จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

รับสมัครนายกอบจ.ภูเก็ตวันสุดท้ายมีเพิ่มอีก 1 คน



เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 9 มีนาคม 2555 ที่หเองประชุมชั้นล่าง ศาลาประชาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อ.เมือง ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.ภูเก็ต โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร ได้มีนายชยต วิสารทพงศ์ ข้าราชการบำนาญ อดีตที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ ได้เดินทางมาพร้อมกับผู้ให้การสนับสนุนจำนวนหนึ่ง เพื่อสมัครรับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยนายชยต ได้หมายเลข 2 ต่อจากนายไพบูลย์ ที่ได้หมายเลข 1 ก่อนหน้านี้
นายชยต ได้กล่าวถึงการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ ว่า ด้วยตนเองมีความศรัทธาในระบบประชาธิปไตย และจากการติดตามตั้งแต่วันที่เริ่มรับสมัคร จนถึงวันนี้พบว่ายังไม่มีผู้สมัครเพิ่ม หากมีผู้สมัครเพียงคนเดียว ก็จะไม่มีการแข่งขันเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเดินทางลงสมัคร ซึ่งการสมัครในครั้งนี้เป็นการสมัครในนามอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาตนทำงานเพื่อสังคมและเสียสละมาโดยตลอด มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
นายชยต ยังกล่าวอีกว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สิ่งที่จะทำเป็นอันดับต้นๆ คือ ปัญหาการจราจร ซึ่งปัจจุบันนี้การจราจรติดขัดมาก นอกจากนั้นยังมองถึงเรื่องของการสร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จำนวนมากแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ซึ่งการทำงานของตนนั้นจะเน้นทำงานร่วมกับประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพ โดยเฉพาะเรื่องของศาสนาจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี
สำหรับสโลแกนที่จะมีชูในการหาเสียงในครั้งนี้ คือ “คิด พูด ทำ แก้” โดยก่อนที่จะทำอะไรจะต้องประสานความคิดกับประชาชนก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด จากนั้นก็จะเข้าไปพูดคุยถึงข้อสรุป แล้วลงมือทำ รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้รับการแก้ไขให้เร็วที่สุด ส่วนการลงสมัครในครั้งนี้ไม่ได้ลงเพื่อใคร หรือลงแข่งกับใคร แต่เป็นการตัดสินใจลงสมัครเอง เพราะมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาตนเป็นครูในระดับประถมต้น จนประถมปลาย นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ลูกศิษย์ก็มีไม่น้อย คิดว่าลูกศิษย์น่าจะไว้วางใจในครั้งนี้เป็นจำนวนไม่น้อย ส่วนการหาเสียงนั้นจะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของโทรศัพท์ เพราะการจะให้ลงพื้นที่หาเสียงแบบเคาะประตูบ้านคงจะไม่ทันแล้วเนื่องจากเหลือเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
 


อดีตข้าราชการระดับสูงภูเก็ตมีเอี่ยวรุกป่าสงวน



เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ พ.ต.อ. ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. แถลงผลการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีนายไชยผดุง พรหมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับพื้นป่าประเภทต่างๆ ใน จ.ภูเก็ต
นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีรายงานการบุกรุกพื้นที่ป่าของ จ.ภูเก็ตค่อนข้างเยอะมาก เนื่องจากความเป็นเมืองท่องเที่ยวเศรษฐกิจและที่ดินจำกัด มีราคาแพง ประกอบกับจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพย์ฯ ด้วย มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งการทำงานต่อจากนี้ในส่วนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งกระทรวงทรัพย์ฯ, ป.ป.ท. ป.ป.ช. และดีเอสไอ ในการร่วมกันปกป้องและดูแลรักษาป่าต่างๆ ก่อนที่จะถูกทำลายไปมากกว่านี้ เพราะหากปล่อยให้ธรรมชาติถูกทำลายต่อไปภูเก็ตก็จะเปิดปัญหาและไม่มีใครมาท่องเที่ยวอีก
ขณะที่พ.ต.อ. ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีรายงานว่า จ.ภูเก็ตเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยมีแผนประทุษกรรมที่ชัดเจน และมักจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นแนวทางในการตรวจสอบจึงเน้นไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคยทำผิด เคยรับราชการ เคยออกเอกสารสิทธิและมีปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงมีการออกเอกสารสิทธิเป็นพื้นที่ป่า ซึ่งเหตุที่ภูเก็ตมีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์สินามิ ทำให้ความต้องการที่ดินบริเวณภูเขาหรือพื้นที่สูงมากขึ้น ประกอบราคาที่สูง จึงทำให้เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติในการเข้าครอบครอง ในลักษณะของนิติบุคคลของไทย แต่จริงๆ แล้วเป็นนอมินี หรืออาจจะด้วยการเช่าในระยะยาว 25-30 ปี มีการปิดกั้นทางลงชายหาดหรือขึ้นภูเขา ซึ่งถือเป็นการเอาแผ่นดินไปขายให้กับต่างชาติ
“ส่วนของ ป.ป.ท.นั้นมีหน้าที่ในการติดตามการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการเข้าไปมีส่วนบุกรุก และการฟอกเงิน ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำกันเป็นเครือข่ายก็จะส่งให้ดีเอสไอร่วมตรวจสอบได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพูดคุยในการจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะได้เดินทางไปกับปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ เพื่อหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการดำเนินการกับข้าราชการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ เพื่อกันให้ออกไปจากกระบวนการดังกล่าว หรือออกไปจากพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่ป่าเขา เพื่อให้สามารถเรียกคืนทรัพย์ของแผ่นดินกลับคืนมา เพราะความเสียหายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะกระทบกันไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งรวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินที่จะเกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลด้วย จึงได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงมาในพื้นที่เพื่อตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพราะเชื่อว่าในการดำเนินการต่างๆ นั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าว
อย่างไรก็ตามจากการส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบในพื้นที่ จ.ภูเก็ตเมื่อช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีการพยายามออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกกมลา พื้นที่อนุรักษ์โซน C ให้กับทายาทอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และข้าราชการระดับสูงฝ่ายปกครองของจังหวัดภูเก็ต กว่า 260 ไร่ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นได้มีการออกโฉนดที่ดินไปแล้ว 3 โฉนด พื้นที่ประมาณ 45 ไร่ เป็นโฉนดที่ดินที่มีชื่อของอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 2 โฉนด เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เป็นของบุตรสาวอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 1 แปลง และอีก 1 แปลง พบว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาออกโฉนดที่ดินอีกประมาณ 18 แปลง เนื้อที่กว่า 200 ไร่ และจากการตรวจสอบพื้นที่พบว่าที่ดินที่มีการออกโฉนดเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลา และเป็นพื้นที่อนุรักษ์โซนซี สภาพเป็นป่าดิบชื้น เป็นป่าต้นน้ำ และมีการปลูกต้นยางพาราแซมบ้างเป็นบางส่วน และพบป้ายชื่อว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตติดไว้ที่ทางเข้าบ้าน และกำลังสร้างรีสอร์ท ชื่อว่า Honey พบรถแบ็คโฮกำลังดำเนินการสร้างถนนและรีสอร์ท
สำหรับการออกโฉนดที่ดินทั้ง 4 โฉนด โดยใช้ ส.ค.1 ซึ่งจากการพิจารณาหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินในจังหวัดภูเก็ต คือ ต้องมี ส.ค.1 เพราะหากไม่มีส.ค.1จะไม่สามารถออกโฉนดได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขข้อห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินบนเกาะ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) เมื่อที่ดินมี ส.ค.1 ต้องพิจารณาว่า การแจ้งครอบครองชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ ประกอบด้วย มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (1 ธันวาคม 2497) ซึ่งการพิจารณาว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ต้องมีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินนั้นจริงๆ เช่น ทำเรือกสวนไร่นา ให้เห็นกิจการที่ทำประโยชน์ด้วย เป็นต้น
ดังนั้นแม้จะมี ส.ค.1 แต่จะต้องมีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริง จากการตรวจสภาพพื้นที่พบว่าที่ดินยังมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น แทบจะไม่เห็นสภาพว่ามีการทำประโยชน์เลย แต่ได้มีการออกโฉนดไปแล้ว 4 โฉนด โดยมีการระบุในการออกโฉนดที่ดินว่ามีการปลูกทุเรียน สะตอ เต็มทั้งแปลง ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงและอยู่ระหว่างการดำเนินการออกโฉนดที่ดินอีกร่วม 18 แปลง เนื้อที่กว่า 200 ไร่
นอกจากนี้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ยังมีการตรวจพบอีกว่ามีนายทุนที่มีการปลูกสร้างอาคารอยู่ติดริมทะเล มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 50 หลายแห่ง โดยมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องห้ามตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2553 จำนวนมาก เช่น พื้นที่เขตเทศบาลตำบลราไวย์ พื้นที่เขตองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา เป็นต้น โดยหน่วยงานที่ดำเนินการออกใบอนุญาตก่อสร้างนั้นก็จะเป็นในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทาง สำนักงาน ป.ป.ท.จะได้เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทั้งทางอาญาและวินัยกับเจ้าหน้าที่อย่างเฉียบขาดต่อไป

“วิสุทธิ์” ไม่สมัครเลือกนายกอบจ.เผยแข่งไม่แฟร์



เมื่อเช้าวันที่ 9 มีนาคม 2555 ที่อาคารศาลาประชาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อ.เมือง ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครรับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต หลังจากได้เปิดรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2555 โดยมีนายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ อดีตนายกอบจ.ภูเก็ตเดินทางมาสมัครเพียงรายเดียว
โดยในวันนี้ นายวิสุทธิ์ สันติกุล อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต 2 สมัยที่ผ่านมา ได้เดินทางมาพร้อมกับนายวรรณกร พัฒนประกร พร้อมด้วยเอกสารการสมัคร แต่ก็ไม่ได้เดินทางเข้าไปยังบริเวณซึ่งจัดให้เป็นสถานที่รับสมัคร เพียงแต่เดินมานั้นอยู่บริเวณโต๊ะที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้เป็นโต๊ะสำหรับผู้สื่อข่าว ซึ่งทางผู้สื่อข่าวก็ได้สอบถาม ซึ่งนายวิสุทธิ์ ก็ได้แต่เพียงบอกว่ารอเวลา และเอกสารบางอย่างที่ยังไม่ครบ จึงยังไม่เข้าไปสมัครก่อน
จนกระทั่งเวลา 09.55 น.ภายหลังนายวิสุทธิ์ ได้รับโทรศัพท์ นายวิสุทธิ์ก็ได้แถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองที่เดินทางมาวันนี้จะมาสมัครรับการเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.ภูเก็ต ซึ่งจากที่ดูมา 8 ปี จากเดิมในฐานะเป็นรองนายกอบจ.ภูเก็ต เมื่อ 2 สมัยที่แล้ว หรือ 8 ปีที่ผ่านมา โดยในขณะนั้นอบจ. มีงบประมาณ 400 ล้าน จนปัจจุบันมีเกือบ 1,000 ล้าน ก็ยังพบปัญหาเดิมๆ ในพื้นที่อยู่ เช่น ปัญหาการจราจร ซึ่งน่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนกว่านี้ โดยการทำป้ายชี้ให้เห็นทางลัด หรือมีการตัดถนนสายใหม่ เชื่อมทางเบี่ยง ทางเลี่ยงให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหารถติด นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการประสานหาผู้สนับสนุนทีม เอฟซี ฟุตบอลภูเก็ต ด้วยการหากลุ่มภาคเอกชนที่มีความสนใจเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมในการท่องเที่ยวได้ อีกทั้งจะยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ ให้เทียบเท่ากับแหล่งท่องเที่ยวหลักที่ได้รับความนิยม เรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของโรงพยาบาลอบจ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนอยากจะเข้าไปทำ โดยอบจ.จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและรองรับคนทุกกกลุ่ม ไม่เลือกเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการจ้างผู้บริหารก็ควรที่จะมาจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ไม่จำเป็นต้องจ้าง
นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า รู้สึกขอบคุณผู้ที่สนับสนุนและอยากให้ตนลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ แต่ก็ต้องฝากขอโทษไปยังผู้สนับสนุนทุกฝ่าย ซึ่งตนไม่อยากลงแข่งขันในสนามที่มองว่าไม่แฟร์ ซึ่งการลาออกของอดีตนายก ไม่สมเหตุสมผล และมีการจัดการเลือกตั้งที่เร็วเกินไป ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับคู่แข่ง อีกทั้งตนไม่สามารถที่จะออกไปพบปะกับพี่น้องประชาชนเพื่อเสนอนโยบายได้ทั่วจังหวัดภายในเวลาเพียงแค่ 20 วันที่กำหนดได้ และหากผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกสนใจที่จะนำนโยบายของตนไปใช้หรือไปต่อยอดก็ได้ ตนก็ยินดี นอกจากนี้ยังต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งนี้


วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

ป.ป.ท. ตรวจพื้นที่ป่าต้นน้ำเทือกเขากมลา



เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555ที่บริเวณเทือกเขากมลา ต.กะทู้ อ.กะทู้ ภูเก็ต พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา ได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้พยายามขอออกเอกสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์โซนซี สภาพเป็นป่าดิบชื้น มีต้นไม่ขนาดใหญ่ และเป็นป่าต้นน้ำ
สำหรับพื้นที่ดังกล่าวห่างจากถนนทางเข้าน้ำตกกะทู้แยกตรงบริเวณซอยน้ำตกกะทู้ ร.6 ไปกว่า 10 กิโลเมตร สภาพถนนแคบคดเคี้ยวและลาดชัน โดยมีการลาดยางไว้เป็นระยะๆ ก่อนที่จะไปถึงพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีการขอออกโฉนดจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ บางส่วนเป็นสวนยาง สวนผลไม้ อาทิ ทุเรียน ลองกอง หมาก สะตอ เป็นต้น มีการตั้งที่พักอาศัยประปราย เมื่อไปถึงพื้นที่ที่ถูกระบุพบสภาพเป็นป่าดิบชื้น มีต้นไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่นานาชนิด และไม้ป่าทั่วๆ ไป พื้นที่มีความลาดชันค่อนข้างมาก ไม่มีการทำประโยชน์ใด หากในช่วงที่ท้องฟ้าโปร่งจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของชายหาดป่าตองได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบการปักเสาปูและข้างๆ จะมีมุดบอกระวางพื้นที่ด้วย
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า การเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เป็นความร่วมมือของ ป.ป.ท. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เพื่อตรวจสอบว่าจะมีการประทุษกรรมผืนแผ่นดินของส่วนรวม เพื่อป้องกันไม่ให้ไปตกอยู่ในมือของนายทุนหรือกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนใด และจากการตรวจสอบเบื้องต้นก็พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์มาก เป็นป่าต้นน้ำสำคัญ และมีความลาดชันมาก จึงไม่น่าที่จะออกโฉนดได้
“จากข้อมูลที่ทาง ป.ป.ท.ได้รับจากประชาชนที่ร้องเรียนและข้าราชการบางส่วนที่ยังหวงแหนแผ่นดินนั้น โดยในการทำงานจะมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะดูจากสภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ เป็นป่าดิบชื้นและมีความลาดชันค่อนข้างมาก จึงไม่น่าจะออกโฉนดได้แต่กลับยังมีความพยายามที่จะออก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ร่วมมือก็คงไม่สามารถทำได้ เท่าที่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีผู้พยายามที่จะขอออกเอกสารสิทธิ์เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่”
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ในกรณีที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีระดับใดบ้างคงต้องขอดูหลักฐานที่ชัดเจนก่อน ขณะนี้ทราบชื่อซึ่งมีส่วนพ้องอยู่แล้วแต่ยังมีทราบนามสกุลเพราะพึ่งได้รับรายงาน โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งหากข้าราชการระดับสูงทำผิดเองโทษก็จะหนักกว่าเจ้าหน้าที่ระดับอื่นๆ และเมื่อพ้นจากอำนาจของ ป.ป.ท.แล้วก็จะส่งต่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบต่อ และในระดับนี้หากมีข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจจะต้องขอให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินด้วย
“แนวทางที่ ป.ป.ท.ดำเนินการในเบื้องต้นจะต้องไม่ให้มีการออกเอกสารสิทธิ และจะต้องเอาผืนแผ่นดินกลับคืนมา เพราะคนที่เข้ามาครอบครองอยู่ในปัจจุบันถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้วจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้เขาออกจากพื้นที่ ซึ่งในส่วนของ ป.ป.ท.คงเน้นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะลักษณะเช่นนี้คงทำได้ยากหากไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณชาวภูเก็ตและข้าราชการบางส่วนที่ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ท. เพราะหากทำเพียงลำพังคงไม่สำเร็จแต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นด้วย โดยในการลงมาทำงายระยะ 4-5 เดือนแรกนี้ คงจะทำให้ทราบได้ว่าในพื้นที่ จ.ภูเก็ตมีที่ดินแปลงใดและบริเวณใดบ้างที่น่าเชื่อว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ถูกต้อง และเตรียมที่จะมีการออกเอกสารสิทธิอยู่มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วภูเก็ตไม่ใช่เป็นสมบัติของเฉพาะคนไทยเท่านั้นแต่เปรียบเหมือนเป็นสมบัติของโลกด้วยซ้ำไป เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จักดีไม่น่าจะตกเป็นคนใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำด้วยหากยังมีการทำผิดเช่นนี้เรื่อยๆ ต่อไปก็จะไม่เหลืออะไร
ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า คงไม่สามารถตอบได้แน่ชัด แต่ที่เคยเจอลักษณะเช่นนี้ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าเมื่อทำสำเร็จแล้วจะมีการเปิดต้นไม้ออกเพื่อให้มองเห็นทะเล และมีการก่อสร้างบ้านหรูๆ ขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และจะมีชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองในลักษณะการจัดตั้งเป็นบริษัทจดทะเบียนในเมืองไทยโดยถือหุ้นเกิน 51 % เมื่อเป็นเช่นนั้นคนไทยก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาในพื้นที่ได้ เหมือนๆ กับที่ดินซึ่งติดชายหาดหลายๆ แห่ง






ประชุมคณะทำงานจัดทำเสื้อบาติกรับ ครม.สัญจร



เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมสึนามิ (POC) ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำเสื้อบาติกสำหรับงานเลี้ยงรับรองคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ระหว่างวันที่ 19 – 21 มี.ค. 2555 โดยมีส่วนราชการเกี่ยวข้องและผู้ประกอบการผ้าบาติกเข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันกำหนดรูปแบบเสื้อ ลายเสื้อบาติก จำนวนของเสื้อผู้เข้าร่วมประชุม วางแผนและดำเนินการจัดทำเสื้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 18 มี.ค.รวมทั้งประสานงานกับผู้แทนคณะรัฐมนตรีในการส่งมอบเสื้อบาติกให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ตามที่จังหวัดภูเก็ตได้แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อมรองรับการประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีหน้าที่สำคัญในการอำนวยความสะดวกและให้การต้อนรับคณะรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมประชุมชี้แจงตามที่ชี้แจงตามที่รัฐมนตรีและภารกิจ ผู้เข้าร่วมประชุม และอื่นๆ ในระหว่างวันที่ 19 – 21 มี.ค.2555 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมและเพียงพอ โดยได้มีการประชุมกำหนดแนวทางการเตรียมการต้อนรับและได้มีการจัดประชุมเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา และที่ประชุมมีมติมอบหมายให้จัดทำเสื้อบาติกสำหรับงานเลี้ยงรับรองคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 400 ตัวนั้น เพื่อให้การเตรียมการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานและมีการประชุมร่วมกันดังกล่าว
โดยในเบื้องต้นที่ประชุมเสนอจัดทำ เสื้อบาติกจากเดิม 400 ตัวเพิ่มเป็น 700 ตัว แขนสั้น ลายชิโนโปตุกีส แบ่งเป็นเสื้อของผู้ใหญ่ระดับ วีไอพี 500 ตัว สีเสื้อเขียวทองเข้ม ระดับเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนส่วนกลาง 200 ตัว สีน้ำทะเลอ่อน อย่างไรก็ตามจำนวนเสื้อและสีเสื้อดังกล่าว ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งต่อไป 




รวบ 2 คนร้ายลักของร้านสะดวกซื้อ ขยายผลได้จยย. 3 คัน



เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 ที่บริเวณด้านหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.ต.พรศักดิ์ นวนหนู รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.เอกวุฒิ เสน่ห์พร ผกก.กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ลิ้มเจริญ ผกก.สภ.ท่าฉัตรไชย ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายตะวัน เดชจิระโชติ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 ม.12 ต.โผนทอง อ.นาทม จ.นครพนม กับ นางดาวเรือง บุดดา อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 ม.12 ต.นาคม อ.นาทม จ.นครพนม โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันลักทรัพย์ เหตุเกิดที่หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขา สนามบิน 3 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาพร้อมของกลางโลชั่นกันแดดยี่ห้อนีเวีย จำนวน 5 ขวด และกระเป๋าสะพายผู้หญิงจำนงวน 1 ใบ และนายศุภชัย หรือฟ้า วารีศรี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/2 ม.5 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและรับของโจร พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 2.2 กรัม (ได้จากการล่อซื้อ) เงิดสดรัฐบาลไทยฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 7 ฉบับ รวม 7,000 บาท (เงินที่ใช้ล่อซื้อและอยู่ในความครอบครองของนายศุภชัย ขณะจับกุม) พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ฮ้อนด้า จำนวน 4 คัน
สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาได้รับแจ้งเหตุจากพนักงานของร้านเซเว่นอีเล ฟเว่น สาขาสนามบิน 3 ว่ามีคนร้ายจำนวน 2 คนเข้าไปขโมยสิ่งของในร้าน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือนายตะวัน เดชจิระโชติ กับนางดาวเรือง บุดดา และจากการสอบสวนขยายผลผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น KT 110 Dc สีม่วงขาว ทะเบียน ขธจ-869 ภูเก็ต ซึ่งเป็นพาหนะที่นำมาใช้ในการหลบหนี เป็นรถจักรยานยนต์ที่ขโมยมาจากบริเวณแยกสนามบิน พื้นที่ สภ.ท่าฉัตรไชย และยังให้การต่อไปด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการขโมยรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ จ.ภูเก็ตอีกหลายคัน และเมื่อได้มาแล้วก็จะนำไปขายหรือแลกกับยาเสพติดในพื้นที่ สภ.เมืองภูเก็ต
เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะของการประทำผิดต่อเนื่องกันหลายท้องที่ ทางเจ้าหน้าที่ สภ.ท่าฉัตรไชย จึงได้ประสานมายัง กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต เพื่อทำการขยายผลการจับกุมกระบวนการดังกล่าวจนสามารถจับกุมตัวนายศุภชัย หรือฟ้า วารีศรี ได้ที่หมู่บ้านศรีสุชาติแกรนด์วิว ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต พร้อมของกลางยาไอซ์ และธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ รวมทั้งรถจักรยานยนต์ จำนวน 4 คัน ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นคลิก สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียน คตษ-470 พังงา ซึ่งนายศุภชัยให้การว่าเป็นของ ตนเองโดยใช้ชื่อนายอนุชา โบบทองเป็นผู้ซื้อ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีชมพู-ขาว ซึ่งนายตะวันรับว่าขโมยมาจากพื้นที่ สภ.กะทู้และนำมาแลกกับยาเสพติด และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ สีแดง ซึ่งนายตะวันรับว่าขโมยมาจากพื้นที่ สภ.ฉลอง นำมาแลกยาเสพติดเช่นกัน
นอกจากนี้ในส่วนของนายตะวัน ยังได้ให้การรับสารภาพด้วยว่า นอกจากรถจักรยานยนต์ที่นำไปแลกกับยาเสพติดจำนวน 3 คัน แล้ว ยังมีรถจักรยานยนต์ที่ขโมยมาอีก 3 คัน และได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปตรวจยึดคืนมาได้ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีขาว ขโมยมาจากพื้นที่ สภ.ถลาง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น คลิก สีดำ ขโมยมาจากพื้นที่ สภ.ถลาง และรถจักรยานยนต์ซูซูกิ รุ่นสเต็บ สีฟ้า ขโมยมาจากพื้นที่ สภ.เมืองภูเก็ต โดยนายตะวันกล่าวว่า รถที่ขโมยมานั้นจะเป็นรถที่เสียบกุญแจไว้ เมื่อต้นขับรถไปเห็นและได้จังหวะก็จะจอดรถตัวเองไว้ในบริเวณใกล้เคียง จากนั้นก็ขึ้นขับรถขันที่จอดเสียบกุญแจทิ้งไว้ออกๆไป ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเส้นทางพื้นที่บ้านกู้กู ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต ไปจนถึงพื้นที่ อ.ถลาง โดยได้เริ่มปฏิบัติการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนกระทั่งถูกจับกุม ซึ่งมูลเหตุของการกระทำผิดนั้นเนื่องจากต้องการเงินมาใช้จ่ายและซื้อยา โดยรถ 1 คันจะแลกเป็นยาไอซ์ได้ประมาณ 1 จี หรือประมาณ 3,000 – 4,000 บาท
ขณะที่ พล.ต.ต.ชนศิษฎ์ ได้กล่าวฝากไปยังผู้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ว่า ให้ช่วยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อจอดรถก็ไม่ควรที่จะเสียบกุญแจทิ้งไว้ ซึ่งจะเป็นสิ่งล่อใจให้กับมิจฉาชีพได้ ส่วนของรถจักรยานยนต์ของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของนำหลักฐานมาแสดงเพื่อขอรับรถคืนต่อไป



ผู้สมัครนายก ทต.ฉลอง ยื่นร้องต่อ กกต.ภูเก็ต



เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดภูเก็ต นายสำราญ จินดาพล ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต หมายเลข 2 พร้อมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลตำบลฉลองเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกิตติพงศ์ เที่ยงคุณากฤต ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้นายสำราญ จินดาพล ได้กล่าวว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีตำบลฉลอง เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากมีการกระทำฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง วิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2551 พร้อมกันนี้ยังได้มีการนำภาพถ่ายแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียง จำนวน 4 ชุด ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง วิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 1 ชุดและสำเนาบัตรประจำประชาชนพยานบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 3 ชุดประกอบการร้องเรียนด้วย
โดยหนังสือร้องเรียนฉบับดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 นายฐานะพงศ์ กออุดม ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลฉลอง หมายเลข 1 เขตเลือกตั้ง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต และสมาชิกกลุ่มรักพัฒนาฉลอง หมายเลข 2,3,4,5,6,7 ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ได้หาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการปิดป้ายโฆษณาหาเสียงที่มีขนาดไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่กำหนดไว้ เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ไม่มีความเท่าเทียมกันในการปิดป้ายโฆษณาหาเสียง และความไม่เท่าเทียมดังกล่าวนี้เป็นเหตุให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต หากได้เห็นแต่ป้ายโฆษณาหาเสียงที่มีขนาดใหญ่กว่าของนายฐานะพงศ์ กออุดม และสมาชิกกลุ่มรักพัฒนาฉลอง จะเป็นเหตุทำให้เป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งตำบลฉลองมีคะแนนนิยมในตัวนายฐานะพงศ์ กออุดม และสมาชิกกลุ่มรักพัฒนาฉลอง จึงถือได้ว่านายฐานะพงศ์ กออุดมและสมาชิกกลุ่มรักพัฒนาฉลองได้กระทำผิดต่อประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง วิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2551 ข้อ 5 (4)
ด้านนายกิตติพงศ์ เที่ยงคุณากฤต ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนว่า จะส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ไปดำเนินการพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลการร้องเรียนตามระเบียบกฎหมายต่อไป ซึ่งขณะนี้ถือว่าการร้องเรียนดังกล่าวเป็นเรื่องแรกของการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลฉลอง ซึ่งในส่วนของป้ายโฆษณาหาเสียงในระเบียบของ กกต.มี 2 ลักษณะ คือ โปสเตอร์ ซึ่งจะมีขนาดประมาณกระดาษ A 3 กับป้ายคัทเอาท์ ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับ 1 ไม้กระดานอัด ส่วนที่เคยมีการวินิจฉัยในกรณีการติดแผ่นป้ายในเวทีหาเสียงซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าแผ่นไม้กระดานอัดนั้นก็จะมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป




การพัฒนารูปแบบการบริหารเมืองป่าตอง



เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมออร์คิด โรงแรมเกรชแลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ภูเก็ต นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง เป็นประธานเปิดการเสวนาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารเมืองป่าตอง ซึ่งจัดโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง และเทศบาลเมืองป่าตอง ได้จัดขึ้น
ทั้งนี้นายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาล ได้กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง เปิดจากการรวมตัวของกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองขึ้น โดยได้รวมตัวกันจดแจ้ง จัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนขึ้น ในปี 2554 โดยอาศัย พรบ.การส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ปี 2551 ซึ่งได้รับการส่งเสริมจัดตั้งโดยเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.และแกนนำขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ต โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ และเอกชน
โดยมีกลุ่มองค์กรชุมชนในพื้นที่ได้รับการจดแจ้งจำนวน 15 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ชมรมคนโรงแรมหาดป่าตอง ชมรมเคาน์เตอร์ทัวร์หาดป่าตอง ชมรมแท๊กซี่ป่าตอง ชมรมช่างศิลป์หาดป่าตอง สมาคมพ่อครัวป่าตอง สหกรณ์จักรยานรับจ้างป่าตองจำกัดชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงหาดป่าตอง สหพันธ์รถบริการป่าตองสัมพันธ์ ชมรมร่มเตียงหาดป่าตองชมรมนวดแผนไทยหาดป่าตอง เครือข่ายอาสาสมัครแรงงานตำบลป่าตอง ชมรมจักรยานเสือภูเขาป่าตอง ชมรมผู้ประกอบการค้าปลีกหาดป่าตอง ชมรมผู้ประกอบการวิทยุท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีประชุมเพื่อหาทางออกและคลี่คลายปัญหาของชุมชน รวมถึงการรวบรวมข้อเสนอจากกลุ่มองค์กรต่างๆ เพื่อเสนอสู่ระดับนโยบาย ที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนฯ ได้ผลักดันให้เกิด “สหพันธ์รถบริการป่าตอง” ประกอบด้วย เคาน์เตอร์ทัวร์ รถบริการต่างๆ โดยมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องความซื่อสัตย์ด้านราคา ความปลอดภัยของลูกค้า ทำให้เกิดการบริการด้านการท่องเที่ยวในมาตรฐานเดียวกัน และการสนับสนุนให้ ชมรมนวดแผนไทยเกิดการจัดระเบียบมารยาท การแต่งกาย และการบริการนวดเพื่อสุขภาพ ด้วยราคาที่เที่ยงธรรมตรงกัน
นายปรีชาวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง และที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดภูเก็ต มีความเห็นว่า “ป่าตอง” เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีระบบการบริหารที่คล่องตัว และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงได้จัดสัมนา “การปกครองพื้นที่รูปแบบพิเศษ ป่าตองจัดการตนเอง” ในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากผู้ที่เกี่ยวข้องในการศึกษารูปแบบ และผลักดันแนวคิด เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนของป่าตอง โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มองค์กรชุมชน สมาชิกสภาองค์กรชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้าธุรกิจโรงแรม หน่วยงานภาคี และประชาชน ผู้สนใจประมาณ 400 คน
ด้านนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ได้กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ป่าตอง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก น้อยคนนักที่เคยทราบว่าเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองปิดที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและท้องทะเลอันดามัน ยากแก่การเดินทางไปมาหาสู่กับโลกภายนอก แต่ทว่าเมื่อความเจริญหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับถนนสายแรก ป่าตองจึงค่อยๆ ปรากฏโฉมออกสู่สายตาชาวโลก ต่อจากนั้นการพัฒนาต่างๆ ก็ตามมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองป่าตอง ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม คือ หาดป่าตอง ซึ่งเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองป่าตอง จึงทำให้เมืองป่าตองมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จากเหตุผลดังกล่าวนี้เองจึงทำให้ สภาพบ้านเมืองเกิดการขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว กระทรวงมหาดไทยเห็นถึงสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น จึงสมควรเปลี่ยนแปลงเป็นเทศบาลเมืองป่าตองในปี 2545
มาบัดนี้ ปี 2555 สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอีกแล้ว เรามาวันนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าป่าตองจะจัดการตนเอง ยกระดับเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ แบบเดียวกับกรุงเทพมหานคร หรือ พัทยา ก็นับว่า น่าสนใจ และอีกไม่นาน เราคงได้เห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพิ่มขึ้นตามเหตุผลและความจำเป็นของท้องถิ่นที่มีอยู่ จึงเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีกว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นแบบเดิม