จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

สหภาพแรงงานลากูน่า บีช ยื่นหนังสือจังหวัด



เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ภายหลังจากประชุมคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 1/2555 นายวิเชียร ตนุมาตร ประธานสหภาพแรงงานลากูน่า บีช รีสอร์ท ภูเก็ต ได้ยื่นหนังสือถึงนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่านทาง น.ส.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีบริษัท ลากูน่า บีช คลับ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงแรมลากูน่า บีช รีสอร์ท ภูเก็ต ได้แจ้งว่าจะมีการปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน เพื่อส่งมอบกิจการให้กับผู้ลงทุนรายใหม่ซึ่งจะมีการปิดเพื่อปรับปรุงโรงแรมชั่วคราว ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้รับความธรรมในเรื่องของการทำงานและค่าตอบแทน

ทั้งนี้หลังจากรับหนังสือดังกล่าว น.ส.สมหมาย กล่าวว่า คงต้องขอไปดูในรายละเอียดว่าเป็นเช่นไร และจะได้มอบหมายให้ทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการดูแลและแก้ไขต่อไป

ด้านนายวิเชียร ตนุมาตร ประธานสหภาพแรงงานลากูน่า บีช รีสอร์ท ภูเก็ต กล่าวถึงเหตุที่ยื่นหนังสือร้องเรียน ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทางโรงแรมได้มีประกาศแบบฟ้าฝ่าในการที่จะเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดจำนวนประมาณ 350 คน โดยได้แจ้งว่าจะทำการปิดกิจการ และจะต้องส่งมอบกิจการโรงแรมลากูน่าฯ ให้แก่ผู้ลงทุนใหม่ โดยการบริการของบริษัทฯแก่ลูกค้าจะสิ้นสุดในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 นี้ เหลือเฉพาะงานดูแลซ่อมบำรุงทรัพย์สิน และการสะสางงานให้เสร็จ เมื่อบริษัทฯ ปิดลงแล้ว ผู้ลงทุนใหม่ก็จะเข้ามาทำการปรับปรุง และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณไตรมาสแรกของปี 2556 ทางบริษัทฯ ได้ประสานกับผู้ลงทุนใหม่ให้พิจารณาใบสมัครของพนักงานเดิมที่ยื่นต่อบริษัทใหม่เป็นลำดับแรก ทางบริษัทฯ ยังแจ้งด้วยว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงค่าจ้างและเงินใดๆ ที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามระเบียบของบริษัทฯ นอกจากนี้ในระหว่างรอการปิดตัวก็จะมีการพิจารณาเพื่อให้โบนัสพิเศษจากผลการทำงานให้กับพนักงานเป็นระยะเวลา 1 เดือนด้วย

ด้วยสหภาพฯ เห็นว่าการเลิกจ้างดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับพนักงานส่วนใหญ่ซึ่งทำงานมากับทางโรงแรมกว่า 20 ปี และนายจ้างไม่มีการหาทางออกในการบริหารจัดการกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะองค์กรที่ดูแลลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานฯ เป็นการตัดสินใจและใช้อำนาจในการบริหารฝ่ายเดียว เพราะตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 13 บอกว่า กรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดกหรือด้วยประกาอื่นใด หรือกรฯนายจ้างเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใดๆ สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นนั้นต่อไป และในส่วนของสหภาพแรงงานฯ เองก็มีข้อตกลงการจ้างร่วมกับบริษัทลากูน่า บีช คลับ จำกัด เมื่อปี 2553 ข้อเรียกร้องที่ 21 กรณีบริษัทมีการถ่ายโอนหรือขายกิจการให้แก่นายจ้างใหม่และจะต้องระบุในสัญญาให้นายจ้างใหม่รับสวัสดิการพนักงานทุกอย่างต่อเนื่องทันที ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541มาตรา 13 นอกจากนี้ยังไม่ให้ความสำคัญที่จะปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ด้วย

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมถูกต้องแก่ทุกฝ่ายตามระบบทั้งหลักนิติรัฐและรัฐศาสตร์ในการบริหารจัดการทางสหภาพฯ จึงขอให้ทางจังหวัดเข้าไปช่วยดูแลเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมต่อเหตุการณที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นเกรงว่าหลังจากวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ไปแล้วจะมีลูกจ้างในกลุ่มนี้ตกงานอย่างแน่นอน นายวิเชียรกล่าว

ทำลายของกลางละเมิดลิขสิทธิ์ร่วม 80,000 ชิ้น



เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 ที่โรงเตาเผาขยะเทศบาลนครภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ภาคเอกชน) ซึ่งในครั้งนี้มีผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนมาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ จ.ภูเก็ต


โอกาสนี้ได้มีกมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ “STOP PIRACY- BUY ORIGINAL NOW ไม่ซื้อไม่ขาย ไม่ใช้ของปลอม” มอบให้กับด่านศุลกากรภูเก็ต ด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อใช้ตั้งแสดงเตือนมิให้มีการใช้สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งได้จัดให้มีการเดินรณรงค์บริเวณหาดป่าตอง กะตะและกะรน เพื่อประชาสัมพันธ์ต่อต้านการจำหน่ายและไม่ซื้อสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจังหวัดภูเก็ต อันเป็นหนึ่งในมาตรการด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อันจะช่วยลดปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และลดแรงกดดันหรือตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้าด้วย 


สำหรับของกลางที่มีการนำมาทำลาย ซึ่งมีทั้งการใช้ค้อนทุบ มีดกรีด บทด้วยรถและนำเข้าเตาเผา มีจำนวน 79,524 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 182 ล้านบาท โดยเป็นของกลางจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และสำนักงานศุลกากรภาค 4 ประกอบด้วย สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหลากหลายประเภท ไม่ว่า สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่น แผ่นซีดีเพลงและแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ นาฬิกาปลอมยี่ห้อต่างๆ เสื้อผ้า เสื้อกีฬา กระเป๋าสตางค์ เครื่องหนัง รองเท้า เป็นต้น


นายภูมิ กล่าวว่า สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเป็นสิ่งของผิดกฎหมายและจะต้องนำมาทำลาย ซึ่งการทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปราบปรามที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาว่าจะไม่มีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลับไปสู่ท้องตลาด หรือส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs) ทั้งนี้ในปี 2554 ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ 10,453 คดี ของกลางจำนวน 4.8 ล้านชิ้น และในเดือนมกราคม 2555 จับกุมได้ 486 คดี ของกลาง 94,449 ชิ้น









เริ่มแล้วงานแสดงเรือนานาชาติ PIMEX2012



เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 ที่รอยัลภูเก็ต มารีน่า ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต น.ส.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงานแสดงเรือนานาชาติภูเก็ต ครั้งที่ 9 หรือ Phuket International Boat Show 2012 (PIMEX2012) ซึ่งอินฟอร์มายอชท์กรุ๊ป จัดขึ้น โดยมีนางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต ผู้บริหารองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยภายในงานได้มีการนำเรือยอชท์ของบริษัทต่างๆ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาจัดแสดงทั้งในน้ำและบนบก จำนวนกว่า 50 ลำ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือ ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างมาก โดยงานดังกล่าวจะจัดไปจนถึงวันที่ 1 เมษายนนี้


นายแอนดี้ ดาวเดน ผู้อำนวยการ งานแสดงเรือนานาชาติภูเก็ต ครั้งที่ 9 ประจำปี 2555 หรือ Phuket International Boat Show 2012 (PIMEX2012) เปิดเผยว่า สำหรับงาน PIMEX 2012 จัดโดยอินฟอร์มา ยอชท์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท อินฟอร์มา (มหาชน) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจัดมารีนอีเว้นท์และการล่องเรือ ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดภูเก็ตในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ตลอดจนเพื่อกระตุ้นตลาดเรือสำราญกีฬาหรือเรือยอช์ท สินค้าใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือและไลฟ์สไตล์เรือ รวมถึงโครงการที่พักอาศัยใน จ.ภูเก็ตด้วย


“ในปีนี้ผู้ที่เข้ามาชมงานและผู้ที่ต้องการซื้อเรือจะได้สัมผัสกับเรือแบรนด์ชั้นนำและมีคุณภาพสูงที่เคยจัดแสดงในงานแสดงเรือระดับโลกอย่าง โมนาโค (Monaco), คานส์ (Cannes) และฟอร์ท ลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) โดยมีตั้งแต่เรือขนาด 20 ฟุต ถึงเรือหรูขนาด 92 ฟุต ทั้งเรือยอช์ท เรือใบหลากหลายขนาดและราคานอกจากนี้ยังมีสินค้าและบริการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการแล่นเรือ รวมทั้งผู้ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์เรือมากมาย”


นายแอนดี้ ดาวเดน กล่าวด้วยว่า ไฮไลท์งานของงานในปีนี้ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาจัดแสดงเรือของบริษัทที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศ อาทิ จีน ออสเตรเลีย อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เฟอร์เรททิ กรุ๊ปและบริษัท ลี มารีน นำเรือเพอร์ชิง 92 (Pershing 92) ซึ่งเป็นเรือหรูขนาดใหญ่, บริษัท เดอรานี ยอชท์ นำเรือ แฟร์ไลน์ สแควร์ดอน 78 คัสตอม (Fairline Squadron 78 Custom) มาโชว์เป็นครั้งแรกในเอเชีย, 


ซันซีกเกอร์ จัดแสดงเรือยอช์ท สุดหรูสามรุ่นใหม่ล่าสุด แมนฮัตตัน 73, 63 และ 53 (Manhattan 73, 63 and 53), ปริ้นเซส ยังได้นำเรือไฮไลท์อย่าง เอเชีย พรีเมียร์ วี 52 (Asia Premieres V52), พี60 (P60) หรือเรือยอช์ทสุดหรูอย่าง 72 เอ็มวาย (72MY) ส่วนเรือขนาดกลางจะมีทั้งเฌอโน 57(Jeanneau 57), เพรสติช 440เอส (Prestige 440S) ทาร์ทัน 4000 (Tartan 4000) ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลสุดยอดเรือแห่งปีระดับโลก มาร่วมโชว์ครั้งแรกในเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวทางเลือกการเป็นเจ้าของเรือแบบ Fractional Boat Ownership หรือกรรมสิทธิ์ร่วมโดย แอ๊บโซลูท เวิลด์ กรุ๊ป ด้วย


อย่างไรก็ตามนายแอนดี้ ดาวเดน ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 15 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเป็นประเทศนอกทวีปเอเชีย อาทิ รัสเซียเป็นตลาดใหญ่และคาดว่าจะเป็นตลาดที่เติบโตมากที่สุดในปีนี้ด้วย นอกจากการวางกลยุทธ์และเน้นกลุ่มเป้าหมายชาวรัสเซียแล้ว ยังพุ่งเป้าการเพิ่มผู้เข้าชมงานจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ตลอดจนชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานอยู่ในภูมิภาคนี้











วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

กงสุลฯ จีนประจำสงขลาเข้าหารือผวจ.ภูเก็ต



เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้การต้อนรับมร.ซู หมิงเหลียง (Mr.Xu Mingling) กงสุลสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสงขลา พร้อมคณะ ที่ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแนะนำตัว เนื่องจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือเรื่องการตั้งสถานกงสุลจีนแห่งใหม่ มีนายตัน จี เคียง และนางสาวเบญจาภา ทับทอง หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดภูเก็ต ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้มร.ซู หมิงเหลียง (Mr.Xu Mingling) ได้กล่าวว่า การเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในวันนี้เพื่อมารายงานตัว เนื่องจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งปรึกษาหารือเรื่องการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภูเก็ตกับจีน ซึ่งขณะนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศจีนที่มาทางภาคใต้ ส่วนใหญ่จะมาภูเก็ต ไม่ได้ไปที่สงขลาหรือหาดใหญ่ ปีนี้มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต จำนวนมาก โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนมาภูเก็ตประมาณ 5000,000 คน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แต่สถานกงสุลจีนซึ่งอยู่ห่างจากภูเก็ตหลายกิโลเมตร ทำให้การประสานงานมีความลำบาก ซึ่งต่อไปต้องศึกษาว่าจะสร้างกงสุลแห่งใหม่ที่ภูเก็ตหรือว่าที่หาดใหญ่ เนื่องจากอาคารกงสุลจีนปัจจุบัน เช่ามาประมาณ 20 ปีแล้ว อาคารค่อนข้างเก่าแก่ ไม่เหมาะสมกับสถานะของประเทศจีน

มร.ซู หมิงเหลียง ยังกล่าวอีกว่า ถ้าทางภูเก็ตสามารถเสนอที่ดินประมาณ 5 ไร่ให้ได้ ก็มั่นใจมากที่จะมาสร้าง ซึ่งถ้าย้ายมาสร้างที่ภูเก็ต จะทำให้มีความสะดวกง่ายต่อการประสานต้อนรับคณะจากจีนก็จะมีความสะดวกยิ่งขึ้น และคาดว่าในปีต่อๆ ไปนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินทางเข้ามาภูเก็ตมากขึ้นอีก อย่างไรก็ตามทางกงสุลจีนพยายามทำงานต่อไปเพื่อดึงนักธุรกิจ นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยว และลงทุนที่ภูเก็ต

นอกจากนี้มร.ซู หมิงเหลียง ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงป้ายบอกสถานที่ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงก็จะพบแต่ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาจีน ซึ่งแตกต่างตากที่กรุงเทพ ที่มีหลายภาษา จึงอยากให้ทางจังหวัดจัดให้มีป้ายในส่วนของภาษาจีนด้วย โดยเฉพาะป้ายเตือนภัย ทั้งที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ
ด้านนายตรี อัครเดชา ได้กล่าวว่า ในเรื่องสถานที่ที่จะสร้างสถานกงสุลนั้น ขอให้รัฐบาลจีนทำเรื่องมาที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางจังหวัดก็พร้อมที่จะดำเนินการให้ทั้งเช่าที่ของเอกชน หรือที่ธนารักษ์ ซึ่งก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะถ้ามีกงสุลจีนที่ภูเก็ต เมื่อเกิดปัญหากับนักท่องเที่ยวก็สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที ขณะที่ในเรื่องของป้ายภาษาจีน ตนจะนำเข้าที่ประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อรีบดำเนินการให้ 
 

ขว้างระเบิดใส่บ้านผู้ต้องหาคดียาเสพติด



เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 พ.ต.ท.สมคิด ขาวสังข์ สารวัตรเวร สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุคนร้ายลอบปาระเบิดใส่บ้านเรือน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก เหตุเกิดบริเวณหมู่บ้านจัดสรร บดินเฮาส์ ตรงข้ามตลาดสดเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี หลังรับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.ท.ศุภวิชญ์ สุวรรณภิรมย์ รอง ผกก.ป.พ.ต.ท.พิสิษฐ์ ชื่นเพชร รอง ผกก สส. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ถลาง เจ้าหน้าที่วิทยาการเขต จังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาบ้านในคลำ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านจัดสรร ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ ชั้นเดียว บริเวณบ้านเลขที่ 310/74 ซอยที่ 5 ทราบผู้เป็นเจ้าของบ้าน คือ นายมงคล เบญจพรรณ อายุ 32 ปี พบรอยเลือดไหลเป็นทางยาว และประตูรั้วหน้าบ้านเปิดค้างไว้ บริเวณลานจอดรถหน้าบ้านพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน กธ-3221 ภูเก็ต จอดอยู่สภาพประตูด้านหลัง ด้านคนขับเปิดค้างไว้ บริเวณกระจกด้านหน้ามีรอยร้าว ตรวจสอบภายในรถพบเศษสะเก็ดระเบิดตกอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้แรงระเบิดยังทำให้คอนโทรลด้านหน้ารถ-เครื่องเสียง แตกกระจายได้รับความเสียหายทั้งหมด ห่างจากรถยนต์ไปประมาณ 2 เมตร พบสายไฟฟ้า 1 ขด สีพ่นรถยนต์ 2 กระป๋องและอุปกรณ์ ซ่อมรถยนต์วางอยู่จำนวนมาก ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮ้อนด้า รุ่นเฟว 100 สีน้ำเงินฟ้า หมายเลขทะเบียน กรย-1 ภูเก็ต ถูกแรงระเบิดได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นแรงระเบิดยังทำให้กระจก-พื้นปูนบริเวณฝ้าเพดานของบ้านหลังดังกล่าวแตกกระจายทั่วบริเวณ

จากการตรวจหาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ พบเศษท่อพีวีซี สีฟ้า ลูกปลายรถจักรยานยนต์ น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ 1 ขวดตกอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นระเบิดที่คนร้ายประดิษฐ์ขึ้นเอง ตรวจสอบไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่ามีผู้รับตัวไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจึงได้ออกกระจายกำลังกันค้นหาในโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต แต่ไม่พบประวัติคนถูกระเบิดเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด
นอกจากนั้นที่หน้าบ้านเลขที่ 310/75 ซึ่งอยู่ติดกันทราบว่าเป็นบ้านพักของนางศรัญญา ทิพย์บำรุง อายุ 37 ปี พนักงานโรงแรมบันยันทรี ซึ่งถูกแรงระเบิดส่งผลให้รถยนต์เก๋งสีบอนซ์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลข กท-586 ภูเก็ต ที่จอดอยู่ในบ้านกระจกด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งฝ้าเพดาน-กระจกบ้านแตกกระจาย บริเวณด้านหน้ารถคันดังกล่าวยังพบสุนัขนอนตายอยู่ 1 ตัว นอกจากนี้บริเวณรั้วหน้าบ้านยังพบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮ้อนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน กธ3221 ภูเก็ตถูกระเบิดจนได้รับความเสียหายอย่างหนักด้วยเช่นกัน ตรวจสอบภายในบ้านพบเศษกระเบื้องตกอยู่จำนวนมาก และพบเศษท่อพีวีซี ดินประสิว ลูกปลายรถจักรยานยนต์ น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ ตกอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

จากการสอบสวนนางศรัญญา เจ้าของบ้านหลังที่ได้รับความเสียหาย บอกว่า ก่อนเกิดเหตุขณะนอนอยู่ในห้องหน้าบ้านกับสามีและลูกชายวัย 6 เดือนเศษ ได้ยินเสียงรถยนต์กระบะลักษณะรถแต่งซิ่งดัดแปลงท่อไอเสีย มีเสียงดังมาก แล่นเข้ามาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านหลายรอบ ขณะนั้นนายมงคล เจ้าของบ้านเลขที่ 310/74 ได้ล้างรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กธ-3221 ภูเก็ต อยู่หน้าบ้าน และคนร้ายได้ปาระเบิดเข้าไปภายในบ้านหลังดังกล่าว จนทำให้นายมงคล ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาด้านขวา จากนั้นคนร้ายก็ได้ปาระเบิดลูกที่ 2 ซ้ำอีกครั้ง แต่ด้วยน้ำหนักการขว้างแรงเกินไปทำให้ระเบิดลูกที่ 2มาตกบริเวณบ้านของตน ทำให้รถยนต์เก๋ง 2 คัน กระจก ฝ่าเพดาน ได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นสุนัข ชื่อ “เมโล” ถูกแรงระเบิดจนไส้ทะลักและเสียชีวิตทันที และคนร้ายได้ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวหลบหนีออกไปจากหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

สำหรับแนวทางการสืบสวนสาเหตุการปาระเบิดดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบประวัตินายมงคล เบญจพรรณ เจ้าของบ้านเลขที่ 310/74 มีพฤติกรรมพัวพันกับการค้ายาเสพติด เคยต้องถูกจับคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งเสพ ครอบครอง และจำหน่ายมาแล้ว ถึง 4 ครั้ง ในจำนวน 4 ครั้ง ได้ถูกจับเจ้าหน้าที่ ปปส.ภูเก็ต จับกุมขณะบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.ถลาง ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเทภ 1 ยาบ้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกันตัว และขณะนี้หนีหมายจับของสภ.โคกกลอย จ.พังงา คดีเกี่ยวกับยาเสพติดอีก 1 หมาย โดยมีการเข้าออกจังหวัดภูเก็ต-พังงา อยู่เป็นประจำ และล่าสุดได้เข้ามาเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุระเบิดครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานเชื่อว่าน่าจะมาจากเรื่องการหักหลังเกี่ยวการค้ายาเสพติด ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

โรงงานปลาป่นส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน



เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต พนักงานคานเรือ “รัตนชัยคานเรือ” เลขที่ 60/58 ม.7 ถนนท่าเรือใหม่ ต.รัษฎา และชาวบ้านท่าเรือใหม่ ประมาณ 20 คน นำโดยนางสาวปองจิต เกตุรัตน์ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายประพันธ์ ขันธ์พระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต หลังได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานปลาป่นของแพแสงอรุณส่งกลิ่นเหม็นรบกวน


ทั้งนี้นางสาวปองจิต กล่าวว่า ตนและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นจากการต้มปลา นอกจากนี้ยังมีละอองน้ำที่ ออกมาจากปล่องควันพร้อมด้วยขี้เขม่าการเผาไม้ฟืนของโรงงานปลาป่นของแพแสงอรุณ ซึ่งเกิดจากการจัดการที่ไม่สมบูรณ์และไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติที่นำเรือยอร์ช เรือใบ ไปซ่อมบำรุงที่คานเรือ ก็ได้ทำหนังสือร้องเรียนพร้อมทั้งตำหนิแนบมากับหนังสือร้องเรียนดังกล่าวด้วย เหตุดังกล่าวจึงเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต


อย่างไรก็ตามชาวบ้านไม่สามารถที่จะทนต่อกลิ่นเหม็นได้ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนมานานนับปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีกลิ่นเหม็นทุกวัน และมีความรุนแรงกว่าอดีตที่ผ่านมา บางครั้งทำให้ลูกค้าของคานเรือ พนักงานที่ทำงานที่คานเรือเกิดอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ บางคนโดนละอองน้ำที่ออกมาจากปล่องควันเกิดอาการคันทั้งตัว เป็นผดผื่น และบางครั้งบนดาดฟ้าเรือยอร์ชและใบเรือหรือตัวเรือที่โดนละอองน้ำจากปล่องควันจะเป็นจุดสีเหลืองๆ คล้ายสนิมจากเหล็กล้างไม่ออก และกลิ่นเน่าเหม็นจะฝังลึกในเนื้อผ้าทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นเหม็น และเท่าที่สังเกตดูลูกค้าชาวต่างชาติที่เคยนำเรือยอร์ชและเรือใบมาเข้าซ่อมที่คานเรือจะไม่นำเรือมาซ่อมที่คานเรือดังกล่าวอีก ทำให้ผู้ที่ทำงานอยู่ที่คานเรือได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

จึงได้เข้ามาร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแนบหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนี้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน โดยขอให้ทางโรงงานปลาป่นแก้ไขปัญหาเรื่องการส่งกลิ่นเหม็นรบกวนดังกล่าวให้หมด
ทางด้านนายประพันธ์ ขันธ์พระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวกับผู้ที่มายื่นหนังสือว่า ทางจังหวัดจะมีการตั้งคณะกรรมการโดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องลงไปดูแลตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งจะเป็นวันเวลาใดนั้นจะแจ้งให้ทางชาวบ้านทราบอีกครั้ง จากนั้นช่สบ้านก็ได้แยกย้ายกันกลับบ้าน






ภูเก็ตสนธิกำลังตรวจร้านบริการ “บารากู่”



เมื่อคืนวันที่ 27 มีนาคม 2555 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัด อำเภอเมืองภูเก็ต ตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต สรรพาสามิตร ศุลกากร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กว่า 50 นาย ได้เข้าตรวจสอบสถานบริการในพื้นที่เมืองภูเก็ต ที่ให้บริการสูบยาเส้นปรุงผ่านทางอุปกรณ์การสูบ ที่เรียกว่า บารากู่ หลังได้รับการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องว่ามีสถานบันเทิง ร้านอาหาร ให้บริการสูบบารากู่เกิดขึ้นหลายแห่ง


ทั้งนี้นายจำเริญ ได้กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถานบริการต่างๆ ที่ไม่เข้าข่ายสถานบันเทิง เปิดให้บริการแก่เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการสูบยาเส้นปรุงรสผ่านอุปกรณ์ “บารากู่” ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง เฉพาะในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งกลายเป็นสถานที่มั่วสุมสำหรับเด็กและยาวชนในพื้นที่


สำหรับอุปกรณ์บารากู่นั้นยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สามารถดำเนินการได้ เช่น กฎหมายสรรพสามิตเกี่ยวกับการนำเข้ายาเส้น ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า ประกอบกับในปัจจุบันมีกฎหมายห้ามการสูบบุหรี่ยาสูบในสถานบริการ สถานบันเทิง หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ รวมไปถึงการจำหน่ายเหล้า และบุหรี่ ให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งทางจังหวัดจะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการกับสถานประกอบการเหล่านี้ ในขั้นแรกจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทราบก่อน หลังจากนั้นก็จะดำเนินการจับกุมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป หากพบว่ายังมีการให้บริการอยู่ หลังจากมีการประชาสัมพันธ์เตือนไปแล้ว


โดยการตรวจค้นในวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบสถานบริการในพื้นที่เมืองภูเก็ตจำนวน 3 แห่งเท่านั้น เนื่องจากพบว่ามีหลายร้านไหวตัวทันโดยการปิดร้าน โดยร้านแรกที่เข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์การสูบ พร้อมทั้งทำการตรวจปัสสาวะผู้เข้าใช้บริการ และพนักงานของร้าน พบมีฉี่สีม่วง 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน จากการสอบสวนพบว่า ได้มีการเสพยาไอซ์ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว


ร้านถัดไปคือ เจ้าหน้าที่ตรวจพบอุปกรณ์การสูบ และพบเยาวชนชายที่เข้าใช้บริการภายในร้านมีปัสสาวะเป็นสีม่วง 1 คน และร้านสุดท้าย ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจ พบว่าพนักงานกำลังเก็บข้าวของภายในร้าน พบอุปกรณ์การเสพ บารากู ที่เพิ่งนำออกมาให้บริการใหม่ๆ ยังร้อนๆ อยู่ แต่ไม่พบผู้เข้าใช้บริการ


อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบสถานบริการทั้ง 3 แห่ง เจ้าหน้าที่ได้เก็บอุปกรณ์การเสพต่างๆ ภายในร้านเพื่อไว้ตรวจสอบหาสาเสพติดต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของร้านแรก ยังได้มีการแจ้งข้อหาและสั่งปิดร้าน ฐานมีสินค้าหลบหนีศุลกากร สินค้าต้องห้าม ห้ามนำเข้าโดยไม่ผ่านศุลกากร และเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดภายในร้าน ซึ่งเป็นความผิดตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 


ส่วนของผู้ที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายได้นำตัวไปสอบสวนขยายผล พร้อมทั้งทำประวัติ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต เพื่อเข้าสู่ระบบบำบัดแบบสมัครใจ แต่ถ้าไม่สมัครใจก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติดต่อไป

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตั้งชมรม TO BE No. 1 ในสถานประกอบการ



เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 ที่ห้องยูงทอง โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต น.ส.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดอบรมให้ความรู้และส่งเสริมการจัดตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ ซึ่งสำนักงานแรงงานจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้น เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการ TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด จังหวัดภูเก็ต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ในแผนงานที่ 3 แผนการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด โดยมีตัวแทนจากสถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 50 แห่ง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ตมีความเข้มแข็งในการป้องกันปัญหายาเสพติด รณรงค์และปลูกจิตสำนึก สร้างกระแสที่เอื้อต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดแก่นายจ้างและลูกจ้าง

การจัดอบรมดังกล่าวได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีสุนทรและตำบลกมลา ที่มีประสบการณ์งานด้าน TO BE NUMBER ONE ของจังหวัดภูเก็ตมาให้ความรู้ในด้านการดำเนินงานจัดตั้งชมรมฯ นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน TO BE NUMBER ONE จาก บริษัท ซี พี ออลล์ จำกัด (มหาชน) อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี การันตีด้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับประเทศ ประจำปี 2554 ชมรม TO BE NUMBER ONE ในสถานประกอบการ ขนาดเล็ก-กลาง และเป็นพี่เลี้ยงให้แก่บริษัทในเครือภาคใต้หลายสาขา มาเล่าประสบการณ์การดำเนินงานชมรม TO BE NUMBER ONE และการดำเนินงานศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่นด้วย

น.ส.สมหมาย กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทำขณะ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านการเมืองและความมั่นคงของประเทศ โดยรัฐบาลถือว่าปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในเรื่องยาเสพติดมาปฏิบัติให้ลุล่วง โดยใช้ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดเป็นยุทธศาสตร์หลัก กำหนดกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ดำเนินการ คือ 7 แผน 4 ปรับ 6 หลัก 3 เร่ง เพื่อให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องยึดเป็นหลักในการขับเคลื่อนงานยาเสพติด

สำหรับโครงการ TO BE NUMBER ONE เป็นโครงการหนึ่งที่รณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีองค์ประธานโครงการ โดยมีกรมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก เริ่มดำเนินกิจกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 และสำนักงานแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพหลักในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ พนักงานหรือลูกจ้างในสถานประกอบกิจการร่วมจัดจั้งและเป็นสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONEเพื่อสร้างกระแสเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน น.ส.สมหมายกล่าว