จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผู้ประกอบการหน้าหาดกะรนร้องผวจ.ภูเก็ต

ผู้ประกอบการหน้าหาดกะรนร้องผวจ.ภูเก็ต
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่บริเวณหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้มีกลุ่มผู้พ่อค้า-แม่ค้า แผงลอยบริเวณหาดกะตะ – กะรน จำนวน 50 ราย ได้มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเรียกเก็บเงิน สร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มพ่อค้าเป็นอย่างมาก พร้อมพันนี้ยังได้มีการชูป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจข้อความต่างๆ อาทิ จ่าสมานพรหมหอม คือผู้กำกับฉลองคนใหม่ โจรไม่จับจับแต่พ่อค้าแม่ค้า, สนุกจังไล่จับพ่อค้าแม่ค้ากะตะกะรน ยาบ้ายาอีโจรเต็มเมืองทำไม่จับ, ผลประโยชน์ไม่ลงตัวความซวยมาลงที่เราผู้ประกอบการ กะตะกะรน, ค้ายาดีกว่าตำรวจไม่จับ, ส.ส.อัญชลี ช่วยด้วยพ่อค้าแม่ค้าโดนรังแก เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ควบคุมสถานการณ์อยู่โดยรอบ แต่เนื่องจาก นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ติดราชการ ทางนายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จึงได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนแทน
สำหรับโดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนระบุว่า เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดขายบริเวณชายหาดกะตะกะรนอย่างปกติสุข โดยสินค้าที่จำหน่ายส่วนมากเป็นสินค้าที่จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น ของที่ระลึกพื้นเมือง เสื้อผ้า กระเป๋า แว่นตา เป็นต้น บางประเภทก็เป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็สั่งซื้อมาจากกรุงเทพ และมีวางจำหน่ายโดยทั่วไปในย่านประตูน้ำ พาหุรัด สำเพ็ง เป็นต้น
ต่อมาเมื่อประมาณ 1 เดือนเศษที่ผ่านมาทาง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้ให้ข่าวกับ นสพ.ท้องถิ่นว่าจะทำให้หาดกะตะกะรนเป็นพื้นที่สีขาว แล้วให้ตำรวจจากกหน่วยสืบจังหวัด ออกทำการจับกุมร้านค้าแถบชายหาดกะตะกะรนอย่างต่อเนื่องแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆ ที่ร้านค้าลักษณะเดียวกันนี้เปิดขายอย่างมากกมายกระจายไปทั่วเกาะภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นที่ตลาดนัดใหญ่ๆ เช่นตาลดนาคา หรือ หาดป่าตอง ซึ่งมีจำนวนร้านค้ามากมายกว่าหาดกะรนกะรนหลายเท่าตัว การกระทำดังกล่าวของตำรวจทำให้ร้านค้าบริเวณหาดกะตะกะรนต้องปิดตัวเองเหมือนเมืองร้าง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและบรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง สร้างสงความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ผู้ประกอบการร้านค้าและครอบครัวหลายพันชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขณะที่โซนอื่นๆของภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นหาดป่าตอง ตลาดนาคา เขตเมืองภูเก็ต ล้วนแต่ขายสินค้าประเภทเดียวกันแต่ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตไม่ดำเนินการอะไรกลับเปิดขายได้ ทำให้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำรู้สึกว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาคและเป็นธรรม เป็นการเลือกปฏิบัติหรือเป็นการกลั่นแกล้งกันอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้นทางตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้ให้ตำรวจที่ชื่อ ดต.สมาน ออกเดินแจกจ่ายใบปลิวตามร้านค้าทั่วชายหาดกะตะกะรน ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าเป็นมือเป็นไม้ของกำนันตำบลกะรน ผู้ซึ่งสูญเสียผลประโยชน์จากการเรียกเก็บส่วยจากพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่มาแต่เดิม กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาดกะตะกะรนขอย้อนถามกลับไปว่าชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพสุจริต ถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่เรียกว่าประเภทสีเทา สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศจริงหรือไม่และเอาอะไรมาเป็นตัววัด ตรงกันข้ามพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เป็นผู้เสียภาษีรายได้หลักให้แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติจำนวนมหาศาลต่อปี ขณะที่สิ่งที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเศรษฐกิจของประเทศและวัฒนธรรมของจังหวัดและประเทศ เช่น บ่อนการพนัน หวยเถื่อน บาร์เบียร์ โชว์ลามก ที่มีอย่างดาษดื่นทั่วเกาะภูเก็ตทั้งธุรกิจขายทัวร์เถื่อน ปัจจุบันครอบครองโดยนักธุรกิจต่างชาติชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นการแย่งอาชีพคนไทยอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ทางกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ยังได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตอีก 5 ข้อดังนี้ 1. ขอให้ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ปฏิบัติใช้กฎมายอย่างเสมอภาค ถ้าจะจับก็ต้องจับทุกเขตในจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่เลือกจับแต่พ่อค้าแม่ค้าในเขตตำบลกะรนเท่านั้น 2.ให้ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตและฝ่ายปกครองหยุดสนับสนุนกำนันวินัย ซึ่งเป็นกำนันตำบลกะรน ซึ่งมีพฤติการณ์ข่มขู่ เรียกเก็บส่วยจากพ่อค่าแม่ค้ามาโดยตลอด 3.ขอให้ผวจ.ภูเก็ต ย้าย ดต.สมาน ออกนอกเขตจังหวัดภูเก็ตในทันที 4.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สั่งพักงาน หรือสั่งให้กำนันวินัย หยุดปฏิบัติหน้าที่กำนัน ต.กะรน ในทันที แล้วส่งเจ้าหน้าที่คนอื่นทำหน้าที่แทน 5.ให้ดำเนินการประสานงานโยกย้ายผบก.ภูเก็ตภายใน 24 ชั่วโมง
ด้านนายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวกับกลุ่มผู้ประท้วง ว่า หลังจากนี้จะได้นำหนังสือเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งให้ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จากนั้นก็ให้เจ้าหน้าที่ประสานบุคคลที่รายชื่อเพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติม และผู้ที่ถูกร้องเรียนมาให้ปากคำเพิ่มเติมด้วย จากนั้นจะได้รายงานเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหว พร้อมทั้งดำเนินต่อไป จากนั้นทางกลุ่มผู้ก็ได้แยกย้ายกันกลับ
ขณะที่พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวถึงกรณีที่มีการรวมตัวร้องเรียนของผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่หาดกะตะ-กะรน ว่า ในทางปฏิบัติเรื่องของการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นตนขอยืนยันไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมามีการจับกุมอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่เช่นในเขตพื้นที่หาดป่าตอง ในตัวเมือง ขาดกะตะ – กะรน และในการประชุมที่กองบัญชาการภาค 8 ทุกครั้งจะต้องมีการพูดคุยถึงเรื่องของการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง และก่อนที่จะมีการประกาศให้พื้นที่กะตะ-กะรนเป็นเขตปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นตนได้ทำหนังสือเวียนแจ้งให้ทราบแล้ว และหลังจากที่มีการดำเนินการที่กะตะ – กะรนแล้วจะขยายพื้นที่ไปดำเนินการในพื้นที่ป่าตองต่อไป ซึ่งการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นจะยังคงดำเนินการปราบปรามต่อไป ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้กับทางเจ้าหน้าที่นั้นตนไม่เคยรับ

ทม.ป่าตองสรุปผลศึกษาสร้างอุโมงค์ป่าตอง


เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปผลการศึกษา โครงการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง เพื่อชี้แจงผลการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง ในรายละเอียด รวมทั้งมาตรการในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งทางกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอพซิลอน จำกัด ศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม บางเขน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท แพลนโปร จำกัดจัดขึ้น โดยมีนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เข้าร่วมประมาณ 300 คน
ทั้งนี้หลังจากพิธีเปิดนายวิชาญ สวัสดิรักษ์ อดีตกำนันตำบลป่าตอง เป็นตัวแทนของชาวบ้านชุมชนบ้านมอญ ต.ป่าตอง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าว เนื่องจากบริเวณปากทางเข้า-ออกอุโมงค์ฝั่งป่าตองอยู่บริเวณชุมชนดังกล่าว ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนได้รับความเดือนร้อน และขอเรียกร้องไปยังผู้บริหารเทศบาลเมืองป่าตองว่า เมื่อการจัดทำโครงการกระทบกับประชาชนควรจะยกเลิกและหาแนวทางอื่นแทน
ขณะเดียวกันในส่วนของชาวบ้านที่คัดค้านก็ได้นำแผ่นป้ายผ้าเขียนข้อความว่า “โครงการของท่านแต่บ้านของเรา” “ปู่ย่าตายายให้มาตั้งแต่เกิด อุโมงค์ไปเกิดที่อื่น” มากางในห้องประชุมด้วย
ขณะที่นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า แนวคิดในการจัดทำโครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมกะทู้-ป่าตอง เพื่อลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนเส้นทาง 4029 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเส้นเดียวที่เดินทางไปยังป่าตอง ซึ่งมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากความคดเคี้ยวและลาดชัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตก และปริมาณการจราจรก็เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการท่องเที่ยวด้วย จึงได้มีการว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ศึกษาความเหมาะสมของโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 ขณะนี้ผลการศึกษาได้เสร็จสิ้นแล้ว
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาได้แนวเส้นทาง 4 เส้นทาง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแนวเส้นทางทั้งหมด สรุปว่าแนวทางที่เหมาะสมได้แก่ แนวทางเลือกที่ 2 ซึ่งเริ่มจากทางหลวงหมายเลข 4029 ประมาณ กม.0+850 ม.มาทางด้านซ้าย (ทิศใต้) เป็นถนนขนาด 4-6 ช่องจราจร ทางแยกบริเวณนี้เป็นทางแยกระดับดิน ควบคุมการจราจรด้วยระบบสัญญาณไฟ อนาคตเมื่อปริมาณการจราจรเพิ่มมากขึ้นอาจก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกตามแนวทางหลวงหมายเลข 4029 แนวเส้นทางเบี่ยงตัวลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลอดใต้ป่าเขานาคเกิด จัดให้มีจุดกลับรถก่อนเข้าอุโมงค์
ซึ่งรูปแบบของอุโมงค์แยกออกเป็น 2 อุโมงค์ วางห่างกัน 25 เมตร ลอดใต้เขานาคเกิด เริ่มต้นที่ กม.0+625 ม. สิ้นสุดที่ประมาณ กม.2+175 ม. ที่ระดับความสูงประมาณ +45.000 ม.รทก.ถึง+50.000 ม.รทก.รวมความยาวของอุโมงค์ 1,550 ม.สำหรับอุโมงค์ฝั่งทิศใต้ และ 1,530 ม.สำหรับอุโมงค์ฝั่งทิศเหนือ จากนั้นจะเป็นโครงสร้างสะพานข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ยาว 504 ม.ความยาวช่วงสะพาน 30-36 เมตร โดยมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ กม.2 +686 และเชื่อมกับถนนตามผังเมืองรวมสาย ก ที่บริเวณใกล้อาคาร APK Resort ฝั่งเหนือ รวมความยาวประมาณ 3.07 กม.รูปแบบทางแยกจุดบรรจบถนนตามแนวผังเมืองรวมสาย ก มีลักษณะเป็นทางแยกระดับดิน และหากมีปริมาณจราจรสูง อาจก่อสร้างเป็นสะพานข้ามทางแยกตามแนวถนนผังเมืองรวมสาย ก ได้ในอนาคต




กรมน้ำเดินหน้าติดตั้งระบบเตือนภัย


เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องแววราไวย์ โรงแรมเมโทรโพล อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นโครงการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่ม ในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา ปีงบประมาณ 2554 ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำจัดขึ้น เพื่อระดมแนวความคิดการพิจารณาพื้นที่ในการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา โดยมีส่วนราชการและประชาชนที่เกี่ยวข้องจาก 2 จังหวัดเข้าร่วม
นายวิวัฒน์ โสเจยยะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม-ดินถล่มสูง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงและการตัดทำลายต้นไม้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา จึงจำเป็นที่จะต้องหามาตรการในการป้องกันและลดความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติ
“มาตรการที่จะลดความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ คือ มาตรการการเฝ้าระวังและการเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System โดยการตรวจวัดข้อมูลปริมาณน้ำฝนหรือระดับน้ำท่า และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประกาศเตือนให้ประชาชนทราบและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการติดตั้งระบบดังกล่าวได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยการสำรวจจุดติดตั้งระบบเตือนภัยในหมู่บ้านที่มีศักยภาพและสามารถแจ้งเตือนภัยไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้ดำเนินการครอบคลุมในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่มจำนวน 1,567 หมู่บ้าน จากจำนวนพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศจำนวน 2,370 หมู่บ้าน และในปีงบประมาณ 2554 กรมทรัพยากรน้ำได้รับงบประมาณในการดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าประจำหมู่บ้านเพิ่มเติมจากที่มีการดำเนินการไปแล้วจำนวนกว่า 155 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ 803 หมู่บ้าน 263 สถานี”
นายวิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดภูเก็ตและพังงานั้นอยู่ระหว่างการระดมความคิดของของคนในพื้นที่ เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่เหมาะสมว่าเป็นบริเวณใด เบื้องต้นในส่วนของจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายดำเนินการ 3 สถานี จำนวน 15 จุด ส่วนจังหวัดพังงาดำเนินการ 10 สถานี 21 จุด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ เนื่องจากขณะนี้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ฝนตกชุกหนาแน่นตลอดปี ส่งผลให้สภาพดินมีความเปลี่ยนแปลงจึงจะทำการสำรวจใหม่ คาดว่าจะดำเนินการเสร็จภายในปีนี้ จากนั้นจะเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อของบประมาณมาดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งไม่เฉพาะภูเก็ตหรือพังงาเท่านั้น แต่จะดำเนินการทั่วทั้งประเทศ เพื่อลดความสูญเสียจากเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย เชื่อว่าเมื่อดำเนินการครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยงแล้วจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างมาก เพราะตัวเครื่องจะมีการตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและแจ้งไปยังศูนย์ข้อมูลทุก 15 นาที จะสามารถแจ้งเตือนประชาชนให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้ภายในเวลา 1-3 ชั่วโมง

สร้างความรู้แก่ผู้พิการเรื่องสิทธิที่พึงได้


เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่หอประชุมเทศบาลตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมบรรยาย โครงการสัมมนาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสิทธิที่พึงได้ของคนพิการ เรื่อง “คนพิการกับการเข้าถึงระบบบริการสาธารณะ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด” ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมส่งเสริมอาชีพคนพิการภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2554
โครงการสัมมนาการวางแผนครอบครัวและสิทธิที่พึงได้ของคนพิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการได้มีความรู้เรื่องสิทธิที่พึงได้ของคนพิการตาม พรบ.50 และการเข้าถึงระบบบริการส่งเสริมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องสำหรับคนพิการ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรผู้นำคนพิการ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานขององค์กรผู้นำคนพิการ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างแท้จริง

นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “การที่ทุกท่านได้นำผู้พิการมาร่วมโครงการในครั้งนี้ ถือว่าทุกท่านได้ร่วมกันสร้างความดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันเป็นการเริ่มต้นแห่งความดี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการสนับสนุนโครงการดีๆ ให้เกิดขึ้นในโอกาสต่อไป
ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้พิการ ที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงระบบบริการสาธารณะ จึงได้ดำเนินโครงการจัดทำทางลาด รวมถึงห้องนำ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่ผู้พิการในหลายๆ แห่ง อาทิ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ที่พักสำหรับผู้โดยสาร บริเวณสะพานหิน ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งต่อไปทุกองค์กรก็จะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการในแต่ละแห่ง เพื่อเป็นการสร้างเมืองภูเก็ตให้ก้าวหน้าสู่ระดับสากล และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้พิการ ทั้งนี้ จึงอยากฝากให้ทุกท่านมีกำลังใจ ต่อสู้ชีวิต สร้างความเอื้ออาทรให้แก่กัน ซึ่งการให้กำลังใจซึ่งกันและกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว

ติวเข้มบุคลากรเสริมความเข้าใจนทท.เกาหลี


 
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ตอาเคเดีย รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางพัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. ) เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรทางการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งทาง ททท. ร่วมกับ ASEAN-Korea Center (AKC) จัดขึ้น โดยมีนางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการการททท. สำนักงานภูเก็ต นายยง เช โช เลขาธิการทั่วไป ASEAN-Korea Center ตลอดจนตัวแทนบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานการท่องเที่ยวของภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของภูเก็ต เข้าร่วมประมาณ 50 คน
สำหรับการอบรมดังกล่าวดำเนินการระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคมนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีแก่บุคลากรทางการท่องเที่ยวของไทยได้รับทราบ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการตลาดที่สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวเกาหลี ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเกาหลีได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะมีการให้ความรู้ใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวของชาวเกาหลี ภาษาเกาหลี และวัฒนธรรมเกาหลี
นายยง เช โช เลขาธิการทั่วไป ASEAN-Korea Center กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวใน 10 ประเทศอาเซียน ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเกาหลีมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวจากเกาหลีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นประเทศต้นๆ ทาง ซึ่งการนำความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีมาเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนั้น เพื่อให้การให้บริการการท่องเที่ยวตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว และยังเป็นการร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเกาหลี ในการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น เหตุที่เลือกจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเกาหลีนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกจากกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ปัจจุบันยังกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย เช่น หัวหิน พัทยา เป็นต้น
ด้านนางพัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีถือเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆของไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่ยังคงมีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ30.2 จากจำนวน 618,227 คน เพิ่มเป็นจำนวน 805,445 คน แม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับภาวะวิกฤตการณ์ทางการเมืองก็ตาม แต่ด้วยเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้ที่มีการปรับตัวดีขึ้น และค่าเงินวอนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐ ทำให้ชาวเกาหลีใต้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นและเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการอบรมดังกล่าว จึงเป็นประโยชน์กับผู้ให้บริการนักท่องเที่ยวเกาหลี และยังตอบสนอง กลยุทธ์ การส่งเสริมตลาดต่างประเทศของ ททท. ซึ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์ประเทศไทย รักษาส่วนแบ่งทางการตลาดโดยรักษาฐานตลาดการท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อน ส่งเสริมการเดินทางซ้ำ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงจำเป็นต้องนำเสนอจุดแข็งด้านการบริการให้มีคุณภาพสอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีด้วย นางพัฒน์มาศกล่าว


“ทำดี..ได้ใจ..เยาวชนไทยให้โลหิต”


เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องจามจุรี 1 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดอบรม “ทำดี...ได้ใจ...เยาวชนไทยให้โลหิต” ภายใต้โครงการ เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนเยาวชนไทยให้โลหิต ปีการศึกษา 2554 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภาคบริหารโลหิต จ.ภูเก็ต เครือเจริญโภคภัณฑ์ และสถานศึกษาในจังหวัดภูเก็ต โดยมีนางชุติมา จันทร์เพ็ญ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการ ตลอดจนสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา จำนวนกว่า 10 แห่ง ใน จ.ภูเก็ต เข้าร่วม
นางนุรนาถ วิวรรธน์หิรัญ รองกรรมการผู้จัดการสำนักบริหารงานกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานนะผู้แทนนายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานโครงการฯ กล่าวว่า เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2554 เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีด้วยการจัดทำโครงการ “เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนเยาวชนไทยให้โลหิต” ประจำปีการศึกษา 2554 ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยมีสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและพาณิชยการ ให้ความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมของโครงการอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งหวังส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณธรรมและรู้จักการเป็น “ผู้ให้” เริ่มต้นจากการเป็นผู้บริจาคโลหิต สนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่การบริจาคโลหิตสู่สังคมใกล้ตัว และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในสถานศึกษา เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดียิ่งแก่เยาวชน พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นจุดศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตของชุมชนด้วย
“การส่งเสริมให้เยาวชนมีความศรัทธา มีความรู้ มีความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องการบริจาคโลหิต เป็นกิจกรรมหลักของโครงการ เพราะเป็นแนวทางส่งเสริมให้การบริจาคโลหิตประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน และเป็นการนำเสนอกิจกรรมบริจาคโลหิตให้แก่เยาวชนได้เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเยาวชนใช้เวลาว่างไปในทางที่ไม่เหมาะสม เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงขอมุ่งมั่นในการจัดทำโครงการดังกล่าว และจะขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการไปยังต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 15 จังหวัด”
นางนุรนาถ กล่าวด้วยว่า กิจกรรมหลักของโครงการฯ ประกอบด้วย การจัดอบรม “ทำดี...ได้ใจ...เยาวชนไทยให้โลหิต” ให้ความรู้ เรื่อง โลหิต การบริจาคโลหิต เทคนิคการนำเสนอให้น่าสนใจ มีสถานีความรู้ประกอบด้วย การฝึกช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ความรู้เรื่องการขับขี่รถจักรยานยนต์และการใช้หมวกนิรภัยอย่างถูกต้อง นิทรรศการความรู้เรื่องโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิต กิจกรรมการประกวดสถานศึกษาดีเด่นด้านการบริจาคโลหิต มุ่งหวังให้เยาวชนที่ผ่านการอบรมได้นำความรู้ ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการเป็นผู้นำรณรงค์การจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตภายในสถานศึกษา กิจกรรมการประกวดหนังสืออ่านเล่น “ทำดี...ได้ใจ...เยาวชนไทยให้โลหิต” เพื่อนำมาเป็นสื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่การบริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนอีกด้วย

เยี่ยมผู้ป่วยโครงการภูเก็ตแคร์ ต.เทพฯ


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 ที่สำนักงานศูนย์สุขภาพชุมชน ตำบลเทพกระษัตรี อ.ถลาง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายศักดิ์ชาย เชาวน์ไวย สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต นายศานิต สิริวัฒน์ สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต ตลอดจน แพทย์ พยาบาล จากโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต และอาสาสมัครสาธารณสุขตำบลเทพกระษัตรี ได้ลงพื้นที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการที่บ้านโครงการภูเก็ตแคร์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2554 ในเขตตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตได้มอบชุดของเยี่ยม อาทิ ผ้าอ้อม แป้ง สบู่ ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ ให้แก่ผู้ป่วยจำนวน 7 ราย ได้แก่ นายยม ตอนศรี อายุ 75 ปี โรคอัมพาตซีกขวา นายไว ชูรักษ์ อายุ 85 ปี โรคเก๊าท์ข้อติด นางอบเชย นิลพงษ์ อายุ 82 ปี โรคชรา นายปาน จันทร์จริยะ อายุ 44 ปี แขนซีกซ้ายอ่อนแรง นางม้วย เชษฐพันธ์ อายุ 79 ปี ขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ นายอนุวัฒน์ เริงจิตร อายุ 19 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูก และนายชาญณรงค์ วงษ์สะอาด อายุ 25 ปี อุบัติเหตุรถชน
ทั้งนี้โครงการภูเก็ตแคร์ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้พิการในจังหวัดภูเก็ตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขใกล้บ้านให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการในชุมชน ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งการเยี่ยมผู้ป่วยโครงการภูเก็ตแคร์ เขตพื้นที่ตำบลเทพกระษัตรีในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เห็นถึงการดูแล และการแบ่งปันความรักของคนในครอบครัวของผู้ป่วยที่คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการต่อสู้ที่ทำให้ตนเองมีอาการดีขึ้นและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพื่อสร้างจิตสำนึกให้มีความเอื้ออาทรกับชุมชน และสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในชุมชน


วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทัพเรือภาคที่ 3 จับต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง


 เมื่อค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 54 ในขณะที่เรือหลวงหัวหิน ซึ่งมี น.ต.สิทธิศักดิ์ สิทธิกุล เป็นผู้บัญชาการเรือ ได้ทำการออกลาดตระเวน บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะช้าง จังหวัดระนอง ได้พบเรือหางยาว จำนวน 1 ลำ ความยาว 7 เมตร ซึ่งผิดสังเกต จึงได้เข้านำเรือหลวงเข้าใกล้ เพื่อขึ้นไปตรวจค้น จากการตรวจค้นพบผู้หลบหนีเข้าเมืองเป็นสัญชาติพม่า จำนวนทั้งสิ้น 44 คน เป็นชาย 30 คน หญิง 12 คน และ เด็กชาย 1 หญิง 1 จึงได้ควบคุมตัวและนำทั้งหมดขึ้นยังเรือหลวงหัวหิน จากการสอบถามก็ทราบว่าทั้งหมดได้เดินทางมาจากเกาะสอง ประเทศพม่า เพื่อหลบหนีเข้าเมืองไทย แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเข้าที่จังหวัดไหน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน
โดยทั้งหมดอยู่ในสภาพที่หิวโซ ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำอาหารมาให้ผู้หลบหนีเข้าเมืองในครั้งได้รับประทาน ต่อมาในวันที่ 18 กรกฎาคม 54 ทางทัพเรือภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ผู้บังคับการเรือนำผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้ง 44 คน พร้อมเรือของกลางนำส่ง ตม.ระนอง ที่ท่าเรืออเนกประสงค์ระนอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 54 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต นางวภาพรรณ คูสุวรรณ ตัวแทนจากสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางอุไรรัตน์ อติเศรษฐ์ นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ตัวแทนจากโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตและโรงพยาบาลสิริโรนจ์ภูเก็ต ได้ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ”
นางอุไรรัตน์ อติเศรษฐ์ กล่าวว่า สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดทำโครงการ “สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในพระราชวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เพื่อให้สตรีซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศ ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง การที่สตรีดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดี ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาพ ไม่เฉพาะแต่ตนเองเท่านั้น แต่จะส่งผลถึงคนในครอบครัวและสังคมได้ด้วย ซึ่งจะเป็นผลให้ประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้าได้ด้วยคนในชาติมีสุขภาพดี
สธวท.-ภูเก็ต ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของสภาตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการจัดทำโครงการสตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ กับ สภาสตรีแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข และได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ศูนย์มะเร็งสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โรงพยาบาลมิชชั่น โรงพยาบาลสิริโรจน์ เพื่อให้การจัดทำโครงการดังกล่าวมีการประสานงานทั่วทั้งจังหวัด
นางอุไรรัตน์ กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์สตรีไทย 1 ส.ค.2554 นี้ และวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 ส.ค.2554 องค์กรสตรีทั่วประเทศต่างรณรงค์ให้มีการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสตรี กอร์ปกับสตรีไทยในปัจจุบันประสบภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงในอัตราสูงมากขึ้น โดยเฉพาะโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง และสองของมะเร็งที่หญิงไทยเป็นมากที่สุด สธวท.-ภูเก็ต จึงได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตจุดทำโครงการ สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ เพื่อรณรงค์การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก แก่สตรีในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง
โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลสิริโรจน์ และโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต จัดแพ็กเก็จตรวจแมมโมแกรมมะเร็งเต้านม และตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Thin Poeq ราคาพิเศษ 3,000 บาท ระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.2554 นี้ โดยใช้คูปองรับสิทธิ์ตรวจได้ที่โรงพยาบาลสิริโรจน์และโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต สถานีอนามัย และร้านขายยาทั่วไป

เปิดมูลนิธิดวงใจใสแก้ว เพื่อชาวศรีสุนทร


เมื่อคืนวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่าวนตำบลศรีสุนทร อ.ถลาง ภูเก็ต นายธำรง ตันติวิรัชกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุนทร ประธานมูลนิธิดวงใจใส่แก้ว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจัดงานเลี้ยงฉลองการเปิดตัวมูลนิธิดวงใจใสแก้ว โดยมี นายวรพจน์ รัฐสีมา รองอธิบดีกรมที่ดิน คุณอัญชลี วานิช เทพบุตรและคุณเรวัติ อารีรอบ ว่าที่ ส.ส.จังหวัดภูเก็ต พ.ต.ท.ประเสริฐ ศรีคุณรัตน์ รองผกก.ตำรวจน้ำภูเก็ต นายกิตติศักดิ์ โสตรักษา กำนันตำบลศรีสุนทร ตลอดจนผู้มีเกียรติและประชาชนชาวตำบลศรีสุนทรร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้นายธำรง ตันติวิรัชกุล ประธานมูลนิธิดวงใจใสแก้ว ได้กล่าวว่า ตลอดระยะการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ ทำให้ได้พบเห็นสภาพปัญหาผู้ด้อยโอกาสของชาวชุมชนในตำบลศรีสุนทร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิดวงใจใสแก้ว เพื่อต้องการช่วยเหลือ ผู้สูงอายุ คนชรา ผู้พิการ เด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่พ่อแม่ขาดทุนทรัพย์ในการส่งเสียเล่าเรียนตลอดจนพ่อแม่พี่น้องชาวตำบลศรีสุนทร ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ
นอกจากนี้งบประมาณที่ได้รับจากการอุดหนุนทางภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องชาวตำบลศรีสุนทรไม่ทั่วถึง ประกอบกับการมีความสำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิด และมีคติพจน์ในการดำเนินชีวิตที่ว่า เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิดวงใจใสแก้ว
สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การมอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนในเขต อบต.ศรีสุนทร การแสดงจากเด็กนักเรียนในตำบลศรีสุนทร การแสดงของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ตำบลศรีสุนทร การแสดงตลกจากคณะ ยาว ลูกหยี การแสดงดนตรี บิว กัลยาณี นอกจากนี้ภายในงานยังได้มีการร่วมกันฉลองวันคล้ายวันเกิดให้กับนายกอบต.ศรีสุนทรอีกด้วย