต้น โดยมีนางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต เป็นแกนนำมายื่นหนังสื่อแถลงการณ์และดอกไม้ให้กำลังใจทหารและประชาชน ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีนาวาเอก พุทธิพร สวาดสุด รองผอ.กิจการพลเรือน ทัพเรือภาคเรือภาคที่ 3 ตัวแทนผบ.กองเรือภาคที่ 3 พร้อมทหารประจำการอยู่ที่กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ให้การต้อนรับและรับมอบ

ทั้งนี้นางสาวอาภารัตน์ ได้อ่านแถลงการณ์ โดยมีใจความว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต และประชาชนชาวภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มีความรู้สึกเสียใจ ต่อกรณีการสูญเสียกำลังพลของเจ้าหน้าที่ทหารหาญ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รักษาความสงบเรียบร้อยให้ชาติบ้านเมือง ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือนปช.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนเจ้าหน้าที่ทหารระดับผู้บัญชาการ ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต และประชาชนชาวภูเก็ต ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการสูญเสียรั้วของชาติครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง จะขอเป็นกำลังใจให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บและทหารที่ปฏิบัติงานในวันที่เกิดเหตุทุกท่าน รวมไปถึงพลเรือนกลุ่มมวลชนเสื้อแดง ที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บร่วม 859 ราย ให้เหตุการณ์เดียวกันด้วย

การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่น่าจะมีเหตุการณ์สูญเสียร้ายแรงต่อประเทศเช่นนี้ หากผู้ชุมนุม ชุมนุมอย่างสันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธจริงอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กลับพบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเป็นกองกำลังติดอาวุธ ผ่านการฝึกมาอย่างดี เพื่อสังหาร เข่นฆ่าทหาร ด้วยอาวุธสงครามอย่างไม่ปราณี และไร้ซึ่งมนุษยธรรม เพราะการมีไว้ซึ่งอาวุธสงครามนาครอบครอง

พฤติกรรมแกนนำปลุกระดมสร้างความรุนแรง ข่มขู่ ก้าวร้าว และบิดเบือนความจริง เข้าข่ายเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร ซึ่งฝ่ายการเมืองคงจะแก้ปัญหาฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องให้กองทัพบูรณาการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาด้วย โดยขอเป็นกำลังใจให้กองทัพเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเสียสละ มีชาติ และสถานบันเป็นที่ตั้ง ดังนี้

1.ทหารต้องซื่อสัตย์ต่อคำปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลทุกข้อ โดยเฉพาะจะเชิดชู และรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า

2.ตั้งแต่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ควบคุมสถานการณ์ที่ไม่ปกติของการชุมนุม แต่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ หรือนำพาประเทศสู่ความสงบได้ กลับทำให้สถานการณ์รุนแรง และเลวร้ายขึ้นถึงเวลาที่รัฐบาลควรปล่อยทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยประกาศใช้ “กฎ อัยการศึก” ทันที ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงและเลวร้ายมากไปกว่านี้และหาวิธีแยกผู้ชุมนุมบริสุทธิ์ออกจาก “กลุ่มกบฏ” ไม่ปราบ ไม่ฆ่าประชาชนที่มาชุมนุมโดยบริสุทธิ์อย่างเด็ดขาดและ

3.ฝากถึงทุกฝ่ายที่หน้าที่ดูแลสถานการณ์ขณะนี้ ต้องช่วยกันนำพาประเทศให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดยประชาชนทั้งประเทศที่ไม่มีโอกาสต่อรองหรือเจรจา จะร่วมเป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” รับรองความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ ระบบการปกครองประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและปกป้องปวงชนชาวไทยทั้งประเทศอย่างแน่นอน

จากนั้นนาวาเอกพุทธิพร ได้กล่าวต่อผู้ที่เดินทางมาร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ว่า ตนในฐานะตัวแทน ผบ.กองเรือภาคที่ 3 ก็ขอขอบคุณที่ทุกท่านได้เดินทางมาให้กำลังใจกับทหารในครั้งนี้ หลังจากนี้จะได้นำแถลงการณ์พร้อมด้วยดอกไม้ที่ได้รับมอบในครั้งนี้ ไปมอบให้กับผบ.ทัพเรือภาคที่ 3 เพื่อนำส่งต่อไปยังทหารและชาชนที่ที่ได้รับบาดเจ็บที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพต่อไป

ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมร้องเพลง เราสู้ และเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นก็ได้แยกย้ายกันกลับเพื่อไปรวมตัวกันต่อที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อ.เมือง ภูเก็ตต่อ


ตร.เมืองภูเก็ตรวบคนร้ายชิงทรัพย์ และพยายามข่มขืน



เมื่อเวลา 10.00 น.ของวัยที่ 16 เมษายน 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วยพ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รองผบก.ภ.จส.ภูเก็ต พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายเสถียร เรืองจินดา อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 313 ถ.ระนอง อ.เมือง ภูเก็ต พร้อมด้วยของกลางจำนวน 15 รายการ ในข้อหา บุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ ชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้ายและพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร

ทั้งนี้พล.ต.ต.พิกัด ได้กล่าวว่า ด้วยเมื่อวันที่ 13 เมษายน 53 ที่ผ่านมา ได้มีนางไพ (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ขับขี่รถ จยย.กลับจากเที่ยวสงกรานต์ที่หาดป่าตอง อ.กะทู้ เพื่อกลับห้องพักภายในซอยหล่อโรง ถ.พัฒนา อ.เมือง จากนั้นคนร้ายได้ขี่รถ จยย.คันดังกล่าวติดตามมาถึงหน้าห้องพักแล้วใช้กรรไกรปลายแหลมบุกจี้บังคับเหยื่อพร้อมกับผลักเหยื่อเข้าไปในห้อง แล้วได้ปลดทรัพย์สินของเหยื่อพร้อมกับใช้กรรไกรจี้บังคับให้เหยื่อขึ้นรถ จยย.ของคนร้ายและพาไปในป่าบริเวณสุสานเขารัง ถ.แม่หลวน อ .เมือง พร้อมกับบังคับให้เหยื่อถอดกางเกงและเริ่มลงมือข่มขืน แต่ขณะกำลังที่คนร้ายกำลังจะข่มขืน ปรากฏว่ามีคนผ่านมาพบพร้อมกับตะโกนสอบถามผู้ต้อง ทำให้เหยื่อฉวยโอกาสวิ่งหนีออกจากป่าและเข้าขอแจ้งความกับตำรวจ จากนั้นชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ตได้ออกติดตามจนกระทั่งทราบว่า คนร้ายรายนี้ชื่อนายเสถียร ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและหลักฐานเสนอต่อศาลออกหมาจับนายเสถียร จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวนายเสถียร พร้อมด้วยรถจยย.ยามาฮ่าฟิโน่สีม่วง ทะเบียน ขกว 488 ภูเก็ต จากนั้นก็ควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม

จากการสอบสวนนายเสถียร ได้ให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ตั้งแต่เดือน มี.ค. – เม.ย.53จำนวน 11 ครั้ง และเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ในคดีวิ่งราวทรัพย์ นอกจากนี้ผู้เสียหายยังได้ให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุใช้อาวุธดังกล่าวแทงผู้อื่นได้รับบาดเจ็บในพื้นที่สภ.ฉลอง ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ได้ลักมาจากซอยหมู่บ้านล๊อดปาล์ม เขตพื้นที่รับผิดชอบสภ.ทุ่งทอง จากนั้นก็ได้นำมาเปลี่ยนแปลงหมายเลขทะเบียนเพื่ออำพรางคดี ในการใช้ก่อเหตุ

“ผู้ต้องหารายนี้ถือว่าเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างมาก โดยแต่ละวันไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลักแหล่ง ซึ่งเคยถูกจับกุมในข้อชิงทรัพย์และถูกจำคุกกว่า 2 ปี โดยเพิ่งพ้นโทษออกมาไม่นาน จากนั้นได้ออกก่อเหตุใช้รถ จยย.ตระเวนหาเหยื่อหญิงสาว เพื่อมีจุดประสงค์ต้องการข่มขืนและกระทำชำเราเป็นหลัก ส่วนทำทรัพย์สินเป็นเพียงเรื่องรอง ซึ่งคาดว่าคงมีเหยื่อที่เป็นหญิงสาวอีกหลายรายที่ไม่กล้าเข้าแจ้งความ เนื่องจากอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบางรายอาจถูกข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ แต่บางรายอาจถูกพยายามจะข่มขืนหรือแค่กระทำอนาจาร บางรายอาจถูกชิงทรัพย์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากไม่สบโอกาส จึงขอวอนให้หญิงสาวที่ใช้รถ จยย.ระวังภัยใกล้ตัวในลักษณะดังกล่าวไว้ด้วย” ผบก.ภ.จ.ภูเก็ตกล่าวย้ำเตือน


เมืองทอง ปะทะ เซาธ์ไชน่า เอเอฟซี คัพ ที่ ภูเก็ต



 
จังหวัดภูเก็ต รับหน้าเสื่อจัดเกมเอเอฟซี คัพ นัด “กิเลนผยอง”เมืองทอง ยูไนเต็ด เปิดรังชิงตำแหน่งแชมป์กลุ่ม จี กับ เซาธ์ไชน่า ของฮ่องกง หลังฝ่ายทีมเยือนร้องขอเอเอฟซี ขอเปลี่ยนสนามเพราะหวั่นเหตุการณ์ความไม่สงบ กำหนดฟาดแข้งที่สนามสุระกุล วันที่ 20 เม.ย.นี้ เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป

ศึกลูกหนังเอเอฟซี คัพ รอบคัดเลือก กลุ่มจี นัดที่ 5 ซึ่งเป็นเกมฟาดแข้งระหว่าง “กิเลนผยอง”เมืองทอง ยูไนเต็ด แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2009 และแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ประเภท ก. จะเปิดรังรับการมาเยือนของทีม เซาธ์ ไชน่า ของฮ่องกง โดยสถานการณ์ของทั้งสองทีมถือว่ามีโอกาสเข้ารอบ 16 ทีมด้วยกันทั้งคู่ โดยเมืองทอง ยูไนเต็ด แข่งไป 4 นัด ชนะ 3 เสมอ 1 มีอยู่ 10 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม ขณะที่เซาธ์ ไชน่า ของฮ่องกง เตะ 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 มี 7 แต้ม เกมนี้ เมืองทองฯ ต้องการอย่างน้อยเสมอ เพื่อรับประกันเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอน เพราะนัดสุดท้ายทีม เซาธ์ ไชน่า ต้องไปวัดกับทาง วีบี มัลดีฟส์ เพื่อแย่งกันเข้ารอบตามเมืองทองฯ เอง

ล่าสุดหลังจากมีข่าวว่าทาง เซาธ์ ไชน่า ได้ยื่นหนังสือถึงทางสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือเอเอฟซี เพื่อขอให้เปลี่ยนสนามในเกมมาเยือน เมืองทอง ยูไนเต็ด วันที่ 20 เม.ย.จากยามาฮ่า สเตเดี้ยม เป็นสนามกลาง เพราะหวั่นเกรงจะไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์ที่ไม่สงบในกรุงเทพฯ ทาง “บิ๊กเปี๊ยก”องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จึงได้ตัดสินใจประสานไปยังจังหวัดภูเก็ต เพื่อจะขอให้จัดการแข่งขันแมตช์นี้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจาก 3 ประสานคือ นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต, นาย ปมุข อัจฉริยะฉาย ประธานโรงแรมในเครือ กะตะกรุ๊ป และ นาย เอี่ยม ถาวรว่องวงศ์ ที่ปรึกษานายกส.ฟุตบอลฯและประธานสโมสร เอฟซี ภูเก็ต ว่าพร้อมจะจัดการแข่งขันในนัดนี้

โดยทาง เลขาธิการส.ฟุตบอลฯ ได้เปิดเผยว่า ตอนนี้เป็นอันแน่นอนแล้วว่า เกมเอเอฟซีคัพ ศึกชิงแชมป์กลุ่มจี ระหว่างเมืองทอง ยูไนเต็ด กับ เซาธ์ ไชน่า ของฮ่องกง จะเตะกันที่สนามสุระกุล จ.ภูเก็ต ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ ในเวลา 18.00 น. ซึ่งทางจังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมในการจัดการแข่งขันแมตช์นี้อย่างแน่นอน และทาง เซาธ์ ไชน่า ก็ตอบรับจะมาแข่งขันแล้ว

ภายหลังจากที่สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี ได้ประกาศให้เกมระหว่าง "กิเลนผยอง" เมืองทองฯ ยูไนเต็ด กับ เซาท์ ไชน่า นั้น ย้ายสนามแข่งขันจากสนามยามาฮ่า สเตเดี้ยม ไปแข่งขันกันที่ สนามสุระกุล จังหวัดภูเก็ต แทน เนื่องจาก ทีมเยือนนั้นได้ยื่นเรื่องไปทางเอเอฟซี เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัยของนักเตะและสต๊าฟโค้ชที่จะต้องเดินทางมาแข่งขัน ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับเอกสารจากทางรัฐบาลฮ่องกงที่ให้งดการเดินทางเข้ากรงเทพฯ ล่าสุด "บิ๊กเป้" รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้จัดการทีมทั่วไป สโมสรเมืองทองฯ ยูไนเต็ด ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว ว่า

"สโมสรอยากให้แฟนบอลเข้าใจกับเรื่องดังกล่าว เราเองพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะโน้มน้าวให้เอเอฟซีอนุมัติให้ใช้สนามยามาฮ่า สเตเดี้ยม ทั้งเสนอให้มีตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยให้กับทีมเยือนแบบเข้มข้นเต็มพิกัด ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร พร้อมกับการย้ายโรงแรมมายังมิราเค่ล แกรนด์ที่ใกล้สนามแข่งขัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการเดินทาง แต่ที่สุดก็ไม่เป็นผล เราจึงต้องยอมรับคำตัดสินของเอเอฟซีที่แจ้งมายังสมาคมฯ ซึ่งด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความรุนแรงทำให้เงื่อนไขเข้าทางทีมเซาท์ไชน่า ซึ่งต้องการลดการเสียเปรียบในการเล่นนอกบ้านอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เราก็ยังถือว่ายังโชคดีที่ได้เล่นในประเทศไทย ไม่ต้องย้ายไปยังประเทศเป็นกลางตามเงื่อนไขแรกที่ทางเซาท์ ไชน่าต้องการ โดยที่ทางเอเอฟซี จะให้ไปเล่นในต่างประเทศด้วยซ้ำไป สุดท้ายก็อยากให้แฟนบอลเข้าใจกับเรื่องนี้ เพราะถ้าเป็นไปได้เราอยากแข่งในยามาฮ่า สเตเดี้ยม อย่างที่สุด"

สำหรับ การแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี คัพ 2010 ระหว่าง "กิเลนผยอง" เมืองทองฯ ยูไนเต็ด กับ เซาท์ ไชน่า จะแข่งขันกันในวันอังคารที่ 20 เมษายน นี้ เวลา 18.00 น. ที่สนามสุระกุล จังหวัดภูเก็ต โดยตั๋วเข้าชมการแข่งขันนั้นจะมี 3 ราคา ได้แก่ 200 บาท (VIP), 100 บาท (อัฒจันทร์), ด้านข้างสนาม 50 บาท (หลังโกล์) และ เด็ก 20 บาท


วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

ถวายปริญญาหลวงปูสุภา



นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนางไทศิกา ไพรสงบ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย สมาชิกวุฒิสภา นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวภูเก็ตร ร่วมในพิธีถวายปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน แด่พระมงคลวิสุทธิ์ (หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล) เจ้าอาวาสวัดสีลสุภาราม (วัดหลวงปู่สุภา) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 53


วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553

ชาวภูเก็ตยื่นหนังสือสนับสนุนนายกบริหารงานต่อ



เป็นภาพชาวภูเก็ตประมาณ 200 คน นำโดยนายศิริชัย กุลสวรรค์ ฝ่ายประสานงานสนามกอล์ฟภูเก็ตคันทรี่คลับ พร้อมด้วยนายแสงรัตน์ อุดมทรัพย์, นายมงคล รัตนะ พร้อมป้ายผ้าข้อความต่างๆ เช่น ตั้งสติรู้ เพื่อประเทศของเรา, รวมพลังสู้ ช่วยกู้ไทยให้สงบ นายกอย่ายุบ อย่าลาออก เป็นต้น ได้มายื่นหนังสือเพื่อให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขานายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งมอบดอกกุหลาบเป็นกำลังใจ ผ่านทางนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในการทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป ที่บริเวณด้านหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

แปรภาพบิ๊กไบค์ Phuket 2010




ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ใหญ่และชมรมนักเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์จากทั่วประเทศ ตลอดจนผู้ขับขี่นานาชาติที่มาร่วมงานรวมพลนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่ หรือ ภูเก็ตไบค์วีค 2010 ครั้งที่ 16 ได้นำรถจักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ กว่า 500 คัน พร้อมด้วยนักบิดจำนวน 500 คน เข้าร่วมกันนำรถมาแปรอักษรคำว่า “PHUKET 2010” ณ สนามฟุตบอลป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกที่ทางผู้จัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงสงกรานต์

วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553

ทน.ภูเก็ตเปิดเวทีฟังประชาคมเมืองฟังความเห็นปัญหา


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2553 ที่ห้องพระพิทักษ์แกรนด์บอลรูม โรงแรมเมโทรโพล อ.เมือง จ.ภูเก็ต น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมเมือง เพื่อรับฟังปัญหา/ความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนครภูเก็ต เพื่อรับฟัง และรวบรวมความคิดเห็น เกี่ยวกับประเด็นปัญหา และความต้องการของประชาชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดแผนพัฒนาของเทศบาลนครภูเก็ต ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองในทุกๆ ด้าน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาเทศบาลนครภูเก็ต คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาเทศบาล ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา ผู้แทนชุมชน องค์กรเอกชน ผู้แทน อสม. ผู้แทนกลุ่มอาชีพต่างๆ สื่อมวลชน และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมประมาณ 220 คน

น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแผนพัฒนาถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารงานเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้ เนื่องจากการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถปฏิบัติงานและให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนั้นการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นที่ดี จะต้องทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหา และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนในท้องถิ่น โดยใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ได้อย่างมีคุณค่า และเต็มศักยภาพ

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องตระหนักว่าแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากต้องมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับต่างๆ ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและจังหวัด แผนการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนนโยบายในการบริหารท้องถิ่นแล้ว จะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาให้มีความสมดุล ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตและอื่นๆ โดยอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่นทุกระดับ ตลอดจนต้องมีการประสานงานในการจัดทำแผนพัฒนากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ภายในจังหวัด โดยมีคณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นแกนกลางในการประสานงาน

ตร.ทล.สร้างอาสาสมัครบิ๊คไบค์เตือนภัยช่วงสงกรานต์ที่ภูเก็ต



เมื่อเวลา 13.30 น.ของวันที่ 8 เมษายน 53 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมิทธิ์ ปาลวัฒน์วิไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการ “อาสาสมัครบิ๊คไบค์เตือนภัยร่วมใจตำรวจทางหลวง รุ่นที่ 5” ซึ่งกองบังคับการตำรวจทางหลวงจัดขึ้น เพื่อให้นักขับขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันเหตุ และร่วมเป็นเครือข่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในการดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้

พ.ต.อ.พินิต มณีรัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ใหญ่และชมรมนักเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์จากทั่วประเทศ ตลอดจนผู้ขับขี่นานาชาติที่มาร่วมงานรวมพลนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่ หรือ ภูเก็ตไบค์วีค 2010 ครั้งที่ 16 เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการที่จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครตำรวจทางหลวงในการอำนวยความสะดวก และมีส่วนร่วมในการป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนบนถนนหลวงได้ จึงมีการอบรมอาสาสมัครบิ๊คไบท์เตือนภัยร่วมใจตำรวจทางหลวงขึ้น โดยการอบรมดังกล่าวขึ้น ซึ่งมีทั้งนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่ที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมจำนวนประมาณ 250 คน และก่อนหน้านี้ตำรวจทางหลวงได้จัดให้มีการอบรมมาแล้วจำนวน 4 รุ่น มีจำนวนอาสาสมัครแล้วจำนวนประมาณ 1,500 คน

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมสามารถช่วยเหลืองานตำรวจทางหลวงได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี กองบังคับการตำรวจทางหลวงจึงมีแนวคิดที่จะจัดให้มีการอบรมครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจากทุกพื้นที่จะมีกลุ่มนักขับมอเตอร์ไซค์ใหญ่อยู่จำนวนมาก จึงมีแนวคิดขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้สมาชิกภาคประชาชน แจ้งข่าวด้านการจราจรบนถนนหลวงทุกประเภท เสริมสร้างการมีวินัยด้านการจราจร ลดอุบัติเหตุบนทางหลวง ช่วยงานเตือนภัยให้กับผู้ใช้ทางในการเดินทาง สอดส่องดูแล รักษาทรัพย์สินบนถนนหลวง รวมทั้งแบ่งเบาภาระหน้าที่ของตำรวจทางหลวงได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีส่วนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์หรือจักรยานยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น ในขณะเดียวกัน เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นิยมใช้รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ในการร่วมรณรงค์และร่วมแก้ไขปัญหาอาชญากรรมบนถนนหลวง เช่น การขว้างปาหิน เป็นต้น ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องในปัจจุบัน

พ.ต.อ.พินิต กล่าวด้วยว่า การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานรวมพลนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่หรืองานภูเก็ตไบค์วีคที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-13 เม.ย.53 และหลังจากเสร็จการอบรมในวันที่ 10 เม.ย 2553 อาสาสมัครบิ๊คไบค์เตือนภัยร่วมใจตำรวจทางหลวง รุ่นที่ 5 จะร่วมกันจัดริ้วขบวนมอเตอร์ไซค์ขับขี่อย่างมีระเบียบวิ่งรอบเมืองภูเก็ต เพื่อโชว์ความพร้อมในการเป็นอาสาสมัครตำรวจทางหลวง และในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00 น. สมาชิกอาสาสมัครบิ๊คไบค์รุ่นที่ 5 จะเข้าร่วมทำกิจกรรมแปรอักษรคำว่า “PHUKET 2010” โดยใช้รถมอเตอร์ไซค์ใหญ่จำนวน 2010 คัน ณ สนามฟุตบอลป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกที่ทางผู้จัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงสงกรานต์


ทม.ป่าตอง ตั้งสภาชายหาดป่าตองร่วมแก้ไขปัญหา


 

เมื่อเวลา 08.00 น.ของวันที่ 8 เมษายน 2553 ที่บริเวณสวนสาธารณะโลมาหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง พร้อมด้วยคณะบริหาร นายพูนศักดิ์ นาคเสนา ปลัดเทศบาลเมืองป่าตอง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงพบปะกับกลุ่มผู้ประกอบการบริเวณชายหาดป่าตอง ประกอบด้วย กลุ่มหิ้วกระติก กลุ่มหมอนวด และกลุ่มร่มเตียงผ้าใบ ตามโครงการจัดตั้งสภาชายหาดป่าตอง เพื่อรับทราบนโยบายและปัญหาความต้องการของผู้ประกอบการ

นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า การลงมาพบปะกลุ่มผู้ประกอบการบริเวณชายหาด เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น รวมถึงความต้องการที่กลุ่มผู้ประกอบการอยากให้ทางเทศบาลฯ เข้าไปดูแลช่วยเหลือ เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด รวมทั้งจะได้มีร่วมกันพัฒนาหาดป่าตองให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม พร้อมรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน ส่วนกรณีปัญหาเจ้าหน้าที่ของเทศบาลฯ บางเข้าไปมีส่วนในการทำไม่ถูกต้องก็จะได้นำไปหาแนวทางในการจัดการต่อไป และหลังจากนี้ก็มีกำหนดที่จะพบปะพูดคุยและนำเสนอปัญหาระหว่างกัน 2 เดือนต่อครั้ง
ขณะที่ตัวแทนกลุ่มหิ้วกระติก กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกขึ้นทะเบียนไว้กับเทศบาลฯ อย่างถูกต้องจำนวนประมาณ 80 คน และยังมีผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกจำนวนมาก จึงอยากให้ทางเทศบาลฯ ได้เข้ามาตรวจสอบและทางแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่ปฎิบัติถูกต้อง

ส่วนตัวแทนกลุ่มหมอนวดชายหาด กล่าวว่า สมาชิกหมอนวดชายหาดที่ขึ้นทะเบียนกับเทศบาลฯ อย่างถูกต้องมีประมาณ 100 ราย จากในอดีตซึ่งมีประมาณ 300 ราย เนื่องจากมีหมอนวดซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนเข้ามาประกอบอาชีพเป็นจำนวนมาก จึงทำให้หมอนวดที่บัตรอนุญาตหมดอายุจึงไม่มาต่อทะเบียนใหม่ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่หมอนวดซึ่งไม่มีใบอนุญาตก็ประกอบการได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด รวมถึงปัญหาการเรียกเก็บภาษีของทางสรรพากรซึ่งค่อนข้างสูง ส่วนปัญหาเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดในส่วนของหมอนวดต่างก็ช่วยกันดูแลอยู่แล้ว

ด้านตัวแทนกลุ่มร่มและเตียงผ้าใบ กล่าวว่า ผู้ประกอบการร่มและเตียงผ้าใบซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมมีจำนวนประมาณ 60 ราย เรื่องของความสะอาดนั้นผู้ประกอบการแต่ละรายได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ที่เป้นปัญหาคือ ความไม่สวยงามของเต็นท์เก่าๆ ที่นำมากาง รวมไปถึงการผูกเปลญวน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการโต๊ะสำหรับเก็บสิ่งของต่างๆ เดิมเคยตกลงกันว่าอนุญาตให้ตั้งโต๊ะได้รายละ 1 ตัว แต่ปัจจุบันบางรายมีการนำโต๊ะมาตั้ง 2 -3 ตัว บางรายก็ตั้งเป็นเคานเตอร์ ซึ่งควรที่จะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงปัญหาการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของชมรมฯ