จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ร่วมล้นร่วมเชียร์ เอฟซี ภูเก็ต

ขอเชิญชมการแข่งขันฟุตบอล ดิวิชั่น 2 โซนภาคใต้ ระหว่างทีม FC ภูเก็ต เจ้าบ้าน ซึ่งนำจ่าฝูงของภาคใต้ พบกับ ทีม ตรัง FC ทีมรองจ่าฝูง ใครชนะจะขึ้นครองทีมนำอีก 1 สัปดาห์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2553 ณ สนามกีฬาสุระกุล จ.ภูเก็ต เริ่มเวลา 18.00 น.

ฉก.ผจว.ภูเก็ตรวบคนส่งยาพร้อมของกลาง 2 พันเม็ด


เมื่อเวลา 11.30 น.ของวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับนายวิโรจน์ สุวรรณวงค์ ป้องกันจังหวัดภูเก็ต ร.ต.ท.สฤษดิ์ สอนทา หน.ชปข.ร้อย ตชด. 425 และชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นายธนาภูมิ อุ่นเมือง อายุ 23 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ที่ หน้าโรงแรมสิริ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง ภูเก็ต โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า ไว้ในครอบครองและครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้นายนิวิทย์ ได้กล่าวว่า ด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ติดตามและออกหาข่าวการซื้อขายยาเสพติด และจัดการได้สิ้นซาก จนกระทั่งได้รับแจ้งจากสายว่า จะมีการนัดส่งยาบ้ากันที่บริเวณหน้าโรงแรมสิริ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้วางแผนเพื่อทำการจับกุม โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าดูพื้นที่ จนกระทั่งมีบุคคลตามที่สายแจ้งมาเข้ามาในพื้นที่ โดยสะพายกระเป๋ามาด้วย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ออกแสดงตัว พร้อมทั้งขอเข้าทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นทราบชื่อคือนายธนภูมิ อุ่นเมือง เป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในกระเป๋าสะพานสีน้ำตาล พบยาเสพติดประเภท 1 ยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าปิดหัวปิดท้าย จึงได้ควบคุมตัวมาทำการสอบสวนเพิ่มเติม

จากการสอบสวนทราบว่า นายธนภูมิได้รับจ้างจากผู้ว่าจ้างมาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้ว

ส่วนอีก 2 รายเป็นของสภ.เมือง ภูเก็ต นำโดยพ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ได้แถลงข่าวการจับกุมนายวีรศักดิ์ รัชพูมาด อายุ 24 ปี พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน 340 เม็ด โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โดยจับกุมได้ที่ ห้องเช่าเลขที่ 22/9 ม.4 ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้วางแผนล่อซื้อยาบ้าจนสามารถจับกุมได้และทำการขยายผลและตรวจค้นที่บ้านพัก พบยาบ้ารวมทั้งหมด 340 เม็ด ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.เมืองภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังได้ขยายผลจับกุม นายสุเทพ วงประดิษฐ์ อายุ 32 ปี พร้อมด้วยยาบ้า 84 เม็ด อยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าของนายสุเทพที่บ้านพักเดียวกับนายวีรศักดิ์ จึงได้ควบคุมตัวมาดำเนินคดีในข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย



ทวงหนี้ลูกน้องกลับถูกท้าทายชักปืนยิง 1 นัดดับ


เมื่อเวลา 09.30 น.ของวันที่ 3 กรกฎาคม 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต, พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รอง ผกก.ปป., พ.ต.ท.จำรูญ พลายด้วง รอง ผกก., พ.ต.ท.วิจักขณ์ ตารมย์ สว.ส.สภ.เมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายพิจิตร หาวัน อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 7 ต.ยางสักกระโพหลุ่ม อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี พร้อมด้วยของกลาง อาวุธปืนปากกา ใช้กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก, ปลอกกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 1 ปลอก ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เหตุเกิดที่แคมป์คนงาน ในหมู่บ้านพนาสนธิ์บ่อแร่ ถนนพัฒนาท้องถิ่น หมู่ 6 ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต

ทั้งนี้พ.ต.อ.วันไชย ได้กล่าวว่า เมื่อเวลา 22.00 น.ของวันที่ 2 กรกฎาคม 53 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกันที่ถนนภายในหมู่บ้านพนาสนธิ์บ่อแร่ ม.6 ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงก็พบแต่กองเลือด จึงได้สอบถามชาวบ้านในที่เกิดเหตุ จากการสอบถามทราบชื่อคือนายทรงพล ยุระพันธ์ อายุ 30 ปี อาชีพคนงานก่อสร้างภายในโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้สอบถามก็ทราบผู้ที่ใช้อาวุธปืนในครั้งนี้คือนายพิจิตร หาวัน หัวหน้าคนงานโครงการหมู่บ้านพนาสนธิ์บ่อแร่ หลังจากยิงผู้ต้องหาได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในแคมป์คนงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงที่พักของผู้ต้องหาภายในแคมป์คนงาน พบผู้ต้องหาอยู่ในที่พัก จึงได้เรียกมาสอบถาม ผู้ต้องหารับว่าตนเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ส่วนอาวุธปืนนั้น ตนได้นำไปทิ้งไว้บริเวณริมรั้วในป่าละเมาะ หมู่บ้านพนาสนธิ์บ่อแร่ จึงได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจยึดไว้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

 
จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางไปตรวจสอบผุ้ที่ถูกยิงที่รพ.วชิระ เมื่อเดินทางถึงก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รพ.ว่า ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตในขณะที่ถูกนำตัวส่งรพ. จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ร่วมกับแพทย์เวรทำการชันสูตรพบผู้เสียชีวิตถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกด้านขวาทะลุหลัง เสียชีวิตในขณะนำส่งรพ.

จากการสอบสวนในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่า ตนเปิดร้านขายของชำอยู่ที่แคมป์คนงานหมู่บ้านพนาสนธิ์ ผู้ตายได้ซื้อของจากร้านของตนและลงบัญชีไว้ โดยค้างค่าสินค้าไว้เป็นเงินจำนวนประมาณ 4,000 บาท ตนได้พยายามทวงถามให้จ่ายหลายครั้งแล้ว แต่ผู้ตายไม่ยอมจ่าย จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ก็ได้ทวงถามอีกครั้ง ทางผู้ตายได้กล่าวคำว่า “ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย” เป็นเหตุให้ตนบันดาลโทสะจึงได้ยิงขึ้นฟ้า 1 นัด ผู้ตายก้ได้ท้าทายอีกว่า หากแน่จริงก็ให้ยิงที่ตัว ตนก็ได้บันดาลโทสะยิงขึ้น จึงได้เอากระสุนที่อยู่ในกระเป๋ามาใส่ที่ปืน แล้วยิงเข้าไปอีก 1 นัด จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บล้มลง เมื่อก่อเหตุแล้วก็ได้เดินเอาปืนไปทิ้งในป่าละเมาะข้างโครงการ แล้วก็กลับไปที่พักจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตามมาจับกุมดังกล่าว

โค๊กจัด “ลานบอลโลกสดทั่วไทย” จ.ภูเก็ต


เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 กรกฎาคม 53 ที่ผ่านมา ที่บริเวณลานลม และลานดร๊อปอ๊อฟ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล จ.ภูเก็ต นายสุธรรม ชูไพร รองผู้จัดการฝ่ายภาคใต้ตอนบน บมจ. หาดทิพย์ ได้เป็นประธานเปิดงาน Coke Celebration Park “ลานบอลโลกสดทั่วไทย” ทั่วประเทศสําหรับภาคใต้ โดยมีนายเอี่ยม ถาวรว่องวงค์ ประธานสโมสรเอฟซี ภูเก็ต อาจารย์อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรเอฟซี ภูเก็ต นักเตะสโมสรเอฟซี ภูเก็ต และประชาชนชาวภูเก็ตเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายสุธรรมได้กล่าวว่า ตามที่ Coca – Cola ผู้สนับสนุนฟุตบอลโลก 2010 อย่างเป็นทางการ ดังนั้นกลุ่มโคคา – โคลาในประเทศไทยจึงได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อนําทุกอรรถรสของความตื่นเต้นเร้าใจของกีฬาฟุตบอลในการแข่งขันทุกระดับโลก มาให้คอฟุตบอลชาวไทยได้สัมผัสเพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นผู้นําด้านกีฬาฟุตบอลของโค๊กในประเทศไทย เพราะ “โค๊กและกีฬาฟุตบอลอยู่คู่กันเสมอ”
โดยโค๊กได้จัดกิจกรรมCoke Celebration Park“ลานบอลโลกสดทั่วไทย” ทั่วประเทศสําหรับภาคใต้ ได้จัดขึ้นในจังหวัดสงขลา, สุราษฎร์ธานีและ ภูเก็ต โดยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนั้น จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2 – 11 กรกฎาคม 53 บริเวณหน้าลานลม

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกทุกนัด รวมทั้งกิจกรรมกับโค๊กที่ได้จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังอาหารพื้นเมืองและเครื่องดืมโค๊กไว้จำหน่ายตลอดงาน


วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน


พ.ต.อ.นพ.โสภณ กฤษณะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจ และประธานคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต สมาคมแพทย์โรคหัวใจ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยพยาบาลและเจ้าหน้าที่จากศูนย์หัวใจ รพ.กรุงเทพภูเก็ต จัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานผู้ป่วยหยุดหายใจให้แก่นักเรียนโรงเรียนสตรีภูเก็ต ในโครงการฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา การจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในท้องถิ่น ถือเป็นกิจกรรมดีๆ ที่รพ.กรุงเทพภูเก็ตได้จัดขึ้นตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา เพื่อปรารถนาให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสุขภาพดีไปด้วยกัน


ทีโอโทภูเก็ตรุกตลาด Fiber 2U


เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นางอภิรดี อาษาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ที่ 4.2 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดสัมมนา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับองค์กร ซึ่งทาง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ส่วนบริการลูกค้าจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อให้องค์กรปรับประยุกต์การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของลูกค้า มีกลุ่มราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารธุรกิจโรงแรม และสถานประกอบการให้ความสนใจร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ภายในงานยังจัดให้มีการแสดงสินค้า การสาธิตการทำงานจริงด้วย ICT Solution การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการในองค์กร เมื่อนำโซลูชั่นไปใช้ในกิจการ การนำเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์ไอพี (IP Phone) มาทดแทนระบบโทรศัพท์แบบเดิมๆ ด้วย

นางอภิรดี อาษาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ที่ 4.2 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบริการของทีโอทีในภูเก็ตปัจจุบันสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ด้วยระบบพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแรง โดยได้มีการวางโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกรอบเกาะ สามารถรองรับบริการใหม่ๆ ที่มีความเร็วสูง เหมาะกับกลุ่มสูงค้าที่ต้องการใช้งานระบบความเร็วสูง เช่น การถ่ายทอดโทรทัศน์ การประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวผ่านทางเวปไซต์ โดยเฉพาะระบบ Fiber 2U ซึ่งให้ความเร็วสูงถึง 100 เมกกะบิต นอกจากนี้ยังมีการบริการ E-Conference ส่วนการให้บริการระบบไวไฟสาธารณะ เช่น บริเวณชายหาดป่าตอง เป็นต้น และในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการแสดงความจำนงเข้ามาไม่ว่าจะโรงแรมที่พักหรือกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งสำหรับภาคใต้ก็มีความร่วมมือกับท้องถิ่นต่างๆ ในการให้บริการครอบคลุมแล้วทุกจังหวัด มากน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการของท้องถิ่นนั้น ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีมาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมสถานที่ของท้องถิ่นด้วย

นายชาญวิศว์ บรรจงการ โทรศัพท์จังหวัดภูเก็ต บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือทีโอที กล่าวว่า จากแนวโน้มของพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตที่ต้องการความเร็วสูงเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เมกกะบิตขึ้น ในส่วนของทีโอทีก็ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ TOT Fiber 2U ซึ่งใช้เทคโนโลยี Fiber To The Home ซึ่งเป็นการปฎิวัติระบบการสื่อสารทางสายโดยใช้เคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cabel) ให้บริการลูกค้าถึงบ้าน ทดแทนสายเคเบิลทองแดงซึ่งใช้งานมานาน ด้วยประสิทธิภาพของเส้นเคเบิลใยแก้วสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ถึง 100 เมกกะบิต โดยมีระยะการให้บริการที่ 20 กิโลเมตรรอบชุมสายโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ ซึ่งในภูเก็ตได้ติดตั้งจำนวน 3 ชุมสาย คือ ชุมสายภูเก็ต ชุมสายถลางและชุมสายป่าตอง ทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเกาะภูเก็ต

“ปัจจุบันลูกค้าในกลุ่ม Fiber 2U มีประมาณ 1,500 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม เหตุที่ยังมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวได้ไม่นาน โดยมีความพร้อมของอุปกรณ์ในการให้บริการได้ถึง 30,000 ราย ซึ่งในปี 2553 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีลูกค้าให้ได้ถึง 3,000 ราย ซึ่งขณะนี้ทำได้ไปแล้วประมาณ 40% ของเป้าหมายที่วางไว้”

นายชาญวิศว์ กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าในกลุ่ม ADSL มีจำนวน 50,000 พอร์ต และปีนี้จะเพิ่มบริการ IPTV iระบบ IP Phone ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ ส่วนลูกค้าโทรศัพท์พื้นฐานมีประมาณ 70,000 ราย ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ผ่านไปแล้ว 6 เดือนมีรายได้โตกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 13 % ซึ่งสวนกับกระแสเศรษฐกิจ คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้รวมประมาณ 500- 600 ล้านบาท ซึ่งโตกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 10

นายชาญวิศว์ กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือกับท้องถิ่นในการจัดบริการไวไฟสาธารณะนั้น นอกจากในส่วนของป่าตองแล้ว ยังได้ร่วมกับทางเทศบาลตำบลวิชิต และอยู่ระหว่างเจรจากับทางเทศบาลตำบลราไวย์ในการไปให้บริการบริเวณหาดในหาน รวมทั้งยังมีความร่วมมือกับเทศบาลนครภูเก็ตนำสายเคเบิลงดินในเขตย่านเมืองเก่า ซึ่งได้รับงบประมาณในระยะที่ 2 แล้วจำนวน 8 ล้านบาทเศษ และยังมีในพื้นที่เทศบาลตำบลกะรนในการนำสายเคเบิลลงดินด้วย


แก้ปัญหาจราจรแยกโลตัสและไทนาน


เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ที่โรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา ครั้งที่ 3 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) การสำรวจและออกแบบรายละเอียด โครงการทางแยกต่างระดับแก้ปัญหาจราจร บริเวณทางแยกในตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งทางกรมทางหลวงร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท ไทยเอนยิเนียริ่งคอนซัลแตนทส์ จำกัด กับบริษัท ที อี ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น

นายเกษม ศรีวรานันท์ ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการที่ได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำการสำรวจและออกแบบรายละเอียด โครงการทางแยกต่างระดับแก้ปัญหาจราจร บริเวณทางแยกในตัวเมืองภูเก็ต โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า บริเวณแยกไทนาน จะต้องสร้างอุโมงค์ตามแนวทางหลวงหมายเลข 402 (บายพาส) จำนวน 4 ช่องทางจราจร 2 ทิศทาง โดยมีจุดเริ่มต้นที่กม.7+357 ถึงกม.8+170 ระยะทางประมาณ 813 เมตร และจะมีการเปิดช่องจราจร 2 ช่อง ในฝั่งที่มีการจราจรหนาแน่นในช่วงเช้าและช่วงเย็น และสลับช่องจราจร ส่วนของถนนจากโรงเรียนดาราสมุทรไปยังกะทู้นั้นจะเป็นถนนระดับพื้น 4 ช่องจราจร 2 ทิศทาง

ส่วนบริเวณแยกโลตัส จะสร้างเป็นอุโมงค์บนแนวถนนทางหลวงหมายเลข 402 (พาสบาย) 4 ช่องจราจร 2 ทิศทาง มีจุดเริ่มต้นที่กม. 5+365 ถึง กม.6+334 ระยะทางประมาณ 969 เมตร และมีสะพานบนถนนเยาวราช จำนวน 2 ช่องจราจร 2 ทิศทาง มีจุดเริ่มต้นที่กม.1+968 ถึง กม.2+585 เป็นระยะทางประมาณ 599 เมตร

“การรับฟังความเห็นครั้งนี้ เป็นการนำเสนอครั้งสุดท้าย จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ในการออกแบบรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเสนอของบประมาณ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้บรรจุไว้ในแผนแม่บทการพัฒนาทางหลวงระยะ 10 ปี (2550-2559) ซึ่งจากข้อสรุปเลือกแนวทางดังกล่าว คาดว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างในเบื้องต้นในการก่อสร้างอุโมงค์และสะพานทั้งสองทางแยก รวมจำนวนประมาณ 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นอุโมงค์สี่แยกโลตัสจำนวน 700 ล้านบาท ขณะที่สะพานถนนเยาวราช 250 ล้านบาท ส่วนของสี่แยกไทนานเป็นอุโมงค์ใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้งบประมาณส่วนไหน ทั้งนี้จะต้องนำโครงการดังกล่าวไปจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ ที่มีการนำเสนอเข้ามาร่วมด้วย”

นายเกษม กล่าวด้วยว่า จากการพิจารณาคิดว่าน่าจะดำเนินการในส่วนของสี่แยกไทนานก่อน เนื่องจากเป็นส่วนที่ทางจังหวัดภูเก็ตเสนอความจำเป็นเร่งด่วนให้ทางกรมทางหลวงพิจารณาแก้ไข ส่วนกรณีของแยกโลตัสนเมื่อมีงบประมาณก็สามารถประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้เลย เพราะได้ศึกษาเผื่อไว้สำหรับการเติบโตของการจราจรในอนาคตด้วย และเป็นแบบที่มีการรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากจะต้องมีการสร้างสะพานด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะให้ความสำคัญของแบบที่ออกมาจะต้องสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต นั่นคือ ชิโนโปรตุกิส



วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

งานวันเกษตร อบต.เชิงทะเล


เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่บริเวณหลังศูนย์การค้าเทสโก้ โลตัส สาขาเชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงาน วันเกษตรกร อบต.เชิงทะเล ครั้งที่ 6 ประจำปี 2553 ซึ่งทาง อบต.เชิงทะเลจัดขึ้น โดยมีนายสรธรรม จินดา รองนายก อบจ.ภูเก็ต นายนิยม ทัศนีย์ทิพากร ผู้ช่วยอาวุโสรองประธานกรรมการ บริษัท ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล จำกัด สมาชิกสภาฯ พนักงาน ข้าราชการ อบต.เชิงทะเล ตลอดจนประชาชนในชุมชนต่างๆ และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ก่อนมีพิธีเปิดงานได้มีขบวนแห่ของชุมชนและผู้ประกอบการภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งงานจะจัดไปจนถึงวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

ทั้งนี้นายมาโนช พันธุ์ฉลาด นายก อบต.เชิงทะเล กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรกร อบต.เชิงทะเลนับเป็นครั้งที่ 6 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทางด้านการเกษตรของตำบลเชิงทะเล ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณของผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้นำแนวทางการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่นำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

“แม้ว่าภูเก็ตจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการท่องเที่ยว แต่เราก็จะต้องไม่ลืมวิถีดั้งเดิม นั่นคือ การทำเกษตร เพราะยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งอาชีพเก่าแก่ดั้งกล่าว ด้วยเชื่อว่าเงินตรา คือ มายา แต่ข้าวปลาคือของจริง โดยยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีพ รวมถึงการดูและรักษาพื้นที่ในการทำเกษตร”

นายมาโนช กล่าวด้วยว่า พื้นที่ทำเกษตรของตำบลเชิงทะเลมีทั้งการทำนาและการทำสวนผลไม้ เช่น สวนลองกอง สวนทุเรียน สวนมังคุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการทำสวนยางพารา และเกษตรกรกลุ่มเลี้ยงสัตว์ เช่น ควาย แพะ เป็ดเทศ เป็นต้น โดยในพื้นที่ตำบลเชิงทะเลยังมีประชากรที่ไม่เข้าสู่การประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และยังคงยึดมั่นในการทำการเกษตรซึ่งมีประมาณ 40 % ของพื้นที่

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีมากมาย โดยในภาคกลาง จัดให้มีการประกวดสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น แพะ ควาย เป็ดเทศ เป็นต้น ประกวดผลิตผลทางการเกษตร เช่น สะตอ จำปาดะ กล้วย ทุเรียนพื้นบ้าน ส้มแขก มะพร้าวเป็นต้น การแข่งขันประกอบอาหารพื้นบ้าน การจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรและสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ส่วนภาคกลางคืน มีการประกวดหนูน้อยแฟนตาซี การแสดงดนตรีจากกลุ่มเยาวชนและศิลปินชื่อดัง


อบจ.ภูเก็ตจัดงบ 10 ล้านบาทจ้างบีชการ์ด


นายสรธรรม จินดา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ในช่วงมรสุมตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2554 ทาง อบจ. ภูเก็ต ได้จัดงบประมาณ 10 ล้านบาท ในการจ้างบีชการ์ด เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยดำเนินงานใน 7 พื้นที่ คือ ต.ราไวย์ หาดในหาน หาดยะนุ้ย ต. กะรน หาดกะตะ กะรน และหาดกะตะน้อย ต. ป่าตอง หาดป่าตอง ต. กมลา หาดกมลา หาดแหลมสิงห์ ต. เชิงทะเล อ่าวบางเทา หาดเลพัง หาดสุรินทร์ ต. สาคู หาดในยาง หาดในทอน และตำบลไม้ขาว หาดไม้ขาว

อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานของบีชการ์ด จำนวน 83 คน ได้กระจายไปทุกหาด โดยบีชการ์ดต้องปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. ทุกวัน ซึ่งแต่ละคนต้องการผ่านการฝึกอบรม การช่วยเหลือจากชมรมไลฟ์การ์ดจังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ภารกิจของบีชการ์ด มีหน้าที่เตือนนักท่องเที่ยว ไม่ให้เล่นน้ำโดยการเตือน จะเตือนด้วยวาจา การเตือนด้วย ป้ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ การใช้ธงในการเตือน ธงเหลืองแดง เป็นสัญลักษณ์ให้ระมัดระวังในการเล่นน้ำ ธงแดง ห้ามเล่มน้ำโดยเด็ดขาด นอกจากนี้บีชการ์ด ยังมีภารกิจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจากการประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจากเจ็ตสกี แมงกะพรุน ซึ่งจะมีการให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนประสานท้องถิ่น มูลนิธินำส่งโรงพยาบาลรวมถึงทาง อบจ. ภูเก็ต ยังได้ร่วมมือกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวในห้องพักด้วย

รองนายก อบจ. ภูเก็ต กล่าวในช่วงท้ายว่า ปัญหาอุปสรรคการปฏิบัติงานของบีชการ์ดส่วนใหญ่เกิดจากการไปห้ามนักท่องเที่ยว แล้วไม่เชื่อฟัง ทำให้เกิดเหตุจมน้ำได้ ที่สำคัญท้องถิ่นไม่มีกฎหมายในการห้าม ซึ่งการดำเนินงานมา 3 เดือน ผลเป็นที่น่าพอใจ มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตเพียง 1 ราย ช่วยเหลือได้กว่า 10 ราย และในอนาคต ทาง อบจ. ภูเก็ตเองจะจัดให้มีการฝึกอบรมบุคคลทั่วไป เรื่องไลฟ์การ์ด เพื่อให้ความรู้ในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญคือตำรวจน้ำมาเป็นวิทยากรให้



ภูเก็ตบังคับใช้กฎหมายผู้ซ้อนท้าย


เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่บริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์รณรงค์สวมหมวกนิรภัย ตามโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในเขตเทศบาลนครภูเก็ต 100 % โดยมีรถจักรยานยนต์ร่วมขบวนรณรงค์ จำนวน 2,000 คัน และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 4,000 คน โดยสวมใส่หมวกนิรภัยทั้งคนขับและซ้อนท้าย ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต โรงเรียนภูเก็ตเทคโนโลยี โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ข้าราชการตำรวจ โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ชมรมรถเวสป้า ช็อปเปอร์ ห้างสรรพสิน พ่อค้าประชาชนทั่วไป และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายสุพาทน์ สุชาตานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต นายสรธรรม จินดา รองนายก อบจ.ภูเก็ต ตลอดจนตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วม ซึ่งในขณะมีการปล่อยขบวนรถรณรงค์มีฝนตกอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้จากการสังเกตผู้ใช้รถจักรยานยนต์บนท้องถนนทั่วไปส่วนหนึ่งหันมาให้ความสำคัญในการสวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับและคนซ้อนท้ายมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการรณรงค์มาแล้วประมาณ 2 เดือน

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อปลูกฝังให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครภูเก็ต ตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร ปลุกจิตสำนึกและค่านิยมที่ถูกต้องแก่ผู้ขับขี่ ผู้โดยสารหรือผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์และปกครอง กลุ่มผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์สาธารณะและผู้โดยสาร ตลอดจนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่ใช้รถจักรยานยนต์ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งเพื่อเป็นพื้นที่นำร่องของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัยของผู้โดยสารหรือผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์

พ.ต.อ.วันชัย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาการจราจรก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การควบคุมดูแลแก้ไขปัญหาด้านการจราจรให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดความปลอดภัยในขณะที่การใช้รถใช้ถนนก็มีความยุ่งยากมากขึ้น จำนวนยานพาหนะที่มีรถรวมทุกประเภท 297,645 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถจักรยานยนต์ จำนวน 208,183 คัน เฉลี่ยประชากร 1 คน ต่อรถ 1 คัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประเทศ
ทั้งนี้จากสถิติเกิดอุบัติเหตุ พบว่าภูเก็ตมีอัตราการบาดเจ็บและตายจากอุบัติเหตุจราจรสูงติดอันดับ 1 – 5 ของประเทศมาเป็นเวลาหลายปี โดยมีผู้บาดเจ็บ 33 – 35 คน/วัน และเสียชีวิต 15 – 16 คน/เดือน ซึ่งในการเสียชีวิตดังกล่าวเทียบได้กับนักเรียนปีละ 4 ห้องเรียน หรือประมาณ 200 คน คิดเป็นการเสียชีวิต 66.58 คนต่อประชากรแสนคน คิดเป็นมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณปีละ 1,355 – 1,492 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 3.7 – 4 ล้านบาท ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ พ.ต.อ.วันชัย กล่าวและว่า สำหรับในระยะแรกของการบังคับใช้กฎหมายจะให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีดูวีดีโอเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแทนเงินค่าปรับ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึก




โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดำริ


เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมเพื่อประสานการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ มีการพิจารณา กรอบการดำเนินงานโครงการระยะ 5 ปี ผลการดำเนินงานโครงการ กิจกรรมดำเนินงานโครงการ และพิจารณาการเข้าร่วมสนองพระราชดำริ ของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายธีระยุทธ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตได้รับพระราชานุญาตสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ให้ร่วมสนองพระราชดำริฯ ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ระยะเวลา 5 ปี และจัดอยู่ในกลุ่มที่ 8 กลุ่มจังหวัดที่ร่วมสนองพระราชดำริ ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการระยะ 5 ปี ของจังหวัดภูเก็ต มีกิจกรรมปกปักษ์พันธุกรรมพืชจำนวน 3 แปลง กิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดภูเก็ต จำนวน 50 ไร่ พืช 9 กลุ่ม

อย่างไรก็ตามในปีที่ 5 กิจกรรมหลักในการดำเนินงาน 5 กิจกรรมคือ กิจกรรมปกปักษ์พันธุกรรมพืช กิจกรรมสำรวจ เก็บรวบรวมพันธุกรรมพืช กิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช กิจกรรมข้อมูลพันธุกรรมพืช และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ส่วนการเข้าร่วมสนองพระราชดำริฯ ของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พิจารณากิจกรรมตามความเหมาะสม แล้วแจ้งให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทราบถึงกิจกรรมพื้นที่เข้าร่วมโครงการ




 

ยธ.ติวเข้มบุคลากร 5 จังหวัดชายแดนใต้


เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดสัมมนาโครงการคนยุติธรรมชายแดนใต้ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาสิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรมเพื่อประชาชน ซึ่งทางสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดชายแดนใต้ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรประทรวงยุติธรรมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลาและสตูล) และบุคลากร กระทรวงยุติธรรม (ส่วนกลาง) ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างบูรณาการการทำงานร่วมกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง สอดคล้องกับสภาการณ์ อันจะนำไปสู่ความสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีนายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้การต้อนรับ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต


พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยที่การอำนวยความยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรมเป็นทางออกที่สำคัญของการยุติปัญหาความรุนแรงดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แนวทาง มาตรการในการบริหารจัดการและอำนวยการเกี่ยวกับแผนปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งกำหนดระเบียบปฏิบัติเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย การดำเนินคดี การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม

เนื่องจากบุคลากรเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันนโยบายและแผนงาน/โครงการของกระทรวงยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด จึงจำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจต่อนโยบายและบทบาทภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม แนวปฏิบัติของคนทำงานชายแดนใต้ต่อขนบประเพณี วัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตของพื้นที่ ตลอดจนปัญหา ข้อจำกัดในการปฏิบัติงานและแนวทางสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และกระบวนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางสันติวิธี เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม ที่ว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมเพื่อประชาชน พ.ต.ท.พงษ์ธร กล่าว


ฉก.ผวจ.ภูเก็ตรวบผู้ค่ายาไอซ์ 200 กรัม


เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต นายวิโรจน์ สุวรรณวงศ์ ป้องกันจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตชด.425 ตะกั่วป่า และชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายอาทิตย์ ปิยะพันธ์ อายุ 28 ปี นายชัชวาล มั่งคง อายุ 26 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์ น้ำหนัก 200 กรัม โทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณซอยอิ่มจิต ถ.เจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง ภูเก็ต และต่อเนื่องที่ห้องพักหมายเลข 16 สวนหลวงเพลส ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง ภูเก็ต โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

ทั้งนี้นายวิชัย ได้กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 53 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า นายทิต (ไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริง) ภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาไอซ์ หลังรับแจ้งจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ได้วางแผนเพื่อทำการล่อซื้อ พร้อมทั้งให้สายล่อทำการโทรศัพท์เพื่อล่อซื้อยาไอซ์จำนวน 100 กรัม โดยมีการตกลงราคากันในราคา 230,000 บาท พร้อมทั้งได้มีการนัดหมายรับ – ส่งของกันที่บริเวณซอยอิ่มจิต ถ.เจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง ภูเก็ต จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้จัดชุดจับกุมไปแอบซุ่มเพื่อสังเกตการณ์ เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายทิตก็ได้เดินทางมาตามที่นัดหมาย จึงได้ให้สายเข้าไปรับของกลางพร้อมทั้งจ่ายเงิน เมื่อมีการรับส่งของแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้แสดงตัวและเข้าทำการจับกุม พร้อมทั้งตรวจค้นพบเงินตามจำนวนดังกล่าวอยู่ภายในตัวของนายทิต จากนั้นก็ได้ควบคุมตัวมาทำการสอบสวนทราบชื่อคือ นายอาทิตย์ ปิยะพันธ์ พร้อมทั้งนำตัวไปขยาย

และจากการขยายผลทราบว่านายอาทิตย์พักอยู่ห้องหมายเลข 16 สวนหลวงเพลส ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง ภูเก็ต จึงได้นำตัวไปตรวจค้นที่ห้องพัก ทางเจ้าหน้าที่พบนายชัชวาล มั่นคง อยู่ภายในห้อง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการตรวจค้นภายในห้องพบ ยาไอซ์จำนวน 100 กรัมซุกซ้อมอยู่ใต้ลิ้นชักข้างเตียงนอนภายในห้องนอน จากนั้นก็ได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน โดยทั้ง 2 ได้ให้การรับสารภาพว่ารับจากขนยาไอซ์จากภาคกลาง มาให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในราคา 70,000 บาท แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ในครั้งนี้


ทต.กะรนปรับแต่งภูมิทัศน์ เสริมท่องเที่ยวโต

นายทวี ทองแช่ม นายกเทศมนตรีตำบลกะรน กล่าวว่า จากการเติบโตของการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะมีการชะลอตัวไปบ้างในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจของยุโรป และปัญหาทางการเมืองในประเทศ ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้เข้าสู่โลว์ซีซันซึ่งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยอยู่แล้ว

“ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดกะตะกะรนภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 60-70% ขณะที่บางส่วนโรงแรมมีอัตราการเข้าพักประมาณ 80-90% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการทำตลาดของแต่ละโรงแรม ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียและรัสเซีย แต่หลังจากนั้นอัตราการเข้าพักก็เริ่มลดน้อยลง แต่ก็ยังดีกว่าหลายๆ พื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกัน”

นายทวี กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันห้องพักทั้งหมดในพื้นที่กะตะกะรนมีจำนวนรวมประมาณ 12,000 ห้อง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการขออนุญาตและก่อสร้างอีกประมาณ 1,000-2,000 ห้อง รวมเม็ดเงินการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการลงทุนของกลุ่มทุนซึ่งเป็นคนในพื้นที่ กลุ่มทุนต่างจังหวัด และการร่วมทุนระหว่างคนไทยกับต่างชาติ

นายทวี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเติบโตและขยายตัวของการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเทศบาลฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น คลองบางลา สวนสาธารณหนองหาน เป็นต้น เพื่อให้เป็นสวนสาธารณะและออกกำลังกายสำหรับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวในการใช้เป็นสถานที่ในการพักผ่อน รวมทั้งเป็นพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบุคลากรทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่เทศบาลและอาสาสมัคร เพื่อนำมาช่วยในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งจะทำให้มีความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทวี กล่าวในต้อนท้ายว่า ด้วยการท่องเที่ยวที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปีงบประมาณ 2553 คาดว่าทางเทศบาลฯ จะสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดเก็บได้ 120 ล้านบาท เนื่องจากจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง



วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภูเก็ตซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม





เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ที่บริเวณชุมชนชายหาด ด้านข้างไซมอนคาร์บาร์เล่ นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการฝึกซ้อมแผนโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม ซึ่งทางจังหวัดภูเก็ต โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับเทศบาลเมืองป่าตอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กับบริษัท นำแสง เจนเนอเรเตอร์ กรุงเทพ (ภูเก็ต) จำกัด บริษัท สุวรรณรัตน์การโยธา จำกัด และบริษัท กฤษติชัย การโยธา จำกัด ด้วยการสนับสนุนเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักรกลเฉพาะด้าน เมื่อเกิดสาธารณภัยขนาดใหญ่ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน รวมทั้งมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เข้าร่วม

นายสันติ์ จันทรวงษ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี รายงานว่า จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ 14 หมู่บ้าน/ชุมชน 10 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้ โดยเฉพาะพื้นที่เทศบาลเมืองป่าตอง เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากองค์ประกอบทางกายภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชันริมเชิงเขา การขยายตัวของเมือง การปรับเปลี่ยนสิ่งปกคลุมดิน การกีดขวางการระบายน้ำ หากมีฝนตกหนักและปริมาณน้ำฝนสะสมสูงอาจก่อให้เกิดน้ำไหลหลากและเกิดดินถล่มได้

การฝึกซ้อมแผนป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่มขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ บุคลากรของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการประสานการปฏิบัติ และการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งการระดมทรัพยากรด้านต่างๆ

โดยการฝึกซ้อมครั้งนี้แบ่งเป็น ภาควิชาการ การฝึกซ้อมในที่บังคับการ และการฝึกซ้อมปฏิบัติจริง โดยสมมุติสถานการณ์ เกิดดินถล่มในบริเวณชุมชนเขตเทศบาลเมืองป่าตอง เกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ จำเป็นต้องระดมสรรพกำลังด้านบุคลากร ทรัพยากร ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามซึ่งเป็นครั้งแรกของจังหวัดภูเก็ต คัดแยกให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย ตลอดจนการลำเลียงส่งต่อผู้ป่วยของทีมแพทย์และพยาบาล นายสันติ์กล่าว และว่า ผลจากการฝึกซ้อมเป็นไปตามที่กำหนดไว้ และจะได้นำข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไปปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

10 ชาติสมาชิกอาเซียนจัดตั้งกองทุนพัฒนา SMEs


เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาแนวทางในการก่อตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SMEs ในภูมิภาคอาเซียน โดยนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนการค้าไทย ผู้อำนวยการกลุ่มการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ-สำนักเลขาธิการอาเซียน หัวหน้าส่วนพัฒนาธุรกิจภูมิภาค ประจำภูมิภาคยุโรปเหนือ-คณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ร่วมปาฐกถาพิเศษให้กับผู้ร่วมประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานส่งเสริม SMEs จากประเทศอาเซียน+3 หน่วยงานทางการเงินจากกลุ่มประเทศอเซียน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม กระทรวงการคลัง และสำนักงานเจโทร กรุงเทพมหานคร

นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมฯ ว่า ประเทศไทยโดย สสว.ได้รับมอบหมายจากคณะทำงานด้าน SME อาเซียนในการศึกษากรอบและรูปแบบของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SME อาเซียน โดยในครั้งนี้ สสว.ได้นำเสนอร่างการศึกษาแก่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเพื่อพิจารณา ให้ข้อคิดและข้อแนะนำ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการก่อตั้งและจัดการกองทุน ซึ่งในการดำเนินการศึกษาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ และความร่วมมือจากหน่วยงานส่งเสริม SMEs ในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว พม่า และเวียดนาม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง อาทิ คณะกรรมาธิการยุโรป ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นต้น ในการให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SME อาเซียน

“แม้ว่ากองทุนนี้จะริเริ่มในคณะทำงานด้าน SME อาเซียน แต่ภาคเอกชนได้เรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เนื่องจากจะสามารถช่วยพัฒนาผู้ประกอบการในภูมิภาคให้มีศักยภาพและสามารถออกสู่ตลาดโลกได้ โดยสภาที่ปรึกษาอาเซียนยังได้ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ด้านสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขณะที่ผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลุ่มแม่น้ำโขง ก็ได้ร่วมถกเถียงแผนงานเพื่อกองทุนค้ำประกันเงินกู้สำหรับกลุ่มแม่น้ำโขง”

นายชาวันย์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันเพื่อก้าวสู่เป้าหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คณะทำงานอาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น เพื่อใช้เป็นแผนงานเชิงบูรณาการการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ในการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีความชัดเจนขึ้น โดยในส่วนของ SMEs มีการดำเนินงาน 5 โครงการ คือ 1.จัดตั้งหลักสูตรร่วมกันสำหรับผู้ประกอบการในอาเซียน 2.จัดตั้งศูนย์ให้บริการครบวงจรสำหรับ SMEs ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและภูมิภาคย่อยของประเทศสมาชิก 3.จัดตั้งการให้บริการทางการเงินสำหรับธุรกิจ SMEs ในแต่ละประเทศสมาชิก 4.จัดตั้งโปรแกรมส่งเสริมการฝึกปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค และ 5.จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา SMEs ในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดกำหนดแล้วเสร็จในปี 2558


วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทช.จัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเล 53


เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ดร.นิศากร โฆษิตรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล 2553 “ความหลากหลายทางชีวภาพทะเลในประเทศไทย: อุปสรรคและโอกาส” ซึ่งทางคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวม 16 องค์กร จัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400 คน

การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิจากในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 7 เรื่อง การเสวนาจำนวน 2 เรื่อง การนำเสนอผลงานวิจัยจำนวน 150 เรื่อง แยกเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 84 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 66 เรื่อง เช่น การพยากรณ์แนวโน้มของระดับน้ำในทะเลอันดามันด้วยตัวแบบถดถอยบนตัวเองเชิงนุกรมเวลา การประยุกต์ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการทำแผนที่ปะการัง ผลกระทบจากการท่องเที่ยวและมาตรการจัดการแนวปะการังน้ำตื้น เกาะไข่นอก จ.พังงา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ แนะนำกิจกรรมและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวม 25 หน่วยงาน โดยจัดไปถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้

นายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในประเทศไทย รวมทั้งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและการประมง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลและกิจกรรมต่างๆ ในทะเล เช่น การท่องเที่ยว การประมง เป็นต้น รวมทั้งจากปัจจัยธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้หรือการกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการจำเป็นต้องดำเนินการบนพื้นฐานของวิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง

“ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของคณะกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ภายใต้ยูเนสโก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกครั้งหนึ่ง โดยมอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน เป็นผู้ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพร่วมอีก 16 แห่ง ทั้งภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ดำเนินการศึกษาวิจัยในหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาวิจัย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายประวิมกล่าว



ชาวเลราไวย์ภูเก็ตกินเต่าทะเลตาย

นายวรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีชาวไทยใหม่ (ชาวเล)บ้านราไวย์ ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต เสียชีวิตจากการรับประทานเนื้อเต่าทะเลซึ่งนำมาประกอบอาหารรับประทานกันในหมู่บ้านและเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จำนวน 3 ราย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นความจริง โดยเหตุเกิดเมื่อประมาณวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยสองรายแรกเสียชีวิตหลังจากรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง มีอายุ 55 ปี กับเด็กอายุ 11 เดือน ส่วนอีกรายเสียชีวิตหลังจากรับประทานเนื้อเต่าทะเลไปแล้ว 2 วัน

“หลังเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของชาวไทยใหม่ทั้ง 3 ราย ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานระบาดวิทยาและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ได้ลงพื้นที่และเก็บตัวอย่างเนื้อเต่าทะเลไปตรวจสอบ พบว่าเนื้อเต่าทะเลที่นำไปทำอาหารนั้นมีพิษสะสมอยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปพิษที่อยู่ในเนื้อของเต่าทะเลก็ส่งผลให้คนที่มีภูมิต้านทานต่ำเกิดอาหารปวดท้องและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันผู้ที่มีภูมิต้านทานเพียงพออาจจะได้รับผลด้วยแต่ไม่มากนัก”

นายวรรณเกียรติ กล่าวด้วยว่า พิษที่อยู่ในเต่าทะเลที่ชาวไทยใหม่นำไปฆ่าและประกอบอาหารรับประทานนั้น คาดว่าจะกินพืชหรือฟองน้ำที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษตกค้างสะสมในร่างกายหรือเนื้อเยื้อโดยเฉพาะเครื่องในของเต่าทะเล ซึ่งกรณีที่เต่าทะเลจะมีสารพิษสะสมอยู่ในร่างกายได้นั้นจะขึ้นอยู่กับอาหารที่เต่าทะเลกินเข้าไป ซึ่งเต่าทะเลที่ชอบกินฟองน้ำเป็นอาหารนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเต่ากระเสีย ขณะที่เต่าชนิดอื่นๆ เช่น เต่าตะนุ เต่าหญ้า เป็นต้น จะกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก ส่วนเต่ามะเฟืองจะกินแมงกะพรุน

อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นได้มีชาวไทยใหม่จำนวนหนึ่งเดินทางมาพบตน เพื่อขออนุเคราะห์เต่าทะเลในการนำไปปล่อยทะเล เนื่องจากได้มีการไปดูหมอและมีความเชื่อว่าเป็นการลงโทษที่ไปทำร้ายเต่าทะเลจนเสียชีวิต ดังนั้นหากจะให้พ้นเคราะห์ไปได้จะต้องทำการปล่อยเต่าทะเล นายวรรณเกียรติกล่าวว่า และว่าปัจจุบันสถานการณ์ของเต่าทะเลในฝั่งอันดามันก็ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพบว่าในช่วงที่ผ่านมายังมีเต่าทะเลที่ติดเครื่องมือการทำประมงได้รับบาดเจ็บจนพิการและเสียชีวิตยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตายของชาวไทยใหม่ก็จะน่าจะช่วยรณรงค์ไม่ให้คนทำร้ายเต่าทะเลได้ส่วนหนึ่ง


ตร.เมืองภูเก็ตรวบ 2 ใน 3 ขาโจ๋ยิงคู่อริดับ


เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยพ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมือง ภูเก็ต พ.ต.ท.จำรูญ พลายด้วง รอง.ผกก.สส.สภ.เมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม 2 ใน 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ประกอบด้วย นายณรงค์ศักดิ์ บุญพรหม อายุ 19 ปี และนายขจร จันทศรี อายุ 27 ปี

ทั้งนี้พ.ต.อ.โกมล วัตรากรณ์ รอง.ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่นายวิธาน ช่วยเกื้อ อายุ 17 ปี ขี่รถ จยย.ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน กวพ 397 ภูเก็ตเข้าไปจอดเติมน้ำมันที่ปั้มอนุภาษและบุตร สาขา 1 ถ.พังงา อ.เมืองภูเก็ต จากนั้นได้มีชายวัยรุ่นขี่รถ จยย.จำนวน 3 คันเข้ามาจอดประกบรถนายวิธาน โดยนายวิธานกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ จึงเกิดการชกต่อยกันขึ้น โดย 1 ใน 3 วัยรุ่นได้ชักอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ออกมาจ่อยิงนายวิธานจนล้มลงไปนอนจมกองเลือดกับพื้น แล้วหลบหนีไป จากนั้นทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมก็ได้นำร่างของนายวิธาน ส่งรพ.วชิระภูเก็ต แต่นายวิธานทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งทราบว่า นายวิธานมีเรื่องบาดหมางกับนายณรงค์ศักดิ์มาก่อน ซึ่งอดีตแฟนสาวของนายณรงค์ศักดิ์ได้มาคบหากับนายวิธาน สร้างความโกธรแค้นให้กับนายณรงค์ศักดิ์เป็นอย่างมาก จึงได้ร่วมกับเพื่อนออกตระเวนหา จนกระทั่งมาพบนายวิธาน กำลังจอดรถจยย.เพื่อเติมน้ำมันอยู่ที่ปั้มดังกล่าว และได้เข้าไปต่อว่าและได้ชกต่อยกัน เมื่อสบโอกาสได้ใช้ปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ยิงนายวิธาน 1 นัด จากนั้นก็ได้หลบหนี จนไปเสียชีวิตที่ รพ. โดยนายณรงค์ศักดิ์เคยถูกจำคุกในคดีฆ่าผู้อื่นมาแล้ว

ได้ภาพสเก็ตมือฆ่าสาวท้องยัดกระเป๋าแล้ว


จากกรณีที่มีชาวบ้านพบศพหญิงสาวสูงราว 150 – 155 ซม.อายุราว 20 – 25 ปี น้ำหนักประมาณ 45 – 50 กก.ผมดำยาวปะบ่าถูกแทงด้วยของมีคมเข้าที่กลางหน้าอก – ท้ายทอยถูกใส่ถุงพลาสติกสีดำยัดกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินขนาดกว้าง 50 ซม.ยาว 75 ซม.หนา 25 ซม.ยี่ห้อ Samsonlta สภาพเปลือยล่อนจ้อน นิ้วนางขวาสวมแหวนเงินรูปหัวใจ 1 วง โดยไม่พบรอยสักหรือหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วันถูกทิ้งไว้ริม ถ.เจ้าฟ้าตะวันตกตัดใหม่ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต ทางไป ม.วิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ต.กะทู้ อ.กะทู้ เมื่อช่วงสายวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจมุ่งประเด็นการสังหารโหด 2 เรื่องหลักๆ คือ ชู้สาว – ฆ่าปิดปาก

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 28 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมือง ภูเก็ต พ.ต.อ.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวฆาตกรโหดรายนี้มาดำเนินคดีว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วิจักษณ์ ตารมย์ สว.สส.นำทีมสืบสวนออกสืบหาเบาะแสของผู้ตายอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก จนกระทั่งน.ส.สายพิณ สาริกบุตร เจ้าของสวีทฮาร์ทบาร์ ตั้งอยู่บริเวณหาดกะรน อ.เมืองภูเก็ต มาขอดูศพพร้อมกับยืนยันว่าเป็นศพ น.ส.วันเพ็ญ เพียรใจ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ 11 ต.บ่อรัง อ.เชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พนักงานที่ทำงานอยู่ที่บาร์เบียร์ของตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากเพื่อนของผู้ตายได้ทราบว่าผู้ตายใส่แหวนเงินรูปหัวใจและยังได้ยืนยันบาดแผลที่หน้าท้องของผู้ตายที่เกิดจากการผ่าครรภ์ จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายคือ น.ส.วันเพ็ญ

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการสอบสวนน.ส.สายพิณ สาริกบุตร เจ้าของสวีทฮาร์ทบาร์ เพิ่มเติม จนทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ตายกำลังทำความสะอาดบาร์อยู่นั้น ได้มีชายชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ – สัญชาติ อายุราว 35 – 40 ปี รูปร่างท้วม สูงราว 175 – 180 ซม.ไหล่หนา ช่วงขาเรี่ยว ไว้ผมรองทรง ผมสีน้ำตาลยักโศก ไว้หนวดเครารุงรังตั้งแต่จอนถึงคาง ใบหน้าเรียว คิ้วห่างสีน้ำตาล สันจมูกโด่ง ปากบาง ติ่งหูไม่ย้อยขี่รถ จยย.ไม่ทราบยี่ห้อ – สีและทะเบียนเข้ามาจอดหน้าร้านพร้อมกับเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ตาย จากนั้นได้สั่งเบียร์มานั่งดื่มพูดคุยกับผู้ตายอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้ตายจะได้นั่งซ้อนท้ายรถ จยย.ของชายดังกล่าวออกไป รุ่งมาอีกวันผู้ตายไม่ได้มาทำงานที่บาร์อีกเลย จนกระทั่งทราบข่าว จึงมาขอดูศพพร้อมกับยืนยันว่าผู้ตายคือ น.ส.วันเพ็ญ

พ.ต.อ.วันไชย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการขยายผลทราบว่าชายดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ชอบรักร่วมเพศกับชายด้วยกันหรืออาจมีเซ๊กส์กับหญิงสาวด้วยก็ได้ แต่จะต้องมีการร่วมเพศทางหลัง ซึ่งคาดว่าหลังจากที่ผู้ตายออกไปกับฆาตกรแล้ว และได้ไปยังที่พักของฆาตกร จากนั้นทั้ง 2 อาจจะมีเพศสัมพันธ์กัน โดยที่ผู้ตายไม่ทราบว่าฆาตกรมีจิตไม่ปกติที่ชอบทางหลัง เมื่อฆาตกรขอมีเซ๊กส์ทางหลัง โดยผู้ตายอาจไม่ยินยอม จึงทำให้ฆาตกรเสียความรู้สึก และโกธรมาก จึงใช้มีดแทงผู้ตายเสียชีวิต จากนั้นได้ใช้ถุงดำใส่ร่างแล้วยัดลงกระเป๋าเดินทางใส่รถ จยย.มาทิ้งที่ริมถนนสายดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายยังคงอยู่ในพื้นที่ แต่เกรงว่าคนร้ายอาจออกไปหาเหยื่อหญิงสาวตามบาร์เบียร์ต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อสนองตัณหาตัวเองอีก จึงได้ประสานไปยัง สภ.ต่างๆ เร่งออกประชาสัมพันธ์หญิงสาวที่ทำงานตามบาร์เบียร์หรือสถานบันเทิงต่างๆ ให้ระวังฆาตกรตามรูปพรรณดังกล่าว และถ้าใครพบเห็นหรือทราบเบาะแสของคนร้ายสามารถโทรแจ้งตำรวจได้ทันที ซึ่งคนร้ายรายนี้ถือว่าเป็นบุคคลอันตรายเป็นอย่างมาก



หนึ่งโรงเรียนหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย



เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 53 ที่ วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตภูเก็ต ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรหนึ่งโรงเรียนหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย ( One Search and Rescue Team : OSOS ) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2553 โดยมีนายทแกล้ว นุศรีวอ ผู้อำนวยการ วปภ.วิทยาเขตภูเก็ต พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยฝึกอบรม และคณะครูฝึกจาก วปภ. วิทยาเขตภูเก็ตเข้าร่วมงาน

สำหรับการจัดโครงการอบรมในครั้งนี้ ทางวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตภูเก็ต ได้จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ได้จัดการอบรมให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยครั้งนี้ได้จัดการอบรมให้กับน้องๆ เยาวชนจาก โรงเรียน อบจ.บ้านตลาดเหนือ (วันครู 2502) 35 คน และโรงเรียนกะทู้วิทยา 35 คน ซึ่งหลักสูตรในการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยการให้ความรู้ในเรื่องของ ความปลอดภัยในท้องถนน การใช้เชือกในงานกู้ภัย การป้องกันและระงับอัคคีภัย การฝึกปฏิบัติในเรื่องของการปฐมพยาบาลในเหตุต่างๆ และการสมมุติสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมสามารถใช้ทักษะความรู้ และความเข้าใจในเรื่องที่ได้รับจากการอบรมมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมของตนเอง เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้หากเกิดสาธารณภัยขึ้นทั้งกับตนเอง ครอบครัว และคนในสังคมต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อบรมพนังงานแจ้งข่าวคมนาคมภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 53 ที่หอประชุมวิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานเปิดการอบรมพนักงานแจ้งข่าวศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต รุ่นที่ 2 ซึ่งจัดโดยศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต กระทรวงคมนาคม มีนายเรือง บาดาล เลขานุการประธานกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายแพทย์บดินทร์ ละเอียด รอง ผอ.โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นายธีรวุฒิ ศรีตุลารักษ์ ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง แขกผู้มีเกียรติ คณะวิทยากรจากศูนย์ความปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม การท่าอากาศยาน จ.ภูเก็ต สำนักงานตำรวจจังหวัดภูเก็ต และสมาชิกศูนย์ประสานงานข่าวปลอดภัยคมนาคม ร่วมในพิธี

นายธนิต ชลชวลิต ประธานศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ต กล่าวว่า ในปัจจุบันภูเก็ตมีการคมนาคมขนส่งขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก ในแต่ละปีทำรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวปีละ 120,000 ล้านบาท เมื่อการท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้น การจราจรต่างๆ ก็ได้ขยายตัวตามมา ไม่ว่าจะเป็นถนนสายต่างๆ มีท่าเทียบเรือเพิ่มมาด้วย รวมทั้งการขยายตัวของสนามบินเพื่อรองรับเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มการจราจรทุกด้าน ย่อมก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีการสูญเสียทั้งทรัพย์สิน และชีวิตเพิ่มมากขึ้น ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการลดอุบัติเหตุโดยเฉพาะหน่วยงานประสานงานแจ้งข่าวให้กับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องเข้าไปทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนตามนโยบายของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากความสำคัญดังกล่าวได้มีการจัดตั้งศูนย์ปลอดภัยคมนาคมภูเก็ตขึ้นเมื่อปี 2551 และได้อบรมผู้ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ตเพื่อเป็นสมาชิกในการประสานงานจ่าวและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ จ.ภูเก็ต เพื่อพัฒนาการแจ้งข่าวคมนาคมของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพบรรลุตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงคมนาคมตลอดจนการร่วมมือในการดูแลและป้องกันพื้นที่ไม่ให้เกิดความเสียหายแล้ว 1 รุ่นนั้น ปัจจุบันยังมีผู้ที่สนใจอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของศูนย์ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ต จึงได้มีการเปิดรับสมัครและอบรมให้กับผู้ที่สนใจเป็นผู้ประสานงานข่าวคมนาคมรุ่นที่ 2 ให้กับสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังสำรองสนับสนุนงานกระทรวงคมนาคมและงานของจังหวัดในการป้องกันภัยต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตลอดการเดินทาง อีกทั้งเพื่อเป็นศูนย์อาสาฯ ในยามที่เกิดอุบัติเหตุอุบัติภัยต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย และเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ประสานงานข่าวคมนาคมภูเก็ตและเป็นกำลังสำรอง

3 ปีมูลนิธิบ้านตะวันฉาย

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 53 ที่มูลนิธิบ้านตะวันฉาย บ้านเลขที่ 15/20 หมู่ 1 ถ.เทียมประชาอุทิศ ซอยน้ำหนึ่งใจเดียว ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต ดร.ศุภลักษณ์ กาญจนเมธากุล ประธานมูลนิธิหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ร่วมเป็นประธานเปิดงานประจำปีของหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ซึ่งทางมูลนิธิฯ ร่วมกับผู้ให้การสนับสนุนจัดขึ้นให้กับ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ และผู้ให้การสนับสนุน ร่วมเป็นเกียรติพิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเด็กของมูลนิธิ กิจกรรมการแสดงของเด็กๆ และการจัดเลี้ยงอาหารแก่เด็กๆ โดยทางนายอำเภอเมืองภูเก็ต ได้ถือเอาโอกาสดังกล่าวมอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเด็กของมูลนิธิฯ อีกจำนวนหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ดร.ศุภลักษณ์ ได้กล่าวว่า มูลนิธิหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย ก่อตั้งโดยสโมสรไลออนส์ภูเก็ตอันดามันซี สภากาชาดฝรั่งเศส และสมาคมพิทักษ์เด็กภูเก็ต เพื่อสร้างที่พักพิงแก่เด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสหรือเด็กสภาวะยากลำบาก เด็กครอบครัวแตกแยก หรือผลกระทบจากภัยพิบัติ เด็กถูกทารุณ ถูกทอดทิ้ง และเด็กเร่ร่อน เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และอนาคตที่สดใส โดยจัดทำเป็นหมู่บ้านสำหรับเด็กที่ประสบปัญหาได้พักพิง อย่างอบอุ่นด้วยการดูแลตามแบบฉบับแห่งครอบครัวไทย

สำหรับหมู่บ้านเด็กตะวันฉายแห่งนี้ ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 50 จนถึงปัจจุบันมีเด็กในความดูแล จำนวน 94 คน เป็นชาย 43 คน หญิง 54 คน และในจำนวนดังกล่าว เป็นนักเรียน 77 คน ที่เหลือเป็นเด็กก่อนวันเรียน เด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิ มีอายุตั้งแต่ 2 – 18 ปีบริบูรณ์ โดยในส่วนของเด็ก 18 ปี อยู่ที่ความสมัครใจว่าจะอยู่กับเราต่อไปหรือว่าพร้อมจะเผชิญโลกภายนอก ถ้าเด็กเต็มใจที่จะอยู่กับเราต่อไป ทางมูลนิธิก็จะให้การสนับสนุนสู่โรงเรียนนอกระบบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเรามีเด็กที่จบการศึกษาแล้วกลับมาดูแลน้องๆ ในหมู่บ้าน

ดร.ศุภลักษณ์ ยังกล่าวอีกว่า เป้าหมายของมูลนิธิฯ คือการสร้างหมู่บ้านที่สามารถให้ที่พักอาศัยแก่เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสได้ถึง 100 คน ด้วยการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับชีวิตครอบครัวปกติที่สุด และส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อเด็กเหล่านี้จะได้มีอนาคตที่ดี เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มูลนิธิฯ ได้ส่งเสริมและจัดกิจกรรมหลากหลายให้แก่เด็ก เช่น กีฬา ยิมนาสติก ว่ายน้ำ การนั่งสมาธิ งานฝีมือหัตถกรรม นาฏศิลป์ การทำสวน การทำอาหาร การฝึกเรือใบและกิจกรรมทางศาสนา และวัฒนธรรม กิจกรรมรื่นเริง และให้ความรู้ภายในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีการจัดเลี้ยงครบรอบประจำปี และงานฉลองวันคริสต์มาส มูลนิธิฯ ต้องการช่วยเหลือเด็กให้มีอนาคตที่ดีขึ้น ด้วยการพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสังคม และปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม และประเพณีไทย มีความรู้ ความเข้าใจ รู้คุณค่าของการอยู่ร่วมกันในครอบครัว ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เด็กเหล่านี้มีอนาคตที่ดีขึ้น เด็กทุกคนจะได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีความรักและมีการดูแลด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและสุขภาพอนามัย



ให้ความรู้เครือข่ายยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 53 ที่ห้องประชุมโรงแรมโบ๊ทลากูน รีสอร์ท อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม “โครงการรณรงค์สร้างเครือข่ายเพื่อยุติความรุนแรงต่อหญิงและเด็ก” แก่ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลรัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีนายศรีปาล ศรีเปารยะ อัยการจังหวัด สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน จังหวัดภูเก็ต (สคช.จังหวัดภูเก็ต) นายกมลธรรม วาสบุญมา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ โดยมีประชาชนในพื้นที่ตำบลรัษฎาเข้าร่วมการอบรมจำนวน 250 คน

ทั้งนี้นายศรีปาล ได้กล่าวว่า ด้วยในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงจบการศึกษาด้านกฎหมาย และทรงงานเป็นพนักงานอัยการ จึงทำให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงสัมผัสกับความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิดโดยพระองค์เอง จึงทรงธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และความมีพระเมตตา ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกทุกข์ได้ยากในสังคม ทั้งทรงห่วงใยถึงปัญหาการที่ผู้หญิงถูกรังแก ถูกใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ จึงทรงเมตตาตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรีให้กับ ยูนิเฟม ในโครงการ Say No to Violence Against Women ประเทศไทย และโครงการยุติความรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งในปี 2553 ได้กำหนดให้มีการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงจำนวน 100,000 กิจกรรม ครบถ้วนภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล

ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองแนวพระดำริ แสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการคุ้มครองสิทธิสตรี อันเป็นภารกิจหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด สคช.จังหวัดภูเก็ต สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต เทศบาลตำบลรัษฎา และเครือข่ายประชาชนตำบลรัษฎา จัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ถึงสาเหตุปัญหาการล่วงละเมิดและความรุนแรงต่อหญิง และเด็ก รวมทั้งสาเหตุ
ปัญหาในการเกิดความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการแก้ไขปัญหา วิธีการมิให้ถูกล่วงละเมิดและเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พร้อมข้อเสนอแนะสำหรับการทำงานกับครอบครัวที่เผชิญสภาวะการใช้ความรุนแรงต่อหญิง และเด็ก เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และการคุ้มครองสิทธิเด็กและเสตรี และเพื่อสร้างเครือข่ายร่วมกันรณรงค์การยุติความรุนแรงต่อหญิงและเด็ก