จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เตรียมซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทะเล


เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานดำเนินการโครงการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ระดับกลุ่มจังหวัด ประจำปี 2554 เพื่อเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส่วนราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิ อาสาสมัคร เป็นต้น ในการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลระดับกลุ่มจังหวัด ประจำปี 2554 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ที่บริเวณท่าเทียบเรืออ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ให้สำเร็จลุลวงไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ด้วยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต จะทำการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ระดับกลุ่มจังหวัด ประจำปี 2554 เพื่อให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณภัย ประกอบด้วย ส่วนราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิ อาสาสมัคร ประชาชนทั้งในจังหวัดและระดับกลุ่มจังหวัด มีความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสาธารณภัยดังกล่าวได้ รวมทั้งสามารถเข้าเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยและลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ทั้งนี้ได้มีการสมมติสถานการณ์ว่า เกิดเหตุเรือโดยสารนักท่องเที่ยวบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ จำนวน 200 คน ที่ออกเดินทางจากท่าเทียบเรืออ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อมุ่งหน้าสู่อ่าวพังงา จ.พังงา ได้เกิดอุบัติเหตุชนกับเรือบรรทุกสินค้า เนื่องจากคลื่นลมแรงไม่สามารถบังคับเรือได้ ทำให้เรือโดยสารนักท่องเที่ยวเกิดไฟไหม้ โดยเหตุเกิดบริเวณกลางทะเล หลังเดินทางออกจากท่าเทียบเรือไปได้ประมาณ 30 นาที โดยเรือทั้งสองลำมีรอยรั่วและรอยแตกทำให้มีน้ำไหลเข้าเรือเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันเครื่องสูบน้ำภายในเรือก็เสีย ได้มีการแจ้งให้ผู้โดยสารที่ยังไม่ได้สวมเสื้อชูชีพและอยู่ในอาการตื่นตระหนกให้สวมเสื้อชูชีพ ระหว่างรอการเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในส่วนของเรือบรรทุกสินค้านอกจากจะมีรอยรั่วแล้วยังมีสินค้าภายในเรือจำนวนมากเช่นกัน

เตรียมงาน “อบจ.สัญจรเพื่อสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายสรธรรม จินดา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานประชุม การจัดงาน “อบจ.สัญจร” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 โดยมีคณะผู้บริหาร อบจ.ภูเก็ต นายประดิษฐ์ แสงจันทร์ ประธานสภาอบจ.ภูเก็ต สมาชิกสภา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต พร้อมด้วย คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ตลอดจน คณะผู้บริหาร จากเทศบาลตำบลวิชิต รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ทั้งนี้นายสรธรรม จินดา รองนายก อบจ.ภูเก็ต ได้กล่าวถึงการเตรียมจัดงาน อบจ.สัญจร ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 ว่า ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และเทศบาลตำบลวิชิต ได้ร่วมมือกันจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2554 ณ บริเวณสวนศรีภูวนาถ (ตรงข้ามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านแหลมชั่น) ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งภายในงานจะจัดให้มี 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การแสดงบนเวที โดยวงดนตรีลูกทุ่งซุปเปอร์แดนซ์ การแสดงของนักเรียน และการขับร้องเพลง โดยศิลปิน หลิว อาจารียา ส่วนกิจกรรมการบริการของหน่วยงานต่างๆ จะเน้นกิจกรรมด้านสุขภาพเป็นหลัก เช่น บริการตรวจสุขภาพฟรี พร้อมทั้งให้คำแนะนำปรึกษาด้านข้อเข่า และปัญหาสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ นิทรรศการให้ความรู้ด้านสุขภาพ และห้องสมุดเคลื่อนที่ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
นอกจากนี้ได้ได้รับความร่วมมือจากทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นำคณะแพทย์ และพยาบาล มาเปิดให้บริการวัดความดัน เจาะเลือด ออกหน่วยปฐมพยาบาล ให้ความรู้สุขศึกษา บริการการคัดกรองความดันโลหิตและเบาหวาน การสาธิตการนวดแพทย์แผนไทย โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแหลมชั่น พร้อมทั้งยังมีหน่วยงานอื่น ที่ร่วมให้บริการ อาทิ สำนักงานเหล่ากาชาด สำนักงานยุติธรรม สำนักงานแรงงาน สำนักงานจัดหางาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานประกันสังคม สำนักงานอุตสาหกรรม และสถานีพัฒนาที่ดิน และบริการอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงยังมีเวทีประชาคม ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตจะพบประชาชน เพื่อรับฟังความคิดเห็น และปัญหาความต้องการต่างๆ ด้วย
นายสรธรรม ยังกล่าวในช่วงท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชนในพื้นที่ตำบลวิชิต และตำบลใกล้เคียงเข้าร่วมงาน “อบจ.สัญจรเพื่อสุขภาพ” ณ บริเวณสวนศรีภูวนาถ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ในวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.พร้อมทั้งมีของติดไม้ติดมือกลับด้วย

น้อยใจเพื่อนทวงเงินผูกคอตาย


เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 54 พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปิ่นแก้ว สารวัตรเวรสภ.เมือง ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีคนผูกคอตายภายในห้องเลขที่ 73/45 ชั้น 3 ตึก 5 การเคหะแห่งชาติ ถ.ศรีสุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมือง ขอให้เดินทางมาตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต
ที่เกิดเหตุอาคารชุดของการเคหะแห่งชาติ โดยเจ้าของห้องได้เปิดให้เช่า จากการเข้าตรวจสอบภายภายในห้องพัก โดยในห้องน้ำเจ้าหน้าที่พบศพ น.ส.สงบ รัตนพันธ์ อายุ 40 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ 12 หมู่ 5 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีอาชีพขายผลไม้และเป็นเท้าแชร์ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้าลายดอก นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน ใช้เศษผ้าผูกคอกับท่อน้ำพีวีซีบนฝ้าเพดาน สภาพศพไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ตรวจสอบภายในห้องพักไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกรื้อค้น พบเพียงจดหมายลาตายวางอยู่บนเตียงนอน โดยมีข้อความระบุถึงเพื่อนชื่อ ”ผึ้ง” เพื่อนทรยศ ลืมข้าวสุกที่เคยกิน เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชม.ทางเจ้าหน้าที่ก้ได้จัดทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมนำส่งรพ.วชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์เวรได้ทำการชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีเพื่อนสาวที่ร่วมเล่นแชร์กับ น.ส.สงบ ซึ่งผู้ตายเป็นเท้าแชร์ คาดว่าเพื่อนที่ชื่อ “ผึ้ง” น่าจะเปียเชียร์ได้ แต่ผู้ตายยังจ่ายเงินให้ไม่ครบ จึงได้พาผู้ชายมาทวงค่าแชร์ที่ขาดอีก 6,000 บาท ทำให้ น.ส.สงบ น้อยใจเพื่อนรักที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกัน เพียงเงินเท่านี้ถึงต้องพาคนอื่นมาทวง หลังจากที่เพื่อนรักกลับไป น.ส.สงบจึงเขียนจดหมายลาตายก่อนใช้เศษภาพผูกกับท่อพีวีซีภายในห้องน้ำฆ่าตัวตายดังกล่าว

รณรงค์ “ภูเก็ตปลอดถุงพลาสติก”


 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ โครงการภูเก็ตปลอดถุงพลาสติก ครั้งที่ 2/2554 เพื่อหารือการดำเนินการจัดหางบประมาณและการผลิตถุงผ้าตามโครงการ “เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา 840,000 ถุงผ้า 84 วัน ห้างร้านสั่งลาถุงพลาสติก” โดยมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภูเก็ตเข้าร่วมหารือ
นายจิรศักดิ์ ธรรมเวช พลังงานจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากการที่จังหวัดภูเก็ต โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการโครงการภูเก็ตปลอดถุงพลาสติกมาเป็นเวลากว่า 1 ปี โดยมีห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วเกาะภูเก็ตจำนวน 23 แห่ง ได้ลงนามข้อตกลงในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งพบว่าในปริมาณขยะที่เกิดขึ้นวันละประมาณ 570 ตัน มีขยะพลาสติกประมาณ 20% โดยรณรงค์ให้มีการนำถุงผ้ามาใช้แทนถุงพลาสติก และเพื่อให้โครงการดังกล่าวดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการกำหนดจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ “โครงการ 84 พรรษา 84,000 ถุงผ้า 84 วัน ห้างร้านสั่งลาถุงพลาสติก” โดยกำหนดกิจกรรมแจกถุงผ้าจำนวน 840,000 ใบ ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป เป็นเวลา 84 วัน และในช่วงเวลาดังกล่าวห้างร้านในภูเก็ตจะงดใช้ถุงพลาสติกในการใส่สินค้าให้กับลูกค้า
สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมรณรงค์และจัดทำถุงผ้าแจกจ่ายให้กับประชาชนนั้นเบื้องต้นกำหนดไว้ประมาณ 40 ล้านบาท โดยขอรับการสนับสนุนงบดังกล่าวจากส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ห้างร้าน/บริษัท/โรงแรมและสมาคมต่างๆ โดยจะมอบหมายให้กลุ่มวิสาหกิจในภูเก็ตเป็นผู้ผลิตถุงผ้า ทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ ได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยในการที่จะรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าการแจกถุงผ้าจำนวน 840,000 ใบนั้นเป็นจำนวนที่มากเกินไป และเมื่อได้รับถุงผ้าไปแล้วเกรงว่าประชาชนจะไม่นำมาใช้และจะสิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะนำมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว ประกอบกับอาจจะไม่เป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น โดยได้มีการเสนอความเห็นว่าควรขอรับการสนับสนุนจากทางห้างสรรพสินค้าหรือสถานประกอบการต่างๆ เป็นหลัก เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีการจัดทำถุงผ้าแจกอยู่แล้ว
ขณะที่นายธำรง ตันติวิรัชกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า จำนวนถุงผ้า 840,000 ใบ ที่ทางสำนักงานพลังงานมีการนำเสนอมานั้นค่อนข้างจะมากเกินไป และเมื่อประชาชนได้รับแจกไปแล้วจะมีการนำมาใช้ในการใส่สินค้าหรือไม่ เกรงจะไม่เกิดประโยชน์และสิ้นเปลืองงบประมาณ ดังนั้นคิดว่าผู้ที่ควรรับผิดชอบในการจัดหาถุงผ้านั้นควรที่จะเป็นห้างสรรพสินค้าต่างๆ และรูปแบบของถุงผ้านั้นก็ควรที่จะมีความทันสมัย เหมาะแก่การใช้งาน หรือควรจะมีการสร้างแรงจูงใจในการที่จะให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการใช้ถุงผ้า เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ปตท.สผ.ระบุขุดเจาะฝั่งอันดามันใช้งบลงทุนสูง


 นายวิศิษฎ์ คูทองกุล ผู้จัดการอาวุโสโครงการอันดามันและโครงการอีสาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการสำรวจปิโตรเลียมในแปลงสัมปทานนอกชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่แปลง A4/48 A5/48 และ A6/48 ที่ จ.ภูเก็ต ว่า หลังจาก ปตท.สผ.ได้รับอนุญาตจากกรมเชื้อเพลิงพลังงานให้ทำการสำรวจปิโตรเลียมในแปลงสัมปทานนอกชายฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 3 แปลง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนข้อผูกพันที่ทำไว้ ทั้งการศึกษาสำรวจทางธรณีวิทยา การตรวจวัดการเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนแบบ 2 มิติ จนถึงขณะนี้ซึ่งเริ่มเข้าสู่ปีที่ 5 ของการสำรวจ โดยอยู่ในขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินและหินใต้ทะเลห่างจากชายฝั่งประมาณ 200 กิโลเมตรในบริเวณแปลงที่ทำการสำรวจทั้ง 3 แปลง โดยตัวอย่างจำนวน 34 ชิ้น นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาร่องรอยของปิโตรเลียมคาดว่าจะทราบผลได้ประมาณเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นจะนำผลดังกล่าวไปวิเคราะห์ประกอบข้อมูลที่มีอยู่เพื่อพิจารณาดำเนินการสำรวจในขั้นตอนต่อไป
“ยอมรับว่าการสำรวจหาปิโตรเลียมในฝั่งอันดามันนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากแปลงสำรวจอยู่ในระดับน้ำที่ลึก 2.8-3 กิโลเมตร ดังนั้นก่อนที่จะทำการขุดเจาะหลุมเพื่อหาปริมาณน้ำมันนั้น จะต้องศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอกับการลงทุนหรือไม่ เพราะการขุดเจาะสำรวจแต่ละหลุมจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ทาง ปตท.สผ.จึงอยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนที่มีความชำนาญในการสำรวจปิโตรเลียมทะเลลึก”
นายวิศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับแปลงสำรวจทั้ง 3 แปลงดังกล่าว ก่อนหน้านี้ได้มีบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกหลายบริษัทเคยเข้ามาทำการสำรวจและขุดเจาะไปแล้วประมาณ 19 หลุม ซึ่งผลการสำรวจในขณะนั้นระบุว่ามีปริมาณน้ำมันในแปลงสำรวจดังกล่าวแต่ปริมาณไม่มากและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
อย่างไรก็ตามการสำรวจปิโตรเลียมในฝั่งอันดามันนั้น ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธุรกิจทางการท่องเที่ยว เนื่องจากแปลงสำรวจแต่ละแปลงจะอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตและแหล่งท่องเที่ยว โดยแปลงสำรวจ A6/48 อยู่ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตประมาณ 150 กิโลเมตร แปลงสำรวจ A5/48 ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตประมาณ 160 กิโลเมตร และแปลงสำรวจ A4/48 อยู่ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตประมาณ 320 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่สำรวจรวมทั้งหมดประมาณ 68,820 ตารางกิโลเมตร

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อบจ.ภูเก็ตส่งเสริมการอบรม ทสม.น้อย รุ่นที่ 5



เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ห้องประชุมศูนย์พัฒนาการสวัสดิการผู้สูงอายุจังหวัดภูเก็ต ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.น้อย) รุ่นที่ 5 โดยมี นายจิรศักดิ์ ธรรมเวช พลังงานจังหวัดภูเก็ต นายยงยุทธ โสตถิอุดม ผอ.ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุภูเก็ต นายสวัสดิ์ มัจฉาเวช สมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่จาก อบจ.ภูเก็ต โดยมีประชาชน นักเรียนในพื้นที่เข้าร่วมการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 75 คน
กิจกรรมการฝึกอบรม ทสม.น้อย รุ่นที่ 5 ณ พื้นที่ตำบลป่าคลอก ในครั้งนี้ จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แกนนำในชุมชน และเยาวชน แกนนำที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.น้อย) มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารทรัพยากรธรรมชาติฯ เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและในโรงเรียนได้ โดยให้แกนนำ ชุมชน และเยาวชนแกนนำ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของ ทสม.ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก โรงเรียนในเขตพื้นที่ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลป่าคลอก
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า จังหวัดภูเก็ตได้มีการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์และด้านธุรกิจการท่องเที่ยว ในแต่ละปีรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจังหวัดภูเก็ตปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการขยายสนามบินเพิ่มขึ้น มีการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ และโครงการพัฒนาอื่นๆ ตามมามากมาย อันจะส่งผลให้มีการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรในประเทศเข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น และปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าพื้นที่ของตำบลป่าคลอกได้มีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตำบลป่าคลอกเหมาะแก่การเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากการที่ตำบลป่าคลอกมีความสงบ ร่มเย็น ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และที่สำคัญ มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นป่าบกและป่าชายเลน ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องชาวตำบลป่าคลอก จะต้องตื่นตัวเตรียมความพร้อม ในการเผชิญกับปัญหาที่อาจจะตามมา เหมือนกับชุมชนขนาดใหญ่ในจังหวัดภูเก็ตที่เป็นอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขยะ ซึ่งจะเห็นว่าที่ใดที่มีคนอาศัยอยู่มากๆ ก็จะมีขยะมากตามไปด้วย เนื่องจากทุกคนต้องมีการจับจ่ายใช้สอยซื้อหาอาหาร เมื่อเหลือจากการใช้ประโยชน์ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นขยะ
ดังนั้นหากทุกคนทิ้งขยะหรือสิ่งของที่ตนคิดว่าไม่มีประโยชน์สำหรับตนทุกวัน โดยไม่มีการคัดแยกหรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ขยะก็คงจะล้นเกาะภูเก็ตในอีกไม่นาน และในขณะนี้ หากทุกท่านเดินทางไปไหนในจังหวัดภูเก็ต ก็เริ่มจะเห็นว่ามีขยะตกค้างอยู่สองข้างถนนในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากเห็นสภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลป่าคลอก แต่ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก หากทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมมือกันโดยการคัดแยกขยะก่อนที่จะทิ้งลงถัง เพราะจากการวิเคราะห์องค์ประกอบของขยะในจังหวัดภูเก็ต พบว่า 60% เป็นขยะอินทรีย์ 34% เป็นขยะรีไซเคิล ส่วนที่เหลือเป็นขยะทั่วไปและขยะอันตราย ดังนั้นหากได้มีการคัดแยกขยะอย่างจริงจังจากแหล่งกำเนิด ก็จะเหลือขยะที่ต้องทิ้งลงถังไม่ถึง 10% ของปริมาณขยะทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำไห้จังหวัดภูเก็ตมีความสะอาด น่าอยู่ มากยิ่งขึ้น แต่การจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องมีเครือข่ายทั้งภาคประชาชน และเยาวชนเป็นแกนนำในการถ่ายทอดความรู้ไปยังชุมชนและสถานศึกษาให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งเชื่อว่าชาวตำบลป่าคลอกจะทำได้
สำหรับการจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงขอให้ผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมได้มีความตั้งใจและให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้ของวิทยากร เนื่องจากทุกท่านล้วนมีประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงที่สะสมมายาวนาน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถที่จะบริหารจัดการขยะในชุมชนได้และสามารถถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นได้ต่อไป นอกจากนี้ขอให้นักเรียนทุกคนที่เข้ารับการอบรมมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นแบบอย่างในการเป็นจิตอาสา ใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่า และใช้เวลาให้มีค่ามากที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมต่อไป และต้องขอขอบคุณคณะผู้จัดการฝึกอบรม คณะวิทยากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าได้มีส่วนร่วมให้เกิดกิจกรรมที่ดีเช่นนี้ขึ้น ” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว.

ผู้ประกอบการหน้าหาดกะรนร้องผวจ.ภูเก็ต

ผู้ประกอบการหน้าหาดกะรนร้องผวจ.ภูเก็ต
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่บริเวณหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้มีกลุ่มผู้พ่อค้า-แม่ค้า แผงลอยบริเวณหาดกะตะ – กะรน จำนวน 50 ราย ได้มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเรียกเก็บเงิน สร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มพ่อค้าเป็นอย่างมาก พร้อมพันนี้ยังได้มีการชูป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจข้อความต่างๆ อาทิ จ่าสมานพรหมหอม คือผู้กำกับฉลองคนใหม่ โจรไม่จับจับแต่พ่อค้าแม่ค้า, สนุกจังไล่จับพ่อค้าแม่ค้ากะตะกะรน ยาบ้ายาอีโจรเต็มเมืองทำไม่จับ, ผลประโยชน์ไม่ลงตัวความซวยมาลงที่เราผู้ประกอบการ กะตะกะรน, ค้ายาดีกว่าตำรวจไม่จับ, ส.ส.อัญชลี ช่วยด้วยพ่อค้าแม่ค้าโดนรังแก เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ควบคุมสถานการณ์อยู่โดยรอบ แต่เนื่องจาก นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ติดราชการ ทางนายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จึงได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนแทน
สำหรับโดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนระบุว่า เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดขายบริเวณชายหาดกะตะกะรนอย่างปกติสุข โดยสินค้าที่จำหน่ายส่วนมากเป็นสินค้าที่จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น ของที่ระลึกพื้นเมือง เสื้อผ้า กระเป๋า แว่นตา เป็นต้น บางประเภทก็เป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็สั่งซื้อมาจากกรุงเทพ และมีวางจำหน่ายโดยทั่วไปในย่านประตูน้ำ พาหุรัด สำเพ็ง เป็นต้น
ต่อมาเมื่อประมาณ 1 เดือนเศษที่ผ่านมาทาง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้ให้ข่าวกับ นสพ.ท้องถิ่นว่าจะทำให้หาดกะตะกะรนเป็นพื้นที่สีขาว แล้วให้ตำรวจจากกหน่วยสืบจังหวัด ออกทำการจับกุมร้านค้าแถบชายหาดกะตะกะรนอย่างต่อเนื่องแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆ ที่ร้านค้าลักษณะเดียวกันนี้เปิดขายอย่างมากกมายกระจายไปทั่วเกาะภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นที่ตลาดนัดใหญ่ๆ เช่นตาลดนาคา หรือ หาดป่าตอง ซึ่งมีจำนวนร้านค้ามากมายกว่าหาดกะรนกะรนหลายเท่าตัว การกระทำดังกล่าวของตำรวจทำให้ร้านค้าบริเวณหาดกะตะกะรนต้องปิดตัวเองเหมือนเมืองร้าง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและบรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง สร้างสงความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ผู้ประกอบการร้านค้าและครอบครัวหลายพันชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขณะที่โซนอื่นๆของภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นหาดป่าตอง ตลาดนาคา เขตเมืองภูเก็ต ล้วนแต่ขายสินค้าประเภทเดียวกันแต่ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตไม่ดำเนินการอะไรกลับเปิดขายได้ ทำให้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำรู้สึกว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาคและเป็นธรรม เป็นการเลือกปฏิบัติหรือเป็นการกลั่นแกล้งกันอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้นทางตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้ให้ตำรวจที่ชื่อ ดต.สมาน ออกเดินแจกจ่ายใบปลิวตามร้านค้าทั่วชายหาดกะตะกะรน ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าเป็นมือเป็นไม้ของกำนันตำบลกะรน ผู้ซึ่งสูญเสียผลประโยชน์จากการเรียกเก็บส่วยจากพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่มาแต่เดิม กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาดกะตะกะรนขอย้อนถามกลับไปว่าชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพสุจริต ถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่เรียกว่าประเภทสีเทา สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศจริงหรือไม่และเอาอะไรมาเป็นตัววัด ตรงกันข้ามพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เป็นผู้เสียภาษีรายได้หลักให้แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติจำนวนมหาศาลต่อปี ขณะที่สิ่งที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเศรษฐกิจของประเทศและวัฒนธรรมของจังหวัดและประเทศ เช่น บ่อนการพนัน หวยเถื่อน บาร์เบียร์ โชว์ลามก ที่มีอย่างดาษดื่นทั่วเกาะภูเก็ตทั้งธุรกิจขายทัวร์เถื่อน ปัจจุบันครอบครองโดยนักธุรกิจต่างชาติชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นการแย่งอาชีพคนไทยอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ทางกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ยังได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตอีก 5 ข้อดังนี้ 1. ขอให้ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ปฏิบัติใช้กฎมายอย่างเสมอภาค ถ้าจะจับก็ต้องจับทุกเขตในจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่เลือกจับแต่พ่อค้าแม่ค้าในเขตตำบลกะรนเท่านั้น 2.ให้ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตและฝ่ายปกครองหยุดสนับสนุนกำนันวินัย ซึ่งเป็นกำนันตำบลกะรน ซึ่งมีพฤติการณ์ข่มขู่ เรียกเก็บส่วยจากพ่อค่าแม่ค้ามาโดยตลอด 3.ขอให้ผวจ.ภูเก็ต ย้าย ดต.สมาน ออกนอกเขตจังหวัดภูเก็ตในทันที 4.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สั่งพักงาน หรือสั่งให้กำนันวินัย หยุดปฏิบัติหน้าที่กำนัน ต.กะรน ในทันที แล้วส่งเจ้าหน้าที่คนอื่นทำหน้าที่แทน 5.ให้ดำเนินการประสานงานโยกย้ายผบก.ภูเก็ตภายใน 24 ชั่วโมง
ด้านนายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวกับกลุ่มผู้ประท้วง ว่า หลังจากนี้จะได้นำหนังสือเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งให้ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จากนั้นก็ให้เจ้าหน้าที่ประสานบุคคลที่รายชื่อเพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติม และผู้ที่ถูกร้องเรียนมาให้ปากคำเพิ่มเติมด้วย จากนั้นจะได้รายงานเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหว พร้อมทั้งดำเนินต่อไป จากนั้นทางกลุ่มผู้ก็ได้แยกย้ายกันกลับ
ขณะที่พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวถึงกรณีที่มีการรวมตัวร้องเรียนของผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่หาดกะตะ-กะรน ว่า ในทางปฏิบัติเรื่องของการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นตนขอยืนยันไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมามีการจับกุมอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่เช่นในเขตพื้นที่หาดป่าตอง ในตัวเมือง ขาดกะตะ – กะรน และในการประชุมที่กองบัญชาการภาค 8 ทุกครั้งจะต้องมีการพูดคุยถึงเรื่องของการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง และก่อนที่จะมีการประกาศให้พื้นที่กะตะ-กะรนเป็นเขตปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นตนได้ทำหนังสือเวียนแจ้งให้ทราบแล้ว และหลังจากที่มีการดำเนินการที่กะตะ – กะรนแล้วจะขยายพื้นที่ไปดำเนินการในพื้นที่ป่าตองต่อไป ซึ่งการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นจะยังคงดำเนินการปราบปรามต่อไป ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้กับทางเจ้าหน้าที่นั้นตนไม่เคยรับ

ทม.ป่าตองสรุปผลศึกษาสร้างอุโมงค์ป่าตอง


เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปผลการศึกษา โครงการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง เพื่อชี้แจงผลการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อกะทู้-ป่าตอง ในรายละเอียด รวมทั้งมาตรการในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งทางกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอพซิลอน จำกัด ศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม บางเขน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท แพลนโปร จำกัดจัดขึ้น โดยมีนายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เข้าร่วมประมาณ 300 คน
ทั้งนี้หลังจากพิธีเปิดนายวิชาญ สวัสดิรักษ์ อดีตกำนันตำบลป่าตอง เป็นตัวแทนของชาวบ้านชุมชนบ้านมอญ ต.ป่าตอง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าว เนื่องจากบริเวณปากทางเข้า-ออกอุโมงค์ฝั่งป่าตองอยู่บริเวณชุมชนดังกล่าว ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนได้รับความเดือนร้อน และขอเรียกร้องไปยังผู้บริหารเทศบาลเมืองป่าตองว่า เมื่อการจัดทำโครงการกระทบกับประชาชนควรจะยกเลิกและหาแนวทางอื่นแทน
ขณะเดียวกันในส่วนของชาวบ้านที่คัดค้านก็ได้นำแผ่นป้ายผ้าเขียนข้อความว่า “โครงการของท่านแต่บ้านของเรา” “ปู่ย่าตายายให้มาตั้งแต่เกิด อุโมงค์ไปเกิดที่อื่น” มากางในห้องประชุมด้วย
ขณะที่นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า แนวคิดในการจัดทำโครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่เชื่อมกะทู้-ป่าตอง เพื่อลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนเส้นทาง 4029 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเส้นเดียวที่เดินทางไปยังป่าตอง ซึ่งมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากความคดเคี้ยวและลาดชัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตก และปริมาณการจราจรก็เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการท่องเที่ยวด้วย จึงได้มีการว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ศึกษาความเหมาะสมของโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 ขณะนี้ผลการศึกษาได้เสร็จสิ้นแล้ว
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาได้แนวเส้นทาง 4 เส้นทาง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแนวเส้นทางทั้งหมด สรุปว่าแนวทางที่เหมาะสมได้แก่ แนวทางเลือกที่ 2 ซึ่งเริ่มจากทางหลวงหมายเลข 4029 ประมาณ กม.0+850 ม.มาทางด้านซ้าย (ทิศใต้) เป็นถนนขนาด 4-6 ช่องจราจร ทางแยกบริเวณนี้เป็นทางแยกระดับดิน ควบคุมการจราจรด้วยระบบสัญญาณไฟ อนาคตเมื่อปริมาณการจราจรเพิ่มมากขึ้นอาจก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกตามแนวทางหลวงหมายเลข 4029 แนวเส้นทางเบี่ยงตัวลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลอดใต้ป่าเขานาคเกิด จัดให้มีจุดกลับรถก่อนเข้าอุโมงค์
ซึ่งรูปแบบของอุโมงค์แยกออกเป็น 2 อุโมงค์ วางห่างกัน 25 เมตร ลอดใต้เขานาคเกิด เริ่มต้นที่ กม.0+625 ม. สิ้นสุดที่ประมาณ กม.2+175 ม. ที่ระดับความสูงประมาณ +45.000 ม.รทก.ถึง+50.000 ม.รทก.รวมความยาวของอุโมงค์ 1,550 ม.สำหรับอุโมงค์ฝั่งทิศใต้ และ 1,530 ม.สำหรับอุโมงค์ฝั่งทิศเหนือ จากนั้นจะเป็นโครงสร้างสะพานข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ยาว 504 ม.ความยาวช่วงสะพาน 30-36 เมตร โดยมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ กม.2 +686 และเชื่อมกับถนนตามผังเมืองรวมสาย ก ที่บริเวณใกล้อาคาร APK Resort ฝั่งเหนือ รวมความยาวประมาณ 3.07 กม.รูปแบบทางแยกจุดบรรจบถนนตามแนวผังเมืองรวมสาย ก มีลักษณะเป็นทางแยกระดับดิน และหากมีปริมาณจราจรสูง อาจก่อสร้างเป็นสะพานข้ามทางแยกตามแนวถนนผังเมืองรวมสาย ก ได้ในอนาคต




กรมน้ำเดินหน้าติดตั้งระบบเตือนภัย


เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องแววราไวย์ โรงแรมเมโทรโพล อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายไชยวัฒน์ เทพี ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นโครงการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่ม ในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา ปีงบประมาณ 2554 ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำจัดขึ้น เพื่อระดมแนวความคิดการพิจารณาพื้นที่ในการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา โดยมีส่วนราชการและประชาชนที่เกี่ยวข้องจาก 2 จังหวัดเข้าร่วม
นายวิวัฒน์ โสเจยยะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม-ดินถล่มสูง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงและการตัดทำลายต้นไม้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา จึงจำเป็นที่จะต้องหามาตรการในการป้องกันและลดความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติ
“มาตรการที่จะลดความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ คือ มาตรการการเฝ้าระวังและการเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System โดยการตรวจวัดข้อมูลปริมาณน้ำฝนหรือระดับน้ำท่า และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประกาศเตือนให้ประชาชนทราบและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการติดตั้งระบบดังกล่าวได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยการสำรวจจุดติดตั้งระบบเตือนภัยในหมู่บ้านที่มีศักยภาพและสามารถแจ้งเตือนภัยไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้ดำเนินการครอบคลุมในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่มจำนวน 1,567 หมู่บ้าน จากจำนวนพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศจำนวน 2,370 หมู่บ้าน และในปีงบประมาณ 2554 กรมทรัพยากรน้ำได้รับงบประมาณในการดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าประจำหมู่บ้านเพิ่มเติมจากที่มีการดำเนินการไปแล้วจำนวนกว่า 155 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ 803 หมู่บ้าน 263 สถานี”
นายวิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดภูเก็ตและพังงานั้นอยู่ระหว่างการระดมความคิดของของคนในพื้นที่ เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่เหมาะสมว่าเป็นบริเวณใด เบื้องต้นในส่วนของจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายดำเนินการ 3 สถานี จำนวน 15 จุด ส่วนจังหวัดพังงาดำเนินการ 10 สถานี 21 จุด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ เนื่องจากขณะนี้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ฝนตกชุกหนาแน่นตลอดปี ส่งผลให้สภาพดินมีความเปลี่ยนแปลงจึงจะทำการสำรวจใหม่ คาดว่าจะดำเนินการเสร็จภายในปีนี้ จากนั้นจะเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อของบประมาณมาดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งไม่เฉพาะภูเก็ตหรือพังงาเท่านั้น แต่จะดำเนินการทั่วทั้งประเทศ เพื่อลดความสูญเสียจากเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย เชื่อว่าเมื่อดำเนินการครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยงแล้วจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างมาก เพราะตัวเครื่องจะมีการตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและแจ้งไปยังศูนย์ข้อมูลทุก 15 นาที จะสามารถแจ้งเตือนประชาชนให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้ภายในเวลา 1-3 ชั่วโมง

สร้างความรู้แก่ผู้พิการเรื่องสิทธิที่พึงได้


เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่หอประชุมเทศบาลตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมบรรยาย โครงการสัมมนาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสิทธิที่พึงได้ของคนพิการ เรื่อง “คนพิการกับการเข้าถึงระบบบริการสาธารณะ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด” ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมส่งเสริมอาชีพคนพิการภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2554
โครงการสัมมนาการวางแผนครอบครัวและสิทธิที่พึงได้ของคนพิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการได้มีความรู้เรื่องสิทธิที่พึงได้ของคนพิการตาม พรบ.50 และการเข้าถึงระบบบริการส่งเสริมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องสำหรับคนพิการ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรผู้นำคนพิการ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานขององค์กรผู้นำคนพิการ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างแท้จริง

นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “การที่ทุกท่านได้นำผู้พิการมาร่วมโครงการในครั้งนี้ ถือว่าทุกท่านได้ร่วมกันสร้างความดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันเป็นการเริ่มต้นแห่งความดี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการสนับสนุนโครงการดีๆ ให้เกิดขึ้นในโอกาสต่อไป
ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้พิการ ที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงระบบบริการสาธารณะ จึงได้ดำเนินโครงการจัดทำทางลาด รวมถึงห้องนำ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่ผู้พิการในหลายๆ แห่ง อาทิ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ที่พักสำหรับผู้โดยสาร บริเวณสะพานหิน ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งต่อไปทุกองค์กรก็จะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการในแต่ละแห่ง เพื่อเป็นการสร้างเมืองภูเก็ตให้ก้าวหน้าสู่ระดับสากล และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้พิการ ทั้งนี้ จึงอยากฝากให้ทุกท่านมีกำลังใจ ต่อสู้ชีวิต สร้างความเอื้ออาทรให้แก่กัน ซึ่งการให้กำลังใจซึ่งกันและกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว