จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ภูมิใจไทย ร้อง ปชป.ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 54 ที่สำนักงาน กกต.ภูเก็ต นายนราชัย โลหะกิจ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายจิรายุส ทรงยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเขต 2 พรรคภูมิใจไทย ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภูเก็ต ผ่านทางนายกิตติพงษ์ เที่ยงคุณากฤต ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ภูเก็ต เรื่องนายเรวัต อารีรอบ สถานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดภูเก็ต เขต 2, นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สถานะผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดภูเก็ต เขต 1และนายสมคิด สุภาพ ผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้งของบุคคลทั้งสอง ได้ร่วมกันกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
โดยเนื้อหาของเอกสารร้องเรียนสรุปว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2554 จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2554 บุคคลทั้งสาม ได้ร่วมกันจัดทำแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียงที่มีรูปของบุคคลทั้งสอง พร้อมรูปแสดงผลงานตลอดจนหมายเลขประจำผู้สมัครหมายเลข 10 และติดตั้งทั่วพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 เช่น ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต เป็นต้น ทั้งที่นางอัญชลี วานิช เทพบุตร มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเขตที่ 2 แต่อย่างใด และนางอัญชลี ก็มิได้เป็นบุคคลสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคฯ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ปรากฏข้อเท็จจริงตามภาพพิมพ์จากหน้าเวปไซต์ของพรรคประชาธิปัตย์
การกระทำของบุคคลทั้งสามจึงเป็นการทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 เกิดความสับสนเกี่ยวกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 10 และเข้าใจผิดในการจะใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามมิให้ปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ข้อ 4(4) ที่กำหนดให้แผ่นป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง มีได้เฉพาะชื่อ รูปถ่าย หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร รูปถ่ายที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งบุคคลทั้งสามควรจะทราบถึงระเบียบดังกล่าวและแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวที่ประมวลคำถาม-คำตอบข้อหารือในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 ข้อ 6 และข้อ 32.10 ที่สำนักงาน กกต.ได้จัดทำและเผยแพร่ในเวปไซต์ของสำนักงานฯ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการกระทำที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับ กกต.เพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ดังนั้นจึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภูเก็ตดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2554 และดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 ต่อไป
ขณะที่นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ตรวจสอบรายละเอียดการร้องเรียนซึ่งมีเอกสารประกอบครบถ้วนเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด หลังจากนี้ก็จะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยตั้งอนุกรรมการสอบสวน เมื่อได้ข้อมูลรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้นำเสนอต่อ กกต.จังหวัด และกกต.กลางต่อไป

ผู้สมัครปชป.เขต 2 ร้องป้ายถูกขโมย


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ที่โรงแรมภูเก็ต เมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายเรวัต อารีรอบ ผู้สมัคร ส.ส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายกิตติพงษ์ เที่ยงคุณากฤต ผู้อำนวยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดภูเก็ต กรณีป้ายหาเสียงสูญหายในหลายพื้นที่ ว่าขณะนี้ป้ายหาเสียงซึ่งติดตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 บริเวณถนนเทพกระษัตรี จำนวนไม่ต่ำกว่า 50-60 ป้าย ได้ถูกขโมยโดยเฉพาะในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะสูญหายในช่วงเวลากลางคืน เหตุที่ทราบเพราะในการติดตั้งทุกครั้งก็จะมีการทำเครื่องหมายไว้
“ป้ายที่หายส่วนใหญ่จะเป็นป้ายของตัวเอง ส่วนป้ายของพรรคซึ่งติดตั้งในตำแหน่งใกล้เคียงกันยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้กล่าวโทษว่าเป็นการกระทำของใคร ทั้งนี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วที่ สภ.ถลาง” นายเรวัต กล่าวและว่า จากการลงพื้นที่พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนโยบายของพรรคที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามพบว่าขณะนี้กระแสข่าวการซื้อเสียงมีมากขึ้น

พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ที่ห้องประชุมโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ต เรื่องครูมืออาชีพ ขวัญกำลังใจและความก้าวหน้า โดยมี คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมประชุมจำนวน 350 คนในครั้งนี้
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้จัดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดภูเก็ต เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการสอนให้เป็นครูมืออาชีพ เป็นครูยุคใหม่ และเป็นแบบอย่างครูที่ดี เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และนำไปสอนให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข โดยมีผู้เข้าอบรมประกอบด้วย ครูเสริมสมรรถภาพการจัดการศึกษาให้ได้มาตรฐาน (ครูอัตราจ้าง) ครูโครงการคลังสมองภูเก็ต ครูพนักงานจ้างโรงเรียนในสังกัด อบจ.ภูเก็ต โดยการจัดประชุมในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดคือให้ครูที่เข้ารับการอบรมสามารถพัฒนานักเรียน ให้มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความสุข และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม หรือที่เรียกว่า เก่ง ดี มีความสุข มุ่งไปสู่คุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ
การอบรมสัมมนาในครั้งนี้ทางอบจ.ภูเก็ต ได้เชิญวิทยากรที่จุดประกายให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อส่งเสริมให้เมืองภูเก็ต เป็นเมืองน่าอยู่ คู่คุณธรรม อย่างแท้จริง ซึ่งการศึกษาปัจจุบันจำเป็นต้องสร้างทักษะความรู้ในระดับสูงขึ้นไปเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น ประกอบด้วย ดร.ชูชาติ ทรัพย์มาก และพระอาจารย์ชัยรัตน สิริปุณโย จากธรรมะเดลิเวอรี่
นายไพบูลย์ ยังกล่าวอีกว่า ทางอบจ.ภูเก็ตต้องขอขอบคุณวิทยากร ผู้บริหารโรงเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนให้การจัดประชุมเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ จนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการประชุมไปสู่การปฏิบัติจริงบังเกิดผลเป็นความสำเร็จ

ชุมชนเข้มแข็งด้วยการออมแบบพอเพียง


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ที่ห้องประชุมศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ.เมืองภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการ “ชุมชนเข้มแข็งด้วยการออมแบบพอเพียง” พร้อมมอบโล่และประกาศเกียรติคุณกลุ่มออมทรัพย์ดีเด่น ปี 2554 มีคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และกลุ่มองค์การการเงินต่างๆ ในชุมชน ธนาคารออมสิน สาขาภูเก็ต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการภาคีพัฒนาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก
นายสมศักดิ์ สงนุ้ย พัฒนาการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงรายละเอียดการดำเนินงานในครั้งนี้ ว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ.2554 และครบรอบ 37 ปี ในการส่งเสริมการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กรมพัฒนาชุมชนจึงกำหนดให้มีโครงการ 37 ปี ออมทรัพย์สร้างชาติ ถวายราชสดุดี 84 พรรษา ขึ้น โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการโครงการ ชุมชนเข้มแข็งด้วยการออมแบบพอเพียง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสร้างกระแสการออมทรัพย์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งสร้างขวัญ กำลังใจแก่ผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดภูเก็ต การเสวนาทางวิชาการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต นิทรรศการส่งเสริมการออมทรัพย์โดยธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกิจกรรมการรณรงค์ให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเพิ่มจำนวนสมาชิกและการออมเงินโดยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ได้มีการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จำนวน 77 กลุ่ม มีสมาชิก 7,689 คน ยอดเงินสัจจะสะสม 50,594,500 บาท
ด้านนายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีความเจริญสูงและรวดเร็วในเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยว กระแสวัฒนธรรมต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนในชนบทเปลี่ยนแปลงไป การส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดหลักคุณธรรม 5 ประการในการอยู่ร่วมกัน คือมีความซื่อสัตย์ มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบ มีความเห็นอกเห็นใจ มีความไว้วางใจ และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต จะส่งผลให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

กกต.ภูเก็ตจัดเลือกตั้งสมานฉันท์


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ที่ห้องจามจุรี 2 โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2554 จังหวัดภูเก็ต ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้น เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ แก่ผู้สมัครฯ และเพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความสมานฉันท์ สุจริตและเกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง ที่สำคัญเป็นการลดจำนวนเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งและให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ พ.ศ.2550 ด้วย
โดยมีผู้สมัครรับเลือกรับเลือกตั้ง ส.ส. ในเขตเลือกตั้งที่ 1ได้แก่ นายจตุพงศ์ เลิศศิลป์จิรดา จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กับนายวีรศักดิ์ วรเนติวงศ์ จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายสมาน เก็บทรัพย์ จากพรรคเพื่อไทย กับนายเรวัต อารีรอบ พรรคประชาธิปัตย์ และผู้สนับสนุน ตลอดจนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เข้าร่วม ทั้งนี้ได้มีการให้ผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งเหลือเพียง 3 คน ยกเว้นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเขต 2 ซึ่งเดินทางกลับก่อน และผู้ให้การสนับสนุนร่วมกันกล่าวคำปฎิญาณตน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนที่ไม่เข้าร่วมอ้างเหตุติดภารกิจ
นายตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน คือ ผู้เสียสละ ที่มีความตั้งใจอาสาเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนมาบริหารท้องถิ่น ต้องอุทิศตนทั้งแรงกาย แรงใจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่สมัครฯ จะได้รับเลือกหรือไม่ก็สามารถที่จะร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนและส่วนรวมได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาหรือนอกสภา เพียงแต่คนละบทบาทหน้าที่โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง
“ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งก็ดี ภายหลังการเลือกตั้งก็ดี ผู้สมัครฯ ผู้สนับสนุน ญาติสนิทมิตรสหายมักเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเอารัดเอาเปรียบและฝ่าฝืนกฎหมายระเบียบการเลือกตั้ง บางแห่งถึงขั้นเอาชีวิตฝ่ายตรงข้ามก็มีบ่อยครั้ง หรือบางกรณีญาติพี่น้องก็มีความขัดแย้งกันเอง นั่นแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยังไม่เข้าใจว่าตนอาสาเข้ามาเป็นตัวแทน ต้องเสียสละทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน หากประชาชนยังไม่เห็นความสำคัญของเรา ทำไมต้องเสี่ยงทำผิดกฎหมายและทำไมต้องโกรธแค้นกัน”
นายตรี กล่าวด้วยว่า หลังจากการเข้าร่วมโครงการเลือกตั้งสมานฉันท์ฯ แล้วจะทำให้ผู้สมัครฯ และผู้สนับสนุนทุกคน มีความเข้าใจกระบวนการเลือกตั้งได้ดีและเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งได้ และจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สัมมนาพลิกฟื้นโลกประจำ จ.ภูเก็ต ครั้งที่ 4


เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2554 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการคริสต์มาสสัมพันธ์ประจำปี และการสัมมนาพลิกฟื้นโลกประจำจังหวัดภูเก็ต (กิจกรรมการสัมมนาพลิกฟื้นโลกประจำจังหวัดภูเก็ต) ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2554 โดยมี นายสมชาย ดวงแข ที่ปรึกษานายก อบจ.ภูเก็ต นายอวยพร สกุลตัน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่จาก อบจ.ภูเก็ต พร้อมด้วย ศิษยาภิบาล คริสตจักรต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต องค์กร Harvest Evangelism องค์กรเครือข่ายคริสตศาสนิกชน จังหวัดภูเก็ต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม
สำหรับกิจกรรมการสัมมนาพลิกฟื้นโลกประจำจังหวัดภูเก็ต ในครั้งนี้ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมกับคริสเตียนกลางจังหวัดภูเก็ตและองค์กร Harvest Evangelism จัดขึ้นเพื่อให้ชาวคริสต์ในจังหวัดภูเก็ต และประชาชนทั่วไปได้จุดประกายแนวคิดการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนประเทศไทยและร่วมกันแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบองค์รวม ทั้งด้านธุรกิจ ด้านการปกครอง และด้านการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาประเทศให้เจริญ ประกอบกับเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ในการจัดสัมมนาพลิกฟื้นโลก องค์กร Harvest Evangelism เป็นผู้มีประสบการณ์ที่จะเป็นสื่อกลางของการนำการพลิกฟื้นให้เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก ได้ทำการจุดประกายความคิดและนำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาในเชิงปฏิบัติซึ่งเป็นการตอบโจทย์ทางด้านสังคมได้เป็นอย่างดี จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ วิธีการจากการจัดสัมมนาการพลิกฟื้นโลกไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตจะนำการพลิกฟื้นโลกนี้ให้เป็นตัวอย่างของประเทศไทย
ทั้งนี้จึงขอขอบคุณ ศิษยาภิบาล คริสตจักรต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต องค์กร Harvest Evangelism องค์กรเครือข่ายคริสตศาสนิกชน จังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้


วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตร.ภูเก็ตตั้งรางวัลจับคนร้ายปล้นร้านทอง 1 แสนบาท


กรณีคนร้ายเป็นชายวัยรุ่นสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงขาเท่าเข่าสีดำ ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว สวมหมวกแก๊ปสีดำหันปีกไว้ข้างหลังขี่รถ จยย.ฮอนด้าคลิกสีขาว ทะเบียน ขทค 6 ภูเก็ตขับมาจอดหน้าร้านทองธเนศ 2 เลขที่ 28 ถ.เจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ตแล้วบุกเดี่ยวเข้ามาใช้ปืนปลอมขู่บังคับให้ลูกสาวเจ้าของร้านวัย 13 ปีเปิดตู้โชว์ทอง กวาดสร้อยคอทองรูปพรรณน้ำหนักรวมกว่า 200 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท แล้วขับรถจยย.ที่จอดสตาร์ทเครื่องอยู่หน้าร้านหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถ จยย.คันดังกล่าวจอดทิ้งไว้ภายในซอย 5/3 หมู่บ้านดังกล่าว โดยมีรถกระบะฟอร์ดสีดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียนมารับและหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
ความคืบหน้าในการไล่ล่าคนร้ายล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 5 มิถุนายน 54 พ.ต.อ.โชติ ชิดไชย ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต พร้อมด้วยพ.ต.ท.จำรูญ พลายด้วง รอง.ผกก.สส.สภ.เมืองภูเก็ต นำกำลังสายตรวจและชุดสืบสวนไปตรวจสอบหาหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยมีนางจันทนา ธเนศธนสมบัติ อายุ 52 ปี เจ้าของร้านและครอบครัวให้ข้อมูล
พ.ต.อ.โชติ ชิตไชย ผกก.สส.สภ.เมืองภูเก็ต กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด พบว่าคนร้ายใส่หน้ากากที่มีแว่นตาและจมูกปลอม มีขายตามร้านของเล่นหรือตลาดนัดทั่วไปเพื่ออำพรางใบหน้าที่แท้จริง โดยไม่ต้องสวมหมวกกันน๊อค เพื่อให้เจ้าของร้านไม่เกิดความสงสัยและเปิดประตูอัตโนมัติเข้าไปภายในร้านได้อย่างง่ายดาย ซึ่งคิดว่าเป็นลูกค้าทั่วไป ส่วนรถ จยย.ที่คนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุแล้วนำไปจอดทิ้งไว้ภายในซอย 5/3 หมู่บ้านอนุภาษมโนรม ถ.อนุภาษตัดใหม่ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ตห่างจากจุดเกิดเหตุราว 1.5 กม.
ทั้งนี้หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ตำรวจภุธร จ.ภูเก็ต และชุดสืบกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จัดกำลังเจ้าหน้าที่หลายชุดออกไล่ล่าตัวตัวคนร้าย คาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้จะยังอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ได้ให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐานเสนอต่อศาล จ.ภูเก็ต จนสามารถออกหมายจับนายเอก ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลและที่อยู่จริงตามรูปพรรณที่ปรากฏอยู่ในกล้องวงจรปิด เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นการจับกุม โดยมีอายุความ 15 ปี และถ้าผู้ใดสามารถชี้เบาะแสหรือแหล่งกบดานของคนร้ายจนสามารถจับกุมได้ เจ้าของร้านจะมีเงินรางวัล 1 แสนบาท ส่วนการสอบปากคำพยานนั้น ขณะนี้ได้สอบไปแล้วหลายปากรวมทั้งเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายยืมมาใช้ก่อเหตุ โดยเจ้าของรถจักรยานยนต์อ้างว่าคนร้ายอ้างว่าเป็นคนจังหวัดเดียวกันและรู้จักเมื่อประมาณสัก 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา เพราะมาเช่าห้องที่อาพาท์เมนส์มาแล้วหลายครั้งทำให้สนิทกัน
ด้านนางจันทนา ธเนศธนสมบัติ อายุ 52 ปีเจ้าของร้านทองธเนศ 2 ได้กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากคนร้ายได้จี้บังคับกวาดทองรูปพรรณไปจำนวนประมาณ 216 บาท มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท นี้ยังไม่รวมเส้นเล็กๆ อีก หลังเกิดเหตุได้กดสัญญาณเตือนภัยที่ติดตั้งไว้ใต้เคาน์เตอร์ตู้ทอง เพื่อแจ้ง 191 ทราบว่าร้านถูกปล้น แต่สัญญาณกลับไม่ดัง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำให้คนร้ายสามารถหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล โดยสัญญาณเตือนภัยของทางร้านได้ให้บริษัทติดตั้งและเช็คระบบทั้งหมดไปเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ทุกอย่างสมบูรณ์ โดยเชื่อว่าระบบที่ขัดข้องน่าจะอยู่ที่ศูนย์วิทยุ 191 มากกว่า ทั้งนี้ทางร้านจะมีเงินรางวัลมอบให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสคนร้ายจนสามารถจับกุมได้ 1 แสนบาท และถ้าสามารถนำทองรูปพรรณกลับมาคืนได้ ไม่ว่าจะจำนวนเท่าใด ทางร้านจะมอบเงินให้กับผู้แจ้งหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถยึดทองกลับมาได้อีก 30 เปอร์เซ็นต์ของราคาทองในขณะนั้น

วางศิลาฤกษ์อาคารเอนกประสงค์ศาลเจ้าแสงธรรม


เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2554 ศาลเจ้าแสงธรรม (อ๊ามเต่งก่องต๋อง) บนถนนพังงา ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานกรรมการศาลเจ้าแสงธรรม ได้ประกอบพิธีลงเสาเอกอาคารเอนกประสงค์ของศาลเจ้า โดยมีนายธีระ เจี่ยสกุล เลขานุการสภา อบจ.ภูเก็ต พร้อมด้วย คณะกรรมการศาลเจ้าแสงธรรม ศิษย์องค์พระอ๋องสุ้นต่ายส่าย และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธี
ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ขณะที่เมืองภูเก็ตกำลังเจริญ ศาลเจ้าแสงธรรมได้ถูกปิดร้าง และหาทางเข้าศาลเจ้าได้ยาก ทางคณะกรรมการศาลเจ้าฯ จึงมีความคิดว่า ควรจะมีการบูรณะศาลเจ้าขึ้นมา เพื่อสร้างศรัทธาให้ผู้คนได้มากราบไหว้ โดยได้รับความกรุณาจากหลายท่านในการบริจาคที่ดิน ทำให้สามารถเดินทางเข้ามายังศาลเจ้าได้สะดวกยิ่งขึ้น สำหรับการลงเสาเอกก่อตั้งสำนักงานศาลเจ้าแสงธรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี เพื่อรองรับผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่มาร่วมบุญ โดยจะสร้างอาคารในลักษณะสไตล์ชิโนโปรตุกีส 2 ชั้น กว้าง 4.7 เมตร ยาว 25 เมตร จึงขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ได้ร่วมบุญกันบูรณะศาลเจ้าแสงธรรม เพื่อให้ลูกหลานชาวภูเก็ตได้กราบไหว้บูชาต่อไปในอนาคต
สำหรับศาลเจ้าแสงธรรม หรือศาลเจ้าเต่งก่องต๋อง แปลว่า ศาลแห่งดวงประทีปสว่างไสวไม่มีวันแตกดับ แต่เดิมมีชื่อว่า ศาลเจ้าซินเจียเก้ง เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม โดยบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในจังหวัดภูเก็ตในยุคบุกเบิกได้ร่วมกันสร้างขึ้น ประมาณปี พ.ศ.2434 และได้รับการดูแลสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.2540 ศาลเจ้าแสงธรรม เคยได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์สถาบันดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี โดยการคัดเลือกของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี พ.ศ.2542 ได้รับการบูรณะศาลเจ้าครั้งใหญ่ โดยให้ยังคงสภาพเดิมไว้ทุกประการ ปี พ.ศ.2543 ได้ทำการเฉลิมฉลองศาลเจ้าที่มีอายุครบ 109 ปี ต่อมาในปี พ.ศ.2545 ได้นำช่างประเทศจีนมาทำการบูรณะตกแต่งประดับหลังคาศาลเจ้า โดยยังคงรูปแบบเดิมไว้ พร้อมทั้งซ่อมผนัง ประตูศาลเจ้า ให้มีสภาพสวยงามดังเดิม

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คนร้ายบุกปล้นร้านทองได้ไปกว่า 200 บาท


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 54 พ.ต.ท.ยงยุทธ์ กรองมาลัย สารวัตรเวร สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากทางร้านทองธเนศ2 ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ว่า ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืน บุกเข้ามาจี้พนักงานภายในร้าน และกวาดทองรูปพรรณไปกว่า 200 บาท ขอให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.พีรยุทธ การะเจดีย์ รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.เอกวุฒิ เสน่ห์พร ผกก.สส.ภ.จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รองผกก.ป. พ.ต.ท.จำรูญ พลายด้วย รองผกก.สส. พ.ต.ท.วิจักรณ์ ตารมณ์ สว.สส.เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่วิทยาการ
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพานิช 4 ชั้น ด้านหน้ากั้นห้องไว้สำหรับเปิดเป็นร้านขายทอง ส่วนด้านหลังได้จัดเป็นห้องแบ่งให้เช่า โดยมีทางเข้าออกอยู่ด้านข้าง เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงก็พบกับนางจันทนา ธเนศธนสมบัติ อายุ 52 ปีและครอบครัวยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ จากนั้นก็ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในที่เกิดเหตุ พบตู้โชว์สร้อยคอทองคำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ถูกเปิดออกจำนวน 2 ตู้ ภายในตู้มีสร้อยคอทองคำถูกกระชากห้อยโตงเตงอยู่จำนวนหนึ่ง โดยมีสร้อยคอสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ที่พื้นหลังเคาน์เตอร์พบสร้อยคอจำนวนหนึ่งตกอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่วิทยาการได้เก็บลายนิ้วมือแฝงคนร้ายที่ติดอยู่กระจกบานเลื่อนบริเวณตู้โชว์ทองไว้เป็นหลักฐาน ตรวจสอบทองรูปพรรณที่หายไปจากตู้โชว์สร้อยคอทองคำมีน้ำหนักรวมไม่ต่ำกว่า 200 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท
จากการตรวจสอบพบว่ากล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ภายในร้านจำนวน 4 ตัว ซึ่งสามารถบันทึกภาพคนร้ายไว้ได้ทั้งหมดขณะเกิดเหตุ คนร้ายเป็นชายวัยรุ่นอายุประมาณ 28 – 30 ปี สูงประมาณ 167 เซนติเมตร ผิวดำแดง สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงขาถึงเข่าสีดำ ร้องเท้าผ้าใบสีขาว สวมหมวกแก๊ป ขี่รถ จยย.ฮอนด้าคลิกสีขาว ทะเบียน ขทค 6 ภูเก็ตขับมาจอดบริเวณหน้าร้านเพียงลำพัง จากนั้นชายดังกล่าวได้มายืนอยู่ที่หน้าประตูบานเลื่อนที่ควบคุมด้วยรีโมตเปิดปิดจากภายในร้าน โดยลูกสาวเจ้าของร้านซึ่งมีอายุ 13 ปียืนอยู่ภายในร้านเพียงลำพังได้กดเปิดประตู ทำให้ชายฉกรรจ์ได้จังหวะก้าวเข้ามาภายในร้านพร้อมกับชักอาวุธปืนที่พกอยู่ที่เอวออกมาจี้บังคับลูกสาวเจ้าของร้านให้เปิดล๊อคบานเลื่อนตู้โชว์สร้อยคอทองคำหลังเคาน์เตอร์
แต่ลูกสาวเจ้าของกลับเอื้อมหยิบอาวุธปืนขนาด .38 ที่วางอยู่ในลิ้นชักตู้โชว์ทองบริเวณเคาน์เตอร์พร้อมกับจ่อไปที่ชายฉกรรจ์ โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะถูกคนร้ายยิงสวนแต่อย่างใด ซึ่งเหตุการณ์กลับตาลปัตร คนร้ายได้คว้าปืนจากมือของลูกสาวเจ้าของร้านไปได้อย่างง่ายดายพร้อมกับใช้ปืนกระบอกดังกล่าวจ่อบังคับลูกสาวให้เปิดล๊อคตู้โชว์ทองรูปพรรณทันที จากนั้นคนร้ายได้เดินเข้าไปหลังเคาร์เตอร์และกวาดสร้อยคอทองคำที่อยู่ภายในตู้โชว์ใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเดินไปกวาดสร้อยคอทองคำที่โชว์อยู่อีกตู้หนึ่งไปด้วย จากนั้นได้เดินอย่างใจเย็นพร้อมกับสั่งให้ลูกสาวเจ้าของร้านเปิดประตูอัตโนมัติ โดยคนร้ายใช้เวลาประมาณ 4 นาที ในการปฏิบัติการ จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถ จยย.ที่จอดสตาร์ทเครื่องอยู่หน้าร้านขี่หลบหนีไปทางสี่แยกโรงฆ่าสัตว์เก่า ถ.เจ้าฟ้าตะวันออกแล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปตาม ถ.อนุภาษมโนรม ต.วิชิต อ.เมืองแล้วหายไป
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บริเวณสี่แยกดังกล่าว พบรถ จยย.คนร้ายขี่เข้าไปภายในหมู่บ้านอนุภาษมโนรม ซ.5/3 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ตห่างจากร้านทองดังกล่าวราว 1.5 กม.สายตรวจและชุดสืบสวนได้ระดมกำลังปิดล้อมหมู่บ้าน เพื่อตรวจสอบรถ จยย.คันดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งพบรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุจอดทิ้งไว้ภายในซอย 5/3 จึงได้ปิดล้อมบริเวณจุดที่พบรถ เพื่อตรวจค้นบริเวณโดยรอบ แต่ไม่พบวี่แวว โดยมีชาวบ้านเห็นชายวัยรุ่นดังกล่าวขี่รถมาจอด จากนั้นได้มีรถกระบะฟอร์ดสีดำหรือสีน้ำเงินเข้มขับมารับไป โดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุปล้นร้านทองแล้วหลบหนีมา จึงไม่มีใครสนใจและคิดว่าเป็นคนในหมู่บ้าน
จากการตรวจสอบรถจยย.คันดังกล่าวพบว่าผู้ครอบครองคือ น.ส.กมลวรรณ แซ่ลิ้ม อยู่บ้านเลขที่ 67/13 ถ.ราชปาทานุสรณ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก้ได้ประสานไปยังสภ.กะทู้ เพื่อทำการตรวจสอบกับเจ้าของรถคันดังกล่าว ก็ทราบว่าน.ส.กมลวรรณได้ให้เช่าไป ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดผู้เช่า เบื้องต้นคาดว่าผู้เช่าอาจใช้ชื่อปลอม จึงนำรถ จยย.กลับมาตรวจสอบเก็บลายนิ้วแฝงและหาหลักฐานต่างๆเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เสริมศักยภาพผู้ประกอบการอาหารฮาลาล


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลาประชาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการอบรมผู้ประกอบการบริการอาหารฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่ง อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต และชมรมธุรกิจฮาลาล จัดขึ้น โดยมีนายสรธรรม จินดา รองนายก อบจ.ภูเก็ต, นายจีระศักดิ์ ท่อทิพย์ ที่ปรึกษานายก อบจ.ภูเก็ต, ข้าราชการและสมาชิกสภา อบจ.ภูเก็ต ตลอดจนผู้ประกอบการสินค้าฮาลาลต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม จำนวนประมาณ 70 คน
นายจีระศักดิ์ ท่อทิพย์ ที่ปรึกษานายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มตลาดอาหารมุสลิมมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาล ถือเป็นตัวกลางหนึ่งที่สำคัญในตลาดอาหารฮาลาล เนื่องจากอาหารฮาลาล เป็นอาหารที่ไม่มีสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลามเจือปน ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวมุสลิมในการบริโภค ข้อห้ามสำหรับการบริโภคของชาวมุสลิมมีหลายประการซึ่งต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง จึงจะสามารถขอรับรองตราฮาลาล ที่เป็นตราติดบนสลากผลิตภัณฑ์อาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นเป็นที่ฮาลาลสำหรับมุสลิมใช้บริโภค
เพื่อให้ผู้ประกอบการอาหารฮาลาลมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล สามารถปฏิบัติถูกต้องตามหลักศาสนาเป็นที่เชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม จึงได้จัดทำโครงการผู้ประกอบการบริการอาหารฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยวขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาลในจังหวัดภูเก็ต และวางแนวทางการให้บริการอาหารฮาลาลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเตรียมความพร้อมและส่งเสริมให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการสถานประกอบการด้านฮาลาลสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม นายจีระศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกอบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาลเป็นตัวกลางที่สำคัญสำหรับธุรกิจฮาลาล หากผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ก็จะส่งผลให้ธุรกิจฮาลาลในระดับจังหวัด รวมไปถึงระดับประเทศขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากในปัจจุบันอาหารฮาลาลเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคมไทย มิใช่เพียงแต่ชาวไทยมุสลิมที่จำเป็นต้องบริโภคอาหารฮาลาลเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการซึ่งต้องการผลิตอาหารฮาลาลจำหน่ายแก่ผู้บริโภคมุสลิมในประเทศ และผลิตเพื่อการส่งออกในตลาดโลกมุสลิม ก็จำเป็นต้องให้ความสนับสนุนอย่างจริงจังและดำเนินกระบวนการผลิตอาหารฮาลาลให้ถูกต้องตามบัญญัติศาสนาอิสลามและระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหลานในตลาดท่องเที่ยวทั้งใหม่และเก่าหันกลับมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น