จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภูเก็ตเตรียมจัด “มหกรรมโอทอปภูเก็ต”


เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ สงนุ้ย พัฒนาการจังหวัดภูเก็ต นายรุ่งโรจน์ ศงสนันทน์ สหกรณ์จังหวัดภูเก็ต และเครือข่ายโอทอปจังหวัดภูเก็ต แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้า OTOP ภูเก็ต ครั้งที่ 6 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 22 พฤษภาคม 2554 ที่บริเวณเวทีกลางสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต

นายตรี กล่าวว่า การจัดมหกรรมสินค้า OTOP ภูเก็ต ครั้งที่ 6 เป็นความร่วมมือระหว่าง จังหวัดภูเก็ตสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดภูเก็ต สหกรณ์จังหวัดภูเก็ตและเครือข่ายโอทอปภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอป เพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิตสินค้าโอทอป และเพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป และการบริหารจัดการสินค้าโอทอป รวมทั้งต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผลิตภัณฑ์โอทอปเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

“ในปี 2553 สินค้าโอทอปของภูเก็ตมียอดการจำหน่ายกว่า 700 ล้านบาท และในปี 2554 ตั้งเป้าการจำหน่ายให้ได้กว่า 900 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้ยอดการจำหน่ายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2 ล้านบาท ในการนำสินค้าโอทอปของภูเก็ตไปแสดงและจัดจำหน่ายในต่างจังหวัดสองครั้ง และในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตหนึ่งครั้ง” นายตรีกล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย แสดงและจำหน่ายสินค้าโอทอปจากทั่วประเทศจำนวนกว่า 200 บูท ลุ้นโชครับสินค้าโอทอปทุกการซื้อสินค้าภายในงาน 100 บาท คืนละ 10 รางวัล การฝึกอบรมอาชีพ 10 อาชีพใน 10 วัน กิจกรรมนาทีทองซื้อสินค้าในราคาพิเศษ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุด เสื้อผ้าอาภรณ์นครภูเก็ต และการแสดงบนเวทีตลอดการจัดงาน 10 คืน

ขณะที่นายรุ่งโรจน์ ศงสนันทน์ สหกรณ์จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สหกรณ์จังหวัดฯ ได้นำสินค้าของสมาชิกเครือข่ายสหกรณ์จากทั่วประเทศมาร่วมแสดงและจำหน่ายภายในงานครั้งนี้ด้วย โดยจะเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม จากจังหวัดราชบุรี พะเยา ลำพูนและสงขลา สินค้าประเภทอาหารแปรรูปจากจังหวัดอ่างทอง ลพบุรีพระนครศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา สินค้าประเภทหัตถกรรม จากจังหวัดมุกดาหาร ลำปางนครราชสีมาและพังงา สินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป จากจังหวัดเพชรบุรีและอุตรดิตถ์ รวมถึงสินค้าประเภทสมุนไพรจากจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี และลพบุรี นอกจากนี้ยังจัดนาทีทองสินค้าถูกใจประชาชนทุกวัน ได้แก่ ข้าวสารหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้และข้าวหอมมะลิชั้นเลิศ ราคาถุงละ 180 บาท ไข่ไก่สดจากฟาร์มมาตรฐาน ราคาฟองละ 1.50 บาท วันละประมาณ 2,000 ฟอง โดยใช้สโลแกนว่า “ไข่ผู้ว่าฯภูเก็ต ใบละหกสลึง”

กสทช.จัดฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายที่ภูเก็ต


เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุมจามจุรี 1 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน 1 อ.เมือง จ.ภูเก็ต รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น เรื่อง “อนาคตของวิทยุกระจายเสียงเชิงประเด็นในประเทศไทย” ซึ่งทางสำนักงาน กสทช.จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 หลังจากที่ได้เคยจัดมาแล้ว 3 ครั้ง ที่กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วมประมาณ 150 คน ซึ่งแบ่งกลุ่มความสนใจออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสนใจด้านศาสนา กลุ่มสนใจด้านสุขภาพ อาชีพและการดำรงชีวิตอื่นๆ และกลุ่มความสนใจด้านเด็ก สตรีและคนด้อยโอกาส

พันเอกสมมาส สำราญรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนงานกฎหมาย กล่าวว่า การสัมมนาดังกล่าวเป็นผลเนื่องจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ประกอบกับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ทำให้มีการประกอบกิจการกระจายเสียงโดยใช้คลื่นความถี่อีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกิจการกระจายเสียงเชิงประเด็น คือ การประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่หนึ่ง หมายถึง กิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขณะที่ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม กทช.ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. กล่าวว่า เรื่องของวิทยุกระจายเสียงเชิงประเด็น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่เริ่มพูดถึงกันมากในประเทศไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่มี กทช.มีอำนาจหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่กำหนดว่า ในระหว่างที่การจัดตั้งองค์กรอิสระในการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ยังไม่แล้วเสร็จให้ กทช.ปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชนรับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนเป็นการชั่วคราว

“ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าว กทช.ได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว หรือวิทยุกระจายเสียงชุมชน และได้พิจารณาคำขออนุญาตไปแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน ทราบว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนของสำนักงานที่จะออกใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างกระบวนการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ได้มีกลุ่มสนใจในประเด็นต่างๆ ได้ยื่นคำขอใบอนุญาตกิจการเข้ามา แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ของ กทช.ที่มีจำกัด ทำให้สามารถพิจารณาออกใบอนุญาตได้เฉพาะวิทยุกระจายเสียงชุมชนเชิงพื้นที่เท่านั้น ในขณะที่ประชาชนมีความต้องการวิทยุกระจายเชียงเชิงประเด็นด้วย และเชื่อว่าเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย”

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชาวบ้านบ้านมอญ ค้านไม่เอาอุโมงค์ป่าตอง


เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอพซิลอน จำกัด, ศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท แพลนโปร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 การศึกษาฯ โครงการดังกล่าวดังกล่าว โดยมีนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง รองนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาฯ ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ป่าตอง ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการมาร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะประชาชนจากชุมชนบ้านมอญ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่และไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะจุดทางเข้า-ออกต้องตัดผ่านชุมชนซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน หลังจากที่รับฟังคำอธิบายของกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้บางส่วน ก็ได้ลุกออกจากห้องประชุมและมาเปิดเวทีปราศรัยย่อยด้านล่างอาคาร เพื่อคัดค้านไม่เอาโครงการขุดอุโมงค์ เนื่องจากทำให้ชาวบ้านบ้านมอญได้รับความเดือดร้อน

นายพาณิช สมบัติ แกนนำชาวบ้านมอญ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ขณะนี้ชาวบ้านบ้านมอญไม่ต้องการให้มีการขุดอุโมงค์ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด เนื่องจากชาวชุมชนบ้านมอญจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในชุมชน เนื่องจากชุมชนบ้านมอญเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชาวบ้านอาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนการเวนคืนที่ดินนั้นราคาที่ได้มานั้น เชื่อว่าชาวบ้านจะไม่สามารถนำไปหาซื้อบ้านสำหรับอยู่อาศัยได้ในพื้นที่ป่าตองได้ นอกจากนั้นอาชีพของชาวบ้านก็จะถูกทำลาย รวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของการแก้ไขปัญหาและลดอุบัติเหตุที่เกิดในการใช้เส้นทางปัจจุบัน นายพาณิช กล่าวว่า เสนอแนวทางให้มีการปรับปรุงและขยายถนนทางขึ้นลงเขาป่าตองให้กว้างขึ้น โดยตัดเป็นถนนสี่ช่องจราจรและตัดถนนคู่ขนานขึ้นมาอีกเส้นทางหนึ่ง เชื่อมจากถนนผังเมืองสาย ก.มายังเขากมลา เชื่อว่าน่าจะสามารถแก้ไขและลดปัญหาอุบัติเหตุได้

ขณะที่นายธัชพล ขมิ้นทอง ชาวบ้านชุมชนบ้านมอญ กล่าวว่า ชาวบ้านไม่เอาโครงการขุดอุโมงค์แน่นอน เพราะหากมีการขุดอุโมงค์และทางออกอุโมงค์มาออกที่ชุมชนบ้านมอญ ชาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เงินที่ได้จากการเวนคืนเงินก็ไม่สามารถที่จะนำไปซื้อที่ดินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าตองได้ และยังจะเป็นการทำลายชุมชนเก่าแก่และดั้งเดิมของป่าตองที่เหลืออยู่เพียงชุมชนเดียว จึงอยากให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวนอกจากนั้นยังเป็นการทำลายระบบนิเวศ แม้ว่าความปลอดภัยจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ใช่ว่าการสร้างอุโมงค์จะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่าอุโมงค์หลายๆ แห่งในต่างประเทศมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังทำให้ผู้ใช้เส้นทางจะต้องเสียค่าใช้จ่าย เชื่อว่าโดยศักยภาพของท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้เอง และจะต้องให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งผู้แบกรับภาระคือประชาชนผู้ใช้เส้นทาง

อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และยังยืนยันจากแนวทางที่มีการศึกษาทางเลือกประมาณ 6 ทางเลือก พบว่าทางเลือกที่ 2 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมทั้งในด้านวิศวกรรม การลงทุน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีผลกระทบต่อชาวบ้านน้อยที่สุด ด้วยการปรับแนวลงมาใกล้ถนน 50 ปี เพื่อลดผลกระทบกับราชปาทานนุสรณ์ และบริเวณชุมชนดั้งเดิม จุดเริ่มต้นโดยเบี่ยงออกจากถนนทางหลวงหมายเลข 4029 ที่ประมาณ กม. 0+850 มาทางด้านฝั่งช้าย (ฝั่งทิศใต้) เป็นถนนขนาด 4 ช่องทางจราจร ทางแยกบริเวณนี้เป็นทางยกระดับดิน ควบคุมการจราจรด้วยระบบสัญญาณไฟ เนื่องจากในอนาคตเมื่อปริมาณการจราจรมากขึ้น อาจก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกตามแนวทางหลวงหมายเลข 4029 เพื่อลดจังหวะของรอบสัญญาณไฟได้

แนวเส้นทางจะเบี่ยงตัวลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และลอดใต้ป่าเขานาคเกิด โดยเข้าสู่ช่วงโครงสร้างปากอุโมงค์ ประมาณ กม. 0+565 และเป็นโครงสร้างอุโมงค์ลอดใต้ป่าเขานาคเกิดที่กม.0+600 อุโมงค์ผายออกจนเป็นรูปตัดทั่วไปของอุโมงค์ที่ กม.0+740 และคงระยะห่างไว้ถึงประมาณกม.1+900 จึงจะเริ่มลู่เข้าหากันจนถึงปากอุโมงค์ที่กม.2+145 ที่ระดับความสูงประมาณ +45.65 รวมความยาวอุโมงค์ 1,580 เมตร จากนั้นแนวเส้นทางจะเป็นโครงสร้างสะพานข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ยาว 504 เมตร ความยาวช่วงสะพานจำนวน 3 ช่อง โดยสิ้นสุดโครงสร้างที่กม.2+686 และเข้าเชื่อมกับถนนตามผังเมืองรวมสาย ก ที่บริเวณใกล้อาคาร ARK Resort ฝั่งเหนือ รวมความยาวประมาณ 3.047 กม.



 

ร.ร.อบจ.สาธิตร่วมพัฒนาปฐมนิเทศผู้ปกครอง


เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ที่โรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา ประจำปี 2554 โดยมีนายชวลิต ณ นคร รองนายก อบจ.ภูเก็ต นายอวยพร สกุลตัน ผอ.กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ และผู้ปกครองนักเรียนที่เข้าเรียนใหม่เข้าร่วม

ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกอบจ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ปกครองทุกท่านที่ได้นำบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของ อบจ.ภูเก็ต ที่เน้นการปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม กตัญญูต่อพ่อแม่ และครูบาอาจารย์ จึงขอฝากผู้ปกครองทุกท่านให้เอาใจใส่ดูแลและให้เวลาแก่บุตรหลานของท่านให้มากที่สุด ซึ่งทางอบจ.ภูเก็ต จะร่วมเป็นกำลังใจให้แก่คณะครู และผู้ปกครอง ในการผลักดันโรงเรียนให้สามารถผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ และจะเป็นอนาคตสำคัญของชาติต่อไปในวันข้างหน้า

สำหรับโรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา ได้จัดหลักการเรียนรู้ ให้กับเด็กอายุ 4 – 6 ปี ในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกด้าน ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข พร้อมทั้งประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

โดยในปีการศึกษา 2554 มีจำนวนนักเรียน ที่เข้าเรียนในโรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา รวมจำนวนทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย ชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 จำนวน 25 คน ชั้นอนุบาล 1/2 จำนวน 25 คน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 จำนวน 25 คน และชั้นอนุบาล 2/2 จำนวน 25 คน โดยการปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียน อบจ.สาธิตร่วมพัฒนา ประจำปี 2554 ได้มีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับงานด้านวิชาการและหลักการเรียนการสอน แบบโครงการ (Project Approach) ซึ่งเป็นการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามเรื่องที่เด็กสนใจ และนำนวัตกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Laugvage Approach) มาสอดแทรกในหน่วยการเรียนรู้ผ่านสื่อและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงตัวแทนครูได้ให้ความรู้ต่างๆ แก่ผู้ปกครองด้วย

คนภูเก็ตแห่กู้ซื้อบ้านหลังแรกคึกคัก


เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 54 ที่บริเวณธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สาขาภูเก็ต ถนนบางกอก อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นวันแรกที่ทางธนาคารเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ยื่นเอกสารเพื่อทำการขอกู้เงิน ตามโครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก จ่ายดอกเบี้ยอัตรา 0 % เป็นเวลา 2 ปี ได้มีประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตเดินทางมายื่นเอกสารเพื่อขอกู้เงินกับทางธนาคารฯ ซึ่งผู้ที่มายื่นเอกสารเป็นรายแรกมารอตั้งแต่เวลา 06.30 น. และหลังจากเปิดทำการไปได้เพียงครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่ามีประชาชนรับบัตรคิว เพื่อยื่นเอกสารจำนวนประมาณกว่า 100 ราย

นางฐานิฏฐา สังข์ถาวร ผู้จัดการ ธอส.สาขาภูเก็ต กล่าวว่า มีประชาชนให้ความสนใจมายื่นเอกสารเพื่อขอกู้ตามโครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก ตามนโยบายของรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งข้าราชการและประชาชนทั่วไป โดยทางธนาคารฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกและอธิบายข้อมูลต่างๆ อย่างเต็มที่ คาดว่าตลอดทั้งวันจะมีผู้มายื่นเอกสารขอกู้ไม่ต่ำกว่า 200 ราย

อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาที่เจอส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเอกสารซึ่งเตรียมมาไม่ครบ โดยเฉพาะเอกสารการจองอาคารซึ่งค่อนข้างเป็นเอกสารสำคัญ ส่วนเอกสารประกอบอื่นๆ ไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไปจะกู้ในวงเงินประมาณ 750,000 – 2 ล้านบาท แต่หากเป็นข้าราชการก็จะอยู่ในระดับวงเงิน 2-2.5 ล้านบาท นางฐานิฎฐากล่าว

นายธนันท์ ตัณฑ์ไพบูลย์ นายกสมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสร้างแรงจูงใจได้ค่อนข้างมาก ทำให้ได้กลุ่มคนที่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงที่ไม่ใช่นักเก็งกำไรหรือลงทุน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางซึ่งไม่เคยถือทรัพย์สินมาก่อน คาดว่าน่าจะเพิ่มยอดการจำหน่ายได้ประมาณ 20 % โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนนี้ และส่วนตัวมองว่าแคมเปญนี้เหมาะกับตลาดภูเก็ตในระยะนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระดับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งยังสามารถทำตลาดได้

ชมรมบาสฯ ภูเก็ต คัดตัวนักกีฬา "ภูเก็ตเกมส์"


ในระหว่างวันที่ 6 – 9 พฤษภาคม 54 ที่ โรงยิมเนเซี่ยม 1 ศูนย์กีฬาสะพานหิน เทศบาลนครภูเก็ต ชมรมบาตเกตบอลจังหวัดภูเก็ต ได้ทำการคัดตัว นักกีฬาบาตเกตบอลทั้งชายและหญิง อายุ ไม่เกิน 17 ปี เข้าโครงการ ฝึกซ้อม เพื่อการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 28 "ภูเก็ตเกมส์" ในปี 2555 โดยได้รับความสนใจจากนักกีฬาบาสเก็ตบอลจากโรงเรียนต่างๆ ร่วมคัดตัวในครั้งนี้

ทั้งนี้นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส ประธานชมรมบาสเกตบอลจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า เนื่องจากในปี พ.ศ.2555 ทางจังหวัดภูเก็ต เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 28 "ภูเก็ตเกมส์" ทางชมรมบาตเกตบอลจังหวัดภูเก็ต ได้รับมอบหมายจากทางสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต ให้ดูแลนักกีฬาบาสเกตบอล ที่จะส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการของชมรม ที่ประชุมก็ได้มีความเห็นว่า จะต้องมีการคัดเลือกตัวนักกีฬาเยาวชนของจังหวัดภูเก็ต โดยรับสมัครเยาวชนชาย หญิงอายุไม่เกิน 17 ปี เพื่อคัดเลือกให้เหลือ ประเภทละ 24 คน จากนั้นก็จะทำการฝึกซ้อมโดยผู้ฝึกสอนที่ทางชมรมจัดมาให้ นอกจากนี้ทางชมรมฯยังได้รับการสนับสนุน จากอดีตโค๊ชทีมชาติไทย คือ อาจารย์ชัยนันท์ วงศ์มีพันธ์ จะมาช่วยในการเทรนให้กับนักกีฬากลุ่มนี้ของเรา ซึ่งนักกีฬาที่มีความสามารถก็สามารถที่จะต่อยอดไปถึงระดับอุดมศึกษา หรือทีมชาติต่อไปในอนาคต

นายสาโรจน์ ยังกล่าวอีกว่า ทางทีมงานของอาจารย์ชัยนันท์ ยินดีที่จะช่วยสนับสนุนเด็กเหล่านี้ถ้ามีความสามารถจริง มีองค์ประกอบอื่นที่พร้อมที่จะไปต่อในระดับอุดมศึกษา ทางมหาวิทยาลัย เอกชน หลายๆ มหาวิทยาลัย ก็พร้อมที่จะรับเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เข้าไปเรียน โดยไปเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย มีทุนการศึกษา มีที่พัก อาจจะมีเงินเดือนให้ในโอกาสต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือการต่อยอดให้กับนักกีฬาของเรา อย่างไรก็ตาม ตนเองในฐานะ ประธานชมรมบาสเกตบอลจังหวัดภูเก็ต คงจะทำอะไรคนเดียวไม่ได้ จะต้องช่วยกัน จะต้องอาศัยคณะกรรมการ อาศัยสปอนเซอร์ นักกีฬา รวมถึงผู้ปกครอง ที่ให้ความร่วมมือในการที่จะให้เด็กนักกีฬา มาทำกิจกรรมฝึกซ้อม มาเก็บตัว และแข่งขัน ในทัวร์นาเม้นต์ต่างๆ ที่ทางชมรมฯได้จัดไว้

ทน.ภูเก็ต ร่วมขนส่งฯ อบรมขับขี่ปลอดภัย


เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 3 เทศบาลนครภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการอบรมขับขี่ปลอดภัย สร้างวินัยจราจร ซึ่งเทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น โดยมีนายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นางมัณฑนา กำลังเกื้อ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม พนักงานเทศบาล เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต และผู้เข้ารับการอบรมทั้งประชาชนและเยาวชน จำนวนประมาณ 100 คน เข้าร่วม

นางสาวสมใจ กล่าวว่า การจัดทำโครงการขับขี่ปลอดภัย สร้างวินัยจราจร เพื่อต้องการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจร ระเบียบ ข้อบังคับในการใช้รถใช้ถนน ปลูกฝังจิตสำนึกและเป็นแบบอย่างที่ดี ในการใช้รถ ใช้ถนน อย่างถูกกฎหมาย และระเบียบ เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเอง ผู้ร่วมการเดินทาง และผู้ใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ยังเป็นการอำนวยความสะดวก และเปิดโอกาสให้กับประชาชน ที่มารับผ่านการอบรมได้มีโอกาสในการสอบขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ พร้อมทั้งยังนำการบริการต่อทะเบียนรถทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ไม่มีเวลา ในการดำเนินการตามวันและเวลาราชการในการบริการประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตามการจัดการอบรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ทางเทศบาลนครภูเก็ตร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกและเป็นแบบอย่างที่ดี ในการใช้รถ ใช้ถนน อย่างถูกกฎ ระเบียบ เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเอง และจะเป็นส่วนช่วยในการลดปัญหา ความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะลดสถิติของอุบัติเหตุทางถนนด้วย นางสาวสมใจกล่าวในที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทน.ภูเก็ต มอบเกียรติบัตรผู้ชำระภาษีดีเด่น



นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2553 คือช่วงระหว่างวันที่ 1ตุลาคม 2552 – 30 กันยายน 2553 เทศบาลนครภูเก็ตได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการชำระภาษีเพื่อนำรายได้มาพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้ายและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งจากความร่วมมือดังกล่าว เทศบาลได้จัดอันดับของผู้ชำระภาษีดีเด่นประเภทสูงสุด ประเภทรวดเร็ว - ครบถ้วน ประจำปีงบประมาณ 2553 ประกอบด้วย

ผู้ชำระภาษีดีเด่นประเภทสูงสุด 10 อันดับแรก คือ บริษัทอนุภาษและบุตร จำกัด, นางวนิดา ลีลาศิลปศาสตน์, บริษัทภูเก็ตโอเชี่ยนกรุ๊ป จำกัด โดยบริษัทซีอาร์ภูเก็ต จำกัด, นายธนาศักดิ์ งานทวี, นายณัฐวุฒิ ศิลาพันธ์, บริษัทโรงแรมสิริภูเก็ต จำกัด, นางบุญมา จตุเมธเมธี, นางทวีป สุขศรี, ห้างหุ้นส่วนจำกัด อิมพีเรียล อพาร์ทเม้นท์และนายประกาย จนพจนสุนทร

ผู้ชำระภาษีดีเด่นประเภทรวดเร็ว – ครบถ้วน 10 อันดับแรก จำนวน 16 ราย คือ นางสาวสมร ศรุศิโรจน์ กับพวก, นายแพทย์ศิริชัย ศิลปะอาชา, นายจินดา จู้จินดา, นายขจร จู้จินดา, นางปรียพันธ์ ผลประสิทธิ์, นายก้อนเซื่อง แซ่ทอง, นายก่วนต้อง แซ่ตัน, นายพิสุทธิ์ กาญจนอาภากุล, นายประยุทธ ศรีเกตุ, นายสำเริง วาสวิสัย, นางสาวจุลดา อ๋องเจริญ, นางวิลัย วาสวิสัย, นางจำรูญ นาคอุดม, นายอรุณ สุดแต่วาสน์, นางพิสมัย แต่บรรพกุลและ นางจิ้นเอ๋ง ภัทรอนุชิตกุล

ส่วนผู้ชำระภาษีดีเด่นประเภท รวดเร็ว – ครบถ้วนติดต่อกัน เป็นปีที่ 4 รับโล่เกียรติคุณ คือ นายไชยา อุปัติศฤงค์

นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ยังกล่าวอีก ว่า เทศบาลนครภูเก็ต ต้องขอขอบคุณ พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ เจ้าของทรัพย์สิน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการชำระภาษีทุกประเภท ซึ่งเงินภาษีที่จัดเก็บได้นั้น จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้เทศบาลนครภูเก็ต ต้องขอความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนในการยื่นแบบแสดงการเสียภาษีให้ตรงตามเวลาตามที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยภาษีโรงเรือนและที่ดิน ยื่นแบบฯภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์, ภาษีป้าย ยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 31 มีนาคม, ภาษีบำรุงท้องที่ ยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 30 เมษายน, และ ค่าธรรมเนียมและใบอนุญาต ขออนุญาตฯ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการเงินภาษีที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

สร้างเหรียญหลวงพ่อแช่ม จัด ”ภูเก็ตเกมส์”


พระพงษ์ศักดิ์ เตชวณฺโณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดไชยธาราราม(วัดฉลอง) ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต กล่าวถึงการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อสนับสนุนการจัดแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ภูเก็ตเกมส์ ครั้งที่ 28 พ.ศ.2555 ว่า สืบเนื่องจากนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ตรี อัครเดชา) ได้มาปรารภเกี่ยวกับ การที่จังหวัดภูเก็ตได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 28 ต่อจากจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่เนื่องจากยังขาดงบประมาณในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ทางวัดฉลองถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต เห็นว่างานนี้เป็นงานระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงท่านผู้ว่าฯ กับทางวัดเท่านั้นที่จะต้องร่วมกันสนับสนุน อยากจะให้ชาวภูเก็ตทั้งหมดร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี

ทางวัดจึงได้เสนอกับทางจังหวัด ว่างานประจำปีของวัดทุกๆ ปี ทางวัดได้จัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อให้ญาติโยมได้นำไปสักการบูชา และทางวัดก็จะจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เป็นรุ่น 104 ปี หลวงพ่อแช่ม โดยการเอาหยกรัสเซียมาจัดสร้าง มีสีตามวัน 7 วัน 7 สี จำนวน 12,000 ชุด และก็จัดทำเป็นรูปองค์เดี่ยว สีคละกัน จำนวน 16,000 องค์ โดยจะให้ทอนไปบูชาในราคาชุดละ 3,750 บาท ส่วนเป็นองค์ในราคาองค์ละ 500 บาท คาดว่าจะได้เงินประมาณ 50 ล้านบาท

พระพงษ์ศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการปลุกเสกนั้นทางวัดจะได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังทางภาคใต้หลายรูป อย่างเช่น พระเกจิอาจารย์ จากวัดควนเนียน วัดเมืองยะลา วัดบางโพธิ์ เหล่านี้เป็นต้น มาร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในครั้งนี้ให้กับจังหวัด ส่วนเรื่องของการจองนั้น ทางวัดจะให้เริ่มจองในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 โดยสามารถจองได้ที่วัดฉลองเพียงแห่งเดียว และสามารถมารับได้ที่วัดหลังพิธีพุทธาภิเษก ในงานประจำปีของวัดฉลองประจำปี 2555

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อบจ.ภูเก็ตส่งเสริมจริยธรรมอิสลามภูเก็ต


เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องจามจุรี โรงแรม ภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการจริยธรรมอิสลามศึกษาจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 16 ประจำปี 2554 ซึ่งทางสมาคมส่งเสริมจริยธรรมอิสลามจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของ อบจ.ภูเก็ต จำนวน 500,000บาท โดยมีนายบำรุง สำเภารัตน์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต นายสรธรรม จินดา รองนายก อบจ.ภูเก็ต นายจิรายุส ทรงยศและนายจิระศักดิ์ ท่อทิพย์ ที่ปรึกษานายก อบจ.ภูเก็ต สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต คณะกรรมการสมาคมส่งเสริมจริยธรรมอิสลามจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต อิหม่ามประจำมัสยิด ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าครอบครัว นักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วม จำนวนประมาณ 1,000 คน โดยการอบรมดังกล่าวจะจัดขึ้นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งในวันอาทิตย์ ที่โรงเรียนมุสลิมวิทยา โดยจะไปสิ้นสุดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2554

นายปริญญา ประหยัดทรัพย์ นายกสมาคมส่งเสริมจริยธรรมอิสลามจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่เป็นรากฐานของสังคม หากสถาบันครอบครัวไม่มั่นคงก็จะทำให้ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันอันดับแรกในการสร้างบุคคลให้มีคุณภาพ ซึ่งพื้นฐานของการสร้างสถาบันครอบครัวให้มีคุณภาพ คือ การสร้างคุณธรรม จริยธรรมในครอบครัว โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความศรัทธายึดในหลักคำสอนของศาสนา

จากเหตุผลดังกล่าวทางสมาคมฯ จึงได้จัดให้มีโครงการอบรมจริยธรรมอิสลามจังหวัดภูเก็ตมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 16 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้มีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เพิ่มศักยภาพแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ให้เกิดความรักความสามัคคีท่ามกลางพหุวัฒนธรรม มีความเข้าใจในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ตลอดจนให้ผู้เข้าร่วมสัมมนานำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ชักนำประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง นายปริญญากล่าว

ขณะที่นายไพบูลย์ กล่าวว่า อบจ.ภูเก็ตมีนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้ คู่คุณธรรม โดยสนับสนุนให้สถาบันศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ ด้วยการนำหลักคำสอนของศาสนามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สนับสนุน ส่งเสริมและทะนุบำรุงศาสนา ซึ่งโครงการอบรมจริยธรรมอิสลามเป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการด้านศาสนาอิสลามที่ทาง อบจ.ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง