จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ศาลเด็กจัดโครงการร่วมใจไกล่เกลี่ยประจำปี 2553

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วยคณะผู้ไกล่เกลี่ยประจำศาลฯ ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ประจำปี 2553 ว่า ในปีนี้สำนักงานศาลยุติธรรมโดยสำนักระงับข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรมทั่วประเทศจัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ประจำปี 2553 ขึ้นเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวร่วมกับคณะผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานศาลยุติธรรมให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประนีประนอมประจำศาล รวม 18 คน จึงได้กำหนดให้เดือนมิถุนายน – เดือนกรกฎาคม 2553 เป็นเดือนแห่งการร่วมใจไกล่เกลี่ยขึ้น ตามโครงการดังกล่าว โดยในช่วงของเดือนแห่งการร่วมใจไกล่เกลี่ย ได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของอัตราเฉลี่ยต่อเดือน และมีผลการไกล่เกลี่ยสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

สำหรับกิจกรรม ที่จะดำเนินการนั้น จะมีการเชิญคู่ความทั้งคดีครอบครัวและคดีอาญาเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะมีคดีครอบครัว และคดีอาญาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยจำนวน 10 เรื่อง และคาดว่า การไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ จะทำได้สำเร็จทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีการจัดกิจกรรมนิทรรศการเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการบรรยายให้ความรู้ด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและด้านกฎหมาย เกี่ยวกับเด็กและครอบครัวแก่ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรท้องถิ่นต่างๆ ครู ผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 ก.ค.53 ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต

นางเมธินี กล่าวต่อไปอีกว่า กิจกรรมด้านการเชิญคู่ความเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยคดีในโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” นี้ สำหรับคดีครอบครัวเรื่องการหย่าร้าง ซึ่งเป็นสถิติที่สูงสุดของศาลนี้ ผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษา และผู้ประนีประนอมประจำศาล ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในการไกล่เกลี่ยคู่ความ ซึ่งที่ผ่านมามักจะประสบผลสำเร็จสูง ทำให้ยุติข้อพิพาทลงได้ด้วยความเข้าใจและมีไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป โดยเฉพาะการคำนึงถึงความรู้สึกของบุตรผู้เยาว์ที่จะต้องไม่เกิดผลกระทบใดๆ ตามมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีครอบครัวถือว่าเป็นคดีที่ต้องมีการตัดสินด้วยความรวดเร็วกว่าคดีทั่วไป ซึ่งหากตัดสินช้าผลกระทบที่ตามมาทั้งทางด้านร่างการและจิตใจจะเกิดแก่ครอบครัวคู่ความนั้นๆ โดยเฉพาะหากมีเด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องในคดีด้วย ซึ่งในปี 2552 ที่ผ่านมาคดีครอบครัวที่ขึ้นสู่ศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจำนวน 24 คดีที่นำเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย และสามารถไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ 10 คดี คิดเป็นทุนทรัพย์ 16,239,250 บาท ส่วนในปี 2553 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.มีคดีเข้าสู่กระบวนการ 8 เรื่อง และไกล่เกลี่ยสำเร็จไปแล้ว 4 เรื่อง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ



ปชส.ภูเก็ตติวเข้มเครือข่ายสื่อมวลชน


เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ที่ห้องจามจุรี 2 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายธีรยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งทางสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ในการนำไปใช้เป็นข้อมูลในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนต่อไป โดยมีสื่อมวลชนจากสถานีวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายวีระพงษ์ ไวทยวงศ์สกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สืบเนื่องจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต ได้รับการจัดสรรงบพัฒนาจังหวัด ประจำปี 2553 (โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555) ชื่อโครงการประชาสัมพันธ์ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารในทุกรูปแบบในการรณรงค์ป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วของรัฐบาล ซึ่งได้ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามลำดับ และอีกกิจกรรมสำคัญ คือ การสร้างเครือข่ายด้านการประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ ต่อกลุ่มเป้าหมายสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และสร้างกระบวนการทำงานกับทุกภาคส่วนตามยุทธศาสตร์ 5 รั้ว ได้แก่ รั้วชายแดน รั้วชุมชน รั้วสังคม รั้วโรงเรียนและรั้วครอบครัว เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


ขณะที่นายธีรยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต เห็นความสำคัญในเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด เนื่องจากภูเก็ตเป็นแหล่งรวมของบุคคลจากหลากหลายพื้นที่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้นจะต้องบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งในด้านการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดรักษา เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เพื่อลดปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในสังคมให้ได้อย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาในกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างเป็นระบบ สนับสนุนสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างกระบวนการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นการลดปัญหายาเสพติดที่มีความรุนแรงให้น้อยลงและหมดไปในที่สุด



เผยภูเก็ตรับงบไทยเข้มแข็งร่วมหมื่นล้าน


นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณไทยเข้มแข็งซึ่งทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้วางเป้าหมายว่าจะเป็นการลงทุนพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในฝั่งอันดามันถูกหยิบยกมาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสร้างพื้นฐานรองรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งในส่วนของจังหวัดภูเก็ตสำหรับเริ่มด้วยงบประมาณจำนวน 154 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง ซึ่งได้มีความคืบหน้าโดยได้มีการทำพิธียกเสาเอกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็จะเป็นการลงมือก่อนสร้างซึ่งจะแล้วเสร็จตามปฎิทินงบประมาณที่กำหนดไว้

ส่วนของงบประมาณอื่นๆ เช่น งบประมาณในการขยายท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต จำนวนประมาณ 5,700 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตอยู่แล้ว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางกลับเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติ บริเวณที่ราชพัสดุท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จากการสอบถามไปยังกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ทราบว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร โดยได้มีการเปิดประมูลออกแบบก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้ว และได้มหาวิทยาลัยลาดกระบังเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งจะต้องดำเนินการในส่วนของการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอก็จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะตกปีงบประมาณไป เนื่องจากทางคณะรัฐมนตรีได้มีการขยายเวลาให้เซ็นสัญญาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ แต่คิดว่าน่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตามโครงการที่น่าเป็นห่วง คือ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งได้รับงบประมาณแล้วจำนวน 600 กว่าล้านบาท ซึ่งได้รับแจ้งจากกรมชลประทานว่าการเตรียมการต่างๆ พร้อมแล้ว เหลือเฉพาะความเห็นชอบจากทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากได้รับการอนุมัติก็สามารถลงมือก่อสร้างได้ทันที และจะดำเนินการได้แล้วเสร็จทันภายในปี 2555

ส่วนการจัดสรรงบประมาณดำเนินการโครงการอื่นๆ ที่ยังขาดเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่น กระทรวงคมนาคม โครงการพัฒนาด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรอการพิจารณาจากทางคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง นางอัญชลีกล่าว และว่า โครงการแก้ปัญหาด้านการจราจรโดยเฉพาะบริเวณสี่แยกอุทยานไทนานและสี่แยกโลตัส คาดว่าจะบรรจุในงบประมาณปี 2554

นางอัญชลี กล่าวด้วยว่า สำหรับงบไทยเข้มแข็งที่ จ.ภูเก็ตได้รับในโครงการต่างๆ รวมแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดชายฝั่งอันดามันทำรายได้ให้กับประเทศปีละจำนวนมากรวมแล้วไม่นับกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณลงมาให้จังหวัดแถบนี้โดยองค์รวมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขณะเดียวกันในส่วนของจังหวัดภูเก็ตก็จะต้องช่วยวางระบบในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ส่วนการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวนั้น นางอัญชลี กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้จำนวน 360 ล้านบาท เพื่อเป็นการทำตลาดภายในประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้รณรงค์ให้ส่วนราชการต่างๆ เดินทางดูงานภายในประเทศ เพื่อร่วมฟื้นการท่องเที่ยว ส่วนของงบประมาณในการทำตลาดต่างประเทศนั้น ทางท่านนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงว่าจะต้องทำความสงบให้เกิดขึ้นภายในประเทศก่อน เพราะไทยเราเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้เน้นย้ำ ททท.ในการคำนวณว่าเมื่อใช้งบประมาณไปแล้วจะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นการทำตลาดในระยะนี้จึงเน้นตลาดใกล้บ้านซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 6 ชั่วโมง เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หลังจากนั้นก็จะเป็นตลาดระยะใกล้ ซึ่งจะดูผลในการจัดงานไอทีบีที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งคิดว่าน่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ได้



ลงเสาเอกโรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารยิมเนเซี่ยม ศูนย์กีฬาสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธียกเสาเอกอาคารยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่งภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยมีนายทศพร เทพบุตร นายเรวัติ อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ นายธีรยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานราชการและประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันเทศบาลนครภูเก็ตมีอาคารโรงยิมเนเซี่ยมขนาด 500 ที่นั่ง ซึ่งได้ก่อสร้างในพื้นที่ปลายแหลมสะพานหิน ในพื้นที่ประมาณ 207 ไร่ เมื่อครั้งที่จังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งประเทศไทยครั้งที่ 16 เมื่อปี พ.ศ. 2525 และจากการที่ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก แต่ในด้านกิจกรรมจัดการแข่งขันกีฬา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จังหวัดภูเก็ตต้องอาศัยสนามแข่งขันในลักษณะอาคารยิมเนเซี่ยมที่ได้มาตรฐาน รองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬานานาชาติที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค ประกอบกับรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สนับสนุนงบประมาณตามยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ศ. 2555 จำนวน 154 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง ให้เป็นสนามกีฬาที่ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ เพื่อใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬา

ทั้งนี้เทศบาลนครภูเก็ตได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารตามแบบมาตรฐาน กกท.จังหวัดภูเก็ตโดยทำสัญญาว่าจ้างบริษัท พระราม 2 การโยธา จำกัด ดำเนินการก่อสร้าง ในวงเงิน 152 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 720 วัน โดยจะแล้วเสร็จในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้จังหวัดภูเก็ตมีโรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง ที่ทันสมัยได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักกีฬาในระดับนานาชาติ สามารถรองรับการจัดกิจกรรมทางกีฬาระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดในกลุ่มอันดามัน ทำให้เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว จากการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ และระดับประเทศ นางสาวสมใจกล่าว

ขณะที่นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย นับตั้งแต่ปลายปี 2551 ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงได้เร่งฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจไทยให้มีรากฐานที่แข็งแรง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ถือเป็นการลงทุนที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง และเพื่อให้สังคมไทยมีความก้าวหน้า โดยหวังให้เศรษฐกิจของไทยกลับมาขยายตัว ประกอบกับจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวระดับโลก จึงได้พิจารณางบประมาณในการก่อสร้างอาคารยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อให้ได้สร้างสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน รองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬานานาชาติที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคได้ และยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย



วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เจริญโภคภัณฑ์ส่งเสริมเยาวชนไทยทำดี

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการอบรม “เยาวชนไทยทำดี...ไม่มียั้ง” ด้วยการบริจาคโลหิต โครงการเครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนับสนุนเยาวชนไทยให้โลหิต ประจำปีการศึกษา 2553 ซึ่งทางสำนักบริหารโครงการพิเศษ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ตศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ จัดขึ้น โดยเป็นการบรรยายให้ความรู้และการปฏิบัติ มีเยาวชนจากสถานศึกษาต่างๆ ใน จ.ภูเก็ตเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง รวมจำนวนประมาณ 270 คน

นางนุรนาถ วิวรรธน์หิรัญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษาในปี พ.ศ. 2554 เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี ด้วยการจัดทำโครงการเครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนเยาวชนให้โลหิต ประจำปีการศึกษา 2553 ต่อเนื่อง


เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนบุคลากรในสถานศึกษาเป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพ และบริจาคเป็นประจำทุก 3 เดือน ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโลหิตและการบริจาคโลหิต รวมทั้งการเป็นผู้นำประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความสู่ดังกล่าวสู่ชุมชน สร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีในการเป็นผู้นำ และผู้ปฎิบัติการจัดกิจกรรมการบริจาคโลหิตให้แก่นักเรียนนักศึกษา เพิ่มปริมาณโลหิตบริจาคจากสถานศึกษาให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และให้สถานศึกษาเป็นจุดศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในชุมชน รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษา ชุมชน หน่วยงานใกล้เคียง และหน่วยงานที่รับบริจาคโลหิต

โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยมีสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและพณิชยการ ให้ความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมของโครงการอย่างเต็มที่ โดยมุ่งหวังส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณธรรมและรู้จักการเป็นผู้ให้ เริ่มต้นจากการเป็นผู้บริจาคโลหิต สนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่การบริจาคโลหิตสู่สังคมใกล้ตัว และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในสถานศึกษา เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดียิ่งแก่เยาวชน พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตของชุมชนด้วย

ทั้งนี้การส่งเสริมให้เยาวชนมีความศรัทธา มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องของการบริจาคโลหิต เป็นกิจกรรมหลักของโครงการ เพราะเป็นแนวทางส่งเสริมให้การบริจาคโลหิตประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน และเป็นการนำเสนอกิจกรรมบริจาคโลหิตให้แก่เยาวชนเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเยาวชนใช้เวลาว่างไปในทางที่ไม่เหมาะสม โดยในปีการศึกษา 2553 มีเป้าหมายขยายไปยังภูมิภาคไม่น้อยกว่า 15 จังหวัดในการเข้าไปจัดกิจกรรม

อบรมลูกเสือ – เนตรนารีผู้ต้องขัง


เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมลูกเสือ-เนตรนารีวิสามัญสำหรับผู้ต้องขังวัยหนุ่มคดียาเสพติด ประจำปี 2553 ซึ่งเรือนจำจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ต้องขังมีสิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ได้ยึดมั่นในกฎ คำปฏิญาณตนของลูกเสือ เนตรนารีวิสามัญ และสามารถนำไปปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อปลูกฝังกล่อมเกลาให้ผู้ต้องขังมีจิตใจเมตตา เสียสละ และมีสัมพันธภาพอันดีกับเพื่อนมนุษย์ทั่วไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอก ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่นๆ ละ 60 คน รวมผู้ต้องขังเข้าร่วมจำนวน 120 คน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดภูเก็ต จำนวน 120,000 บาท

นายไพศาล สุวรรณรักษา ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์มีภารกิจในการควบคุมบำบัด ฟื้นฟูและแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2552-2555 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาพฤตินิสัย เพื่อคืนคนดีสู่สังคม ลดภาระภาครัฐ โดยกำหนดกลยุทธ์ว่า ผู้ต้องขังได้รับการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ผู้ต้องขังติดยาเสพติดได้รับการบำบัดฟื้นฟู จึงได้ดำเนินการให้มีการศึกษาทั้งวิชาสามัญ วิชาชีพ การศึกษาตามอัธยาศัย ตลอดจนอบรมในลักษณะต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านการปลูกฝังให้ผู้ต้องขังเป็นผู้เสียสละ ทำตนให้เป็นประโยชน์ มีระเบียบวินัยในตนเอง ให้ผู้ต้องขังเห็นคุณค่าในตนเอง มีความรับผิดชอบ สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งปลูกฝังให้มีความเคารพยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เรือนจำจังหวัดภูเก็ต ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ของกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีวิสามัญ จึงได้จัดโครงการอบรมดังกล่าวขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันระยะที่ 2 ซึ่งเนื้อหากิจกรรมและการอบรม เป็นการให้ความรู้ด้านภูมิหลังลูกเสือไทยและลูกเสือโลก วินัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสัญญาณ กฎและคำปฏิญาณของลูกเสือ ทักษะของลูกเสือ กิจกรรมผูกแน่น กิจกรรมรอบกองไฟ ลูกเสือกับชุมชน ลูกเสือกับคุณธรรม และความรู้ด้านการป้องกันชีวิตและสุขภาพ ตลอดจนความรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน นายไพศาลกล่าว



อบจ.ภูเก็ตจับมือเครือเนชั่น จัดติวแกต-แพต


เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมถาวรแกรนด์พลาซ่า อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ : แนะแนวเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 3 ซึ่งทางอบจ.ภูเก็ต จัดขึ้นโดยร่วมมือกับเนชั่นกรุ๊ป โดยมีนายชวลิต ณ นคร รองนายก อบจ.ภูเก็ต นายมานพ ลีลาสุทธานนท์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต นายอนุรักษ์ รุ่งเรือง รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต น.ส.เบญจวรรณ ศรีสุทธิสอาด ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดจำหน่าย บริษัทเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด ตลอดจนผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง สมาชิกและข้าราชการ อบจ.ภูเก็ต ร่วมเป็นเกียรติ และมีนักเรียนสายวิทย์-คณิต เข้าร่วมจำนวน 819 คน นอกจากนี้ยังได้มีการจัดที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ในส่วนของสายศิลป์-คำนวณ และสายศิลป์-ภาษา อีกจำนวน 1,086 คน จากทั้งหมด 12 โรงเรียน ใช้เวลาอบรมไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้

สำหรับการอบรมฯ จะเป็นการบรรยายโดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในเนื้อหารายวิชา GAT,PAT1, PAT2, PAT3, PAT5 เพื่อเสริมศักยภาพการเรียนรู้แนวทางใหม่ของการศึกษาไทย คือ เน้นการคิดวิเคราะห์เชื่อมโยง เป็นการปูพื้นฐานวิชา GAT-PAT ตามแนวทางข้อสอบรูปแบบใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบ GAT-PAT ซึ่งกำหนดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-4 และ 10-11 กรกฎาคมนี้

นายมานพ ลีลาสุทธานนท์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า การจัดสัมมนาเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้:แนะแนวเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยครั้งที่ 3 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนมัธยมปลายในจังหวัดภูเก็ต สำหรับเตรียมตัวสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิชชั่นกลางรูปแบบใหม่ โดยเน้นรูปแบบใหม่ของข้อสอบที่ปรับเป็นแนวทางการคิดวิเคราะห์โดยองค์รวมทุกวิชาตั้งแต่ต้นปี 2553 รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษา ตลอดจนช่วยประเมินศักยภาพของนักเรียนมัธยมปลายในจังหวัดภูเก็ต

ทางด้านนายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า อบจ.ภูเก็ต มีนโยบายที่จะสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียนทุกระดับชั้นของจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เยาวชนมีคุณภาพด้านการศึกษาเป็นที่ยอมรับของชุมชน และก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งมีศักยภาพทัดเทียมและสามารถแข่งขันกับนักเรียนในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

“การจัดอบรมนั้นก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายในการที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นในการที่จะตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่เหมาะสมกับตัวเอง และ จากการจัดอบรมมาแล้ว 2 ครั้ง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างวดี มีนักเรียนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อตรงกับสาขาที่ต้องการ รวมทั้งยังได้มีการนำข้อบกพร่องต่างๆ มาปรับให้เกิดความเหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด ทั้งนี้จะมีการจัดอบรมในลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาให้เด็กภูเก็ตมีความรู้ที่เท่าเทียมกับนักเรียนในส่วนกลาง” นายไพบูลย์กล่าว

ขณะที่นางสาวภัสรานันท์ ทองประสาร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีในการที่จะได้ทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา เพราะเหลือระยะเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบจริง รวมทั้งจะทำให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้มีการปรับในส่วนของตารางการอ่านหนังสือให้เป็นระเบียบเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกทบทวนและการเตรียมพร้อมในการทำข้อสอบต่อไป ซึ่งก็จะทำให้ดีที่สุด

“ทางออกวิกฤติการเมืองไทย ตามวิถีรัฐธรรมนูญ”


เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โปรแกรมวิชารัฐประศาสนศาสตร์ และโปรแกรมวิชานิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดโครงการสัปดาห์ส่งเสริมประชาธิปไตย วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขของประเทศไทย และการเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพและการมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง และการรู้เท่าทันสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน


สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนี้ มีการจัดบอร์ดนิทรรศการ การแข่งขันตอบปัญหาส่งเสริมประชาธิปไตย รวมถึงการเสวนาและบรรยายทางวิชาการ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ. พรชัย สุนทรพันธุ์ ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ “บนเส้นทางสู่ความสำเร็จของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา” และ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ “ทางออกวิกฤติการเมืองไทย ตามวิถีรัฐธรรมนูญ” ในการนี้มี ผศ.ดร.ประภา กาหยี อธิการบดี รศ.ดร.ชิรวัฒน์ นิจเนตร อดีตอธิการบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย จำนวนกว่า 300 คน


ททท.ภูเก็ตปลื้มผนึกกำลังด้านท่องเที่ยวภูเก็ต-พังงา

นางบังอร รัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวว่า จากการที่ทาง ททท.ภูเก็ต ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต และพังงา ภายใต้การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการจัดประชุมอิมแพ็คเมืองทอง ธานี จ.นนทบุรี เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการให้ภาคเอกชนนำรายจ่ายค่าสัมมนา ค่าห้องพักมาลดหย่อนภาษีได้ และให้ภาครัฐปรับแผนการฝึกอบรมประชุมสัมมนาและดูงานภายในประเทศแทนการเดินทางไปต่างประเทศ รวมทั้งในส่วนของภาคธุรกิจต่างๆ ที่นิยมใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นรางวัลและสานสัมพันธ์กับลูกค้า ส่งผลให้การนำเสนอขายสินค้าด้านการท่องเที่ยวของภูเก็ตและพังงาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“การผนึกกำลังระหว่าง ททท.กับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ตและพังงา ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเน้นย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองจังหวัด ให้ปรากฏแก่สายตาของตลาดองค์กรและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศว่า สามารถเข้ามาทำกิจกรรมและท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือ Green Season ด้วยข้อเสนอจูงใจพิเศษมากมาย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ส่งผลให้บางบริษัทที่นำเสนอแพ็กเกจราคาพิเศษมียอดขายที่ดี ขณะที่ตลาดประชุมสัมมนาหรือตลาดให้การท่องเที่ยวเป็นรางวัล ก็มีบริษัทใหญ่ๆ สอบถามราคาและเพ็จเก็จที่นำเสนอเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีนักท่องเที่ยวคนไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทั้งตลาดทั่วไปตลาดประชุมสัมมนา และตลาดให้รางวัล จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น”

นางบังอรรัตน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้ภาคเอกชนและประชาชนนำรายจ่ายจากการสัมมนา ค่าห้องพักมาลดหย่อนภาษีได้ และให้หน่วยงานภาครัฐปรับแผนการฝึกอบรมประชุมสัมมนาและดูงานภายในประเทศแทนการเดินทางไปต่างประเทศนั้น จะเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนไทยเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเจาะตลาดของแต่ละภูมิภาค เป็นการส่งเสริมให้มีการเดินทางเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับกลุ่มจังหวัดอันดามัน เนื่องจากปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงเชื่อมโยงระหว่างท่าอากาศยานภูเก็ตกับท่าอากาศยานเชียงใหม่และท่าอากาศยานอุดรธานีซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น


ประชุมสถานการณ์ปะการังเอเชีย-แปซิฟิก


เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 (The 2nd Asia Pacific Coral Reef Symposium:2nd APCRS 2010) ภายใต้หัวข้อ “Collaboration for Coral Reef Conservation in a Changing Climate” เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระดมความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายของนักวิทยาศาสตร์ด้านแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการลดภาวะคุกคามแนวปะการัง ตลอดจนการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกต่อระบบนิเวศแนวปะการัง โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการด้านแนวปะการังจากประเทศต่างๆ จาก 35 ประเทศ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยมากกว่า 400 เรื่อง เช่น การเกิดโรคในแนวปะการัง วิธีการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยเทคนิคต่างๆ องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่อุทยานหรือนอกเขตอุทยาน ภาวะมลพิษในแนวปะการัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่ลงลึกเพื่อให้เข้าใจกลไกการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของปะการัง ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะจัดไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้

ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 กล่าวว่า แนวปะการังเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชากรมากกว่า 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทั่วโลก โดยเฉพาะแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวปะการังส่วนใหญ่ของโลก มีสำคัญทั้งในด้านการประมง การท่องเที่ยว และบทบาททางนิเวศวิทยา เช่น การป้องกันชายฝั่ง แหล่งที่อยู่อาศัยและเลี้ยงดูตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ศักยภาพของการเป็นแหล่งที่มาของยารักษาโรค เป็นต้น แต่ปรากฏว่าแนวปะการังจำนวนมากมีความเสื่อมโทรมมาจากการทำประมงเกินขนาด และมลพิษจากการพัฒนาชายฝั่ง โดยเฉพาะปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกก็มีแนวโน้มที่จะทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมลง

“โดยเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยของฮ่องกงเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมวิชาการดังกล่าวขึ้น และในปีนี้ทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ โดยเชิญนักวิจัยที่ทำงานเกี่ยวกับแนวปะการังในภูมิภาคมาร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการังระหว่างกัน โดยเฉพาะแนวปะรังของประเทศไทยซึ่งประสบกับปัญหาวิกฤตพอสมควร เนื่องจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและปัจจัยอื่นๆ โดยมีนักวิจัยเข้าร่วมจากประเทศต่างๆ จำนวน 450 คน จาก 35 ประเทศ ซึ่งถือเป็นการจัดการประชุมเกี่ยวกับปะการังที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยจัดมา”

ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ปะการังฟอกขาวจะเป็นประเด็นใหญ่ที่มีการพูดคุยกัน ตั้งแต่เรื่องของพื้นที่ที่เกิดปัญหา ความทนทานหรือภูมิต้านทาน การปรับตัวหลังจากที่อุณหภูมิน้ำทะเลลดลง การฟื้นตัวของแนวปะการังในแต่ละพื้นที่ จำนวนมากน้อยเพียงใด รวมถึงองค์ประกอบหรือชนิดของปะการังที่มีชีวิตรอดและตายไป ซึ่งจะโยงไปถึงแนวทางการฟื้นฟูว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากการเข้าไปเกี่ยวข้องของคน เช่น ตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่ง น้ำเสีย เป็นต้น เพื่อจะหาวิธีการในการสร้างภูมิต้านทานให้กับปะการัง เพราะเราคงไม่สามารถที่จะไปควบคุมอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติได้ เนื่องจากเป็นปรากฏการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำได้ คือการพยายามรักษาคุณภาพน้ำให้เหมาะสม และมีสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อจะสามารถต่อสู้กับภาวการณ์ที่เกิดขึ้นได้