จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นักเรียนภูเก็ตวิทยาลัยสอบได้คะแนนสูงสุด



เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมเล็ก องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อ.เมือง ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มอบรางวัลคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ที่สอบได้คะแนนสูงสุด จำนวน 5 วิชา ตามโครงการสัมมนาเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ Nation Admission 2011 แนะแนวเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า ต้องขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ทั้งนี้ขอให้นักเรียนทุกคนจงเป็นเยาวชนที่ดี ความสำเร็จในวันนี้ เพียงแค่ก้าวแรกในชีวิตเท่านั้น ระยะทางข้างหน้ายังมีอีกยาวไกล โดยเฉพาะชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นเราจะต้องจัดสรรเวลาให้ดีที่สุด สำหรับคอมพิวเตอร์ที่ได้รับในวันนี้ ขอให้นักเรียนนำไปใช้ในสิ่งที่ดี เพราะถ้าใช้ไม่ดีจะทำให้กินเวลาการเล่าเรียน ชีวิตคนเรานั้นขึ้นอยู่กับเราจะป้อน ถ้าเราอยากจะเป็นคนดี เราต้องป้อนอาหารดีๆ เข้าไป เหมือนร่างกายของเรา ถ้าเรากินอาหารดีๆ ร่างกายของเราก็แข็งแรง
ดังนั้น ถ้านักเรียนอยากจะเป็นเยาวชนที่ดี ต้องคิดและพูดแต่สิ่งดีๆ ในทุกเวลา นำสิ่งดีๆ เข้าไปในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด และสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว ก็ขอให้ใช้วิชาการเหล่านั้นในการสร้างสังคมที่ดี สร้างคนดีขึ้นมา ตลอดจนใช้วิชาการให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยเหลือครอบครัว บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ช่วยเหลือโรงเรียน และสังคม เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นต่อๆ ไป ในโอกาสนี้ ต้องขอแสดงความยินดี และขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียน และอาจารย์ ที่ทำให้นักเรียนมีวันนี้ ขอขอบคุณทางเนชั่น รวมถึงกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.ภูเก็ต ที่ได้จัดทำโครงการดีๆ ซึ่งถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง ที่เราได้สร้างบุญร่วมกัน”
สำหรับผลคะแนนของนักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงสุด วิชา GAT ไทย-อังกฤษ ได้แก่ นายชัยสิริ สุธาประดิษฐ์ สายศิลป์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย) ได้ 272.8/300 คะแนน วิชา PAT1 คณิตศาสตร์ ได้แก่ นายจารุกิตติ์ ตันติพิสิษฐ์ สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย) ได้ 81/100 คะแนน วิชา PAT2 คณิตศาสตร์ ได้แก่ นางสาวศุภลักษณ์ ทองประสิทธิ์ สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย) ได้ 72/90 คะแนน วิชา PAT3 (ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์) ได้แก่ นายนวพล หาญสมุทร์ สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย) ได้ 84/100 คะแนน สำหรับวิชา PAT5 (ความถนัดทางวิชาชีพครู)* มีนักเรียนสอบได้คะแนนเท่ากัน 5 คน คือ 49/100 คะแนน จากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย 4 คน และจากโรงเรียนวิชิตสงคราม 1 คน ได้แก่ นายพิสิษฐ์ แพนชัยภูมิ สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย), นายโชติทัต แซ่หลิม สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย), นายธนิก ไชยสอน สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย), นางสาวศิริกุล ราชเนตร สายวิทย์ (ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย), และนางสาวเพชรรัตน์ รอดเพ็ชร์ สายศิลป์ (ร.ร.วิชิตสงคราม)



สสจ.เร่งตรวจสอบการใช้ยาล้างไตขับสารเสพติด



นพ.ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากกรณีที่มีการตรวจพบนักเรียนในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครภูเก็ตมีปัสสาวะเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นผลจากการรับประทานยาล้างไตหรือกลุ่มยาเมธีลิน บลู หลังเสพยาเสพติดหรือสารบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย เพราะโดยปกติปัสสาวะของคนทั่วไปจะมีสีขาว สีเหลืองหรือสีเหลืองขุ่น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตรวจพบ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตรวจพบว่าผู้เสพยาเสพติด และการใช้ยากลุ่มดังกล่าวจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป 

“เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงมหาดไทย และศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัด หรือ ศพส.จ.ภก.ในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยจะเข้าไปควบคุมการจำหน่ายยากลุ่มเมธีลินบลู ซึ่งจำหน่ายในร้านขายยาทั่วๆ ไป แต่หากมีการใช้ผิดประเภทจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมพิเศษ โดยจะขอความร่วมมือไปยัง อย.ในการออกเป็นกฎระเบียบเฉพาะในส่วนของจังหวัดภูเก็ต หรือใช้ทั้งประเทศในการควบคุมยาตัวนี้ เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายโดยทั่วไปและนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์”

นพ.ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ปกติคนเราจะปัสสาวะออกมาจะมีสีขาวหรือสีเหลืองหรือสีเหลืองขุ่น แต่หากพบว่านักเรียนมีปัสสาวะสีฟ้า หรือมีการใช้ยาในกลุ่มเมธีลิน บลู ให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่ามีพฤติกรรมส่อพิรุธ อาจจะมีการเสพยาหรือสารบางอย่างเข้าไป จึงต้องมีการกินยาเพื่อให้ไตขับสารดังกล่าวออกมา เพราะปกติแล้วผู้ที่รับประทานยาในกลุ่มเมธีลินบลูจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ และแพทย์ต้องสั่งยา เนื่องจากหากรับประทานไม่ตรงตามแพทย์สั่งอาจจะเป็นอันตรายต่อไตได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการรับประทานมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ไตต้องทำงานหนัก ดังนั้นเมื่อพบว่ามีเด็กหรือเยาวชนไปหาซื้อยาดังกล่าวมากินเอง ให้ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติและจะต้องมีการตรวจสอบ ส่วนกรณีที่เด็กรู้ได้อย่างไรนั้นเชื่อว่าต้องมีผู้ให้คำแนะนำ เพื่อปกป้องตัวเองจากการตรวจพบสารเสพติด ซึ่งหากทางโรงเรียนตรวจพบก็จะต้องมีการติดตามว่าเด็กมีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าวหรือไม่ และมีใบสั่งยาของแพทย์หรือไม่ รวมทั้งซื้อมาจากที่ใด เมื่อทราบรายละเอียดแล้วก็ขอให้ส่งเรื่องมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เพื่อจะได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม นพ.ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ปกติการตรวจหาสารเสพตอดจะเน้นกลุ่มของผู้มีปัสสาวะสีม่วง แต่เมื่อมีการหลบเลี่ยงโดยใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อให้มีสีฟ้า ซึ่งก็สามารถที่จะเก็บตัวอย่างของปัสสาวะดังกล่าวไปให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทำการตรวจสอบว่ามีสารเสพติดหรือไม่ และอาจจะตั้งข้อสงสัยกรณีของเด็กหรือเยาวชนที่มีปัสสาวะเป็นสีม่วงไว้ก่อน หลังจากนั้นก็ไปตรวจสอบจากรายชื่อของผู้ป่วยว่ามีโรงพยาบาลใดจ่ายยาให้หรือไม่ หากไม่ใช่โรงพยาบาลก็จะต้องติดตามต่อไปว่ามีร้านขายยาร้านใดจ่ายจ่ายดังกล่าวให้ไป และเมื่อตรวจพบก็ต้องขอความร่วมมืองดจ่ายยาดังกล่าวให้กับเด็กหรือเยาวชนหากไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์

อาชีวะจัดการการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี



เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องโสต 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามความร่วมมือการจัดการการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี ระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ตกับสถานประกอบการภาคเอกชนจำนวน 8 แห่งในจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายสุนทร พลรงค์ ผู้อำนวยวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต นายปรีดี เกตุทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต คณะผู้บริหารสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดภูเก็ต คณะครู และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม
ทั้งนี้นายสุนทร พลรงค์ ผู้อำนวยวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต กล่าวว่า การจัดการศึกษาระดับอาชีวศึกษาในระบบโรงเรียน ดำเนินมากกว่า 70 ปี เริ่มจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา อบรมสั่งสอนนักเรียน นักศึกษาประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ศิลปกรรม และคหกรรม เพื่อออกไปประกอบอาชีพต่างๆ โดยสถานประกอบการเป็นฝ่ายนำนักเรียนนักศึกษาไปใช้งาน แต่ปัจจุบัน พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษาได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้สมารถผลิตกำลังคน ด้านอาชีวศึกษาได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานโดยแท้จริง ซึ่งการจัดการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่แก้ปัญหาการผลิตและการพัฒนากำลังคนของประเทศ ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพได้
ด้วยหลักการและวิธีการจัดการศึกษาดังกล่าว วิทยาลัยอาชีวศึกษา จึงได้ประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมมือจัดการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคีมาโดยตลอด ปัจจุบันมีสถานประกอบการจำนวนมากร่วมมือกับวิทยาลัยฯ และการร่วมมือจัดการศึกษาที่จะร่วมพิธีลงนามความร่วมมือโดยมีสถานประกอบการทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรมเบสท์เวสเทิร์นอัลลามันดา ลากูน่า ภูเก็ต โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมโบ๊ทลากูน รีสอร์ท บริษัท เอ็ม เค เรสโตรองค์ จำกัด โรงแรมเอ้าท์ริกเตอร์ ลากูน่า ภูเก็ต โรงแรมไอบิส ภูเก็ต บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท ภูเก็ต ซึ่งสถานประกอบการภาคเอกชน ได้แสดงความเจตจำนงที่จะประสานความร่วมมือ ผนึกกำลังส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการการอาชีวศึกษา และผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต
ด้านนายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การศึกษาเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติ เพราะการศึกษาเป็นระบบและกระบวนการสร้างคนให้มีความรู้ความสามารถ ออกไปประกอบอาชีพสาขาต่างๆ สร้างบ้าน สร้างเมือง พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า การที่ทั้ง 2 ฝ่ายคือสถานศึกษากับสถานประกอบการได้ทำความร่วมมือกันในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่สถานศึกษาซึ่งมีหน้าที่ฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังคน ได้ตกลงทำพิธีลงนามความร่วมมือกับฝ่ายสถานประกอบการ ซึ่งเป็นฝ่ายการผลิตและบริการ ต้องนำกำลังคนที่สถานศึกษาผลิตไปใช้ จะเป็นการทำงานร่วมกันทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมลงทุน เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนากำลังคนของประเทศ ในด้านปริมาณ และคุณภาพได้อย่างถูกต้อง
การผลิตและพัฒนากำลังคนโดยเฉพาะระดับฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี หรือระดับกลาง ทุกภาคส่วนมีข้อมูล และความเห็นตรงกันว่า สถานศึกษาและสถานประกอบการต้องจัดการศึกษาร่วมกัน วางแผนร่วมกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ใช้ร่วมคิด ผู้ผลิตร่วมกำหนด จะทำให้การผลิตและการพัฒนากำลังคนเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อนักเรียน นักศึกษา ที่จะลดปัญหาการว่างงาน จะส่งผลดีต่อการลงทุน การผลิตที่ซ้ำซ้อน และยังส่งผลต่อภาพรวมของประเทศในด้านศักยภาพการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนและเวทีโลกต่อไป 

แสดงความยินดีกับนักเรียนดาวรุ่ง



เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวแสดงความยินดีแก่คณะอาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา ที่เป็นตัวแทนของจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 61 เมื่อวันที่ 25 - 27 มกราคม 2555 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้สนับสนุนงบประมาณในการเดินทางเข้าร่วมแข่งขัน
สำหรับผลการแข่งขันดังกล่าว นักเรียนโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา สามารถคว้ารางวัลอันดับ 1 ของประเทศมาได้ถึง 2 รายการ (จากทั้งหมด 6 รายการ) ได้แก่ รางวัลเหรียญทอง อันดับ 1 การแข่งขันแอโรบิก ระดับชั้น ม.1 - ม. 3 และรางวัลเหรียญทอง อันดับ 1 การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับชั้น ม.4 - ม.6
นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับรางวัลในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ทุกคนที่ได้มีลูกศิษย์ที่มีผลงานดีเช่นนี้ ทั้งนี้ ลูกศิษย์ก็คือกระจกเงาของอาจารย์ ถ้าลูกศิษย์ทำได้ดีแสดงว่าอาจารย์ได้สั่งสอนอบรมลูกศิษย์มาเป็นอย่างดี ขอให้นักเรียนทุกคนมีความภาคภูมิใจ และจงรักษาความดีนี้ไว้ อย่าแค่ได้เหรียญทองแล้วลืม เพราะว่าคนที่ลืมตัวนั้นจะมีปัญหาในชีวิตเสมอ
การรักษาแชมป์นั้นยากกว่าการคว้าแชมป์ ขอให้นักเรียนทุกคนหมั่นทำความดี แล้วฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้นต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การเรียน หรือการได้เหรียญอย่างเดียวนั้นไม่พอ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ โรงเรียน และแผ่นดินบ้านเกิดของเรา ทั้งนี้ ขอให้พวกเราได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณ เป็นเด็กดี ขยัน และหมั่นสะสมความรู้ในระหว่างที่อยู่ในวัยเรียนให้มากที่สุด ในโอกาสนี้ ขอให้พระผู้เป็นเจ้าอวยพรให้พวกเรามีความสำเร็จในชีวิต เป็นกำลังสำคัญให้กับครอบครัวและจังหวัดภูเก็ตต่อไป




วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สภาวิชิตแต่งตั้งคณะกรรมชุดต่างๆ



เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลวิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายนิมิต เอกวานิช ประธานสภาเทศบาลตำบลวิชิต เป็นประธานการประชุมสภาเทศบาลตำบลวิชิต สมัยสามัญ สมัยแรก ประจำปี 2555 โดยมีคณะผู้บริหารนำโดยนายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีฯ นายชัยวัฒน์ พึ่งแรง นายสมยศ วิจักขณาวุธ รองนายกเทศมนตรี นายชัยรัตน์ คุ้มบ้าน เลขานุการนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวิชิต พร้อมด้วยนายวิเศษ สบายจิตต์ ปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม
ทั้งนี้นอกจากการแถลงนโยบายต่อสภาของนายกเทศมนตรีตำบลวิชิตแล้ว ที่ประชุมยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ประกอบด้วย แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น โดยที่ประชุมได้เลือกคณะกรรมการประกอบด้วย นายศักดิ์กมล ขรรค์วิไลกุล นายเอกพล หาทรัพย์ และนายสมพร โสตถิรวราภรณ์
คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาเทศบาลตำบลวิชิต โดยที่ประชุมได้เลือกคณะกรรมการประกอบด้วย นายเลิศชาย ขวัญนิล นายวรวุฒิ การะเกศ และนายประภาส แสงจันทร์
คณะกรรมการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลวิชิต โดยที่ประชุมได้เลือกคณะกรรมการประกอบด้วย นายนิมิต เอกวานิช และนายสมพร โสตถิรวราภรณ์
และคณะกรรมการจริยธรรมของข้าราชการการเมืองฝ่ายสภาท้องถิ่น โดยที่ประชุมได้เลือกคณะกรรมการประกอบด้วยนายศักดิ์กมล ขรรค์วิไลกุล และนายโชคชัย อิสโรฬาร
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือ พร้อมทั้งมีการเสนอแนะ รวมทั้งฝากให้กับฝ่ายบริหาร ช่วยกำชับให้เจ้าหน้าที่และพนักงานช่วยกันดูแล เพื่อประโยชน์สุขของประชาในเขตเทศบาลตำบลวิชิตต่อไป



นายกเล็ก ทต.วิชิต นำเสนอ 8 นโยบาย



เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลวิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายนิมิต เอกวานิช ประธานสภาเทศบาลตำบลวิชิต เป็นประธานการประชุมสภาเทศบาลตำบลวิชิต สมัยสามัญ สมัยแรก ประจำปี 2555 ซึ่งมีวาระสำคัญ คือ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิตแถลงนโยบายต่อสภาฯ โดยมีสมาชิกสภาฯ และคณะผู้บริหารนำโดยนายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีฯ ตลอดจนนายวิเศษ สบายจิตต์ ปลัดเทศบาลฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
โดย นายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต กล่าวว่า นโยบายในการบริหารงานนั้นมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลวิชิต โยได้กำหนดไว้ทั้งหมด 8 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยพัฒนาปรับปรุงและเพิ่มความสะดวกสบายแก่ชาวตำบลวิชิตทุกคนโดยจัดให้มี น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี คูคลองสะอาด การจราจรสะดวก และปลอดภัย, นโยบายด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน มีสถานที่อุปกรณ์กีฬาสวนสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชน สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ได้รับการส่งเสริมในด้านต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสืบสานศาสนาประเพณีศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความเข้มแข็งของคนในชุมชนและสังคม
นโยบายด้านการศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนในเขตตำบลวิชิต และบุคลากรด้านการศึกษา การพัฒนาเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกคนให้มีความรู้ดี สุขภาพดี จิตใจดี อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาตำบลวิชิตสู่ความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้, นโยบายด้านการเมืองและการบริหาร มุ่งเน้นให้ชาวตำบลวิชิตทุกคนได้รับการบริการที่เป็นเลิศและเท่าเทียมกันด้วยการบริหารจัดการตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างวิทยากรด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำพลังงานทดแทนในพื้นที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน, นโยบายด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวมุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้เทศบาลตำบลวิชิตเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง และมั่นคงภายใต้ความงดงามของตำบลวิชิต เมืองแห่งการท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เป็นตำบลที่น่าอยู่และพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนมุ่งเน้นสนับสนุน และส่งเสริมให้ชาวตำบลวิชิตมีอาชีพ มีรายได้ ชีวิตมีความสุข และส่งเสริมให้เกิดชุมชนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือแบ่งปัน ภายใต้สังคมที่อบอุ่นและเอื้ออาทร
นโยบายด้านการสาธารณสุข สนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณสุขอย่างมีมาตรฐาน มีศูนย์บริการฟอกไตที่ได้มาตรฐานและประชาชนได้รับการคุ้มครอง ดูแลด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข และก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ประชาชนในท้องถิ่น และนโยบายด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนา ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวมทั้งปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรให้มีความรู้และทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการเน้นให้บุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และการศึกษาอยู่เสมอ นายกรีฑา กล่าว


ภูเก็ตสนธิกำลังกว่า 200 นาย ค้นคุกภูเก็ต



เมื่อช่วงรุ่งของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตทุกหน่วย สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ อาสาสมัครฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ปกครองอำเภอเมืองภูเก็ต เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต จำนวนประมาณ 200 นาย นำโดย พ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู และพ.ต.อ.ชำนาญ แป้นนาบอน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พ.ต.อ.โชติ ชิตไชย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต นายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต และนายระพินทร์ นิชานนท์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ได้เข้าทำการตรวจค้นภายในเรือนจำจังหวัดภูเก็ต เพื่อค้นหายาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมายภายในเรือนจำ
สำหรับการจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำจังหวัดภูเก็ตนั้น ได้มีการเรียกตัวผู้ต้องขังทั้งหมดจำนวนประมาณ 1,615 คน มารวมตัวกันที่ลานอเนกประสงค์ภายในเรือนจำ จากนั้นได้มีการแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตามจุดต่างๆ ภายในเรือนจำ อาทิ เรือนนอน ห้องทำงาน ห้องพยาบาล ห้องอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการสุ่มตรวจปัสสาวะของผู้ต้องขังจำนวน 104 ราย ผลจากการตรวจค้นดังกล่าวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และผลการตรวจหาสารเสพติดทั้ง 104 รายก็ไม่พบปัสสาวะสีม่วง
ขณะที่นายระพินทร์ นิชานนท์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกภาคเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำนั้น ปรากฏว่าไม่พบทั้งโทรศัพท์มือถือและยาเสพติด พบเพียงหนังสือต้องห้ามและมีดเล่มเล็กๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดไว้แล้ว โดยที่ผ่านมาปกติทางเรือนจำจังหวัดภูเก็ตได้มีการตรวจค้นจุดต่างๆ ภายในเรือนจำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและของจังหวัดภูเก็ต แม้จะไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่ก็จะเข้มงวดตรวจค้นต่อไปจนกว่าเรือนจำจังหวัดภูเก็ตจะปลอดจากยาเสพติดและสามารถประกาศเป็นเรือนจำสีขาวได้
อย่างไรก็ตามในส่วนของงการลักลอบส่งยาเสพติดให้กับผู้ต้องขังภายในเรือนจำในรูปแบบต่างๆ เช่น อาหาร พัสดุ ของใช้ เป็นต้น ซึ่งนายระพินทร์ ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ได้มีการตรวจยึดและจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นประจำ จึงอยากฝากเตือนไปยังญาติหรือเพื่อนของผู้ต้องขัง ที่พยายามจะลักลอบส่งยาเสพติดให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำขอให้หยุดพฤติกรรม เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกจับกุมคุมขังไปด้วย และสิ่งของที่ส่งเข้าไปก็ไม่ถึงมือผู้ต้องขังอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการพยายามลักลอบโยนโทรศัพท์มือถือเข้าไปให้กับผู้ต้องขังจากด้านนอกกำแพง ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้เดือนละประมาณ 20-30 เครื่อง
แต่หลังจากที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบๆ กำแพงเรือนจำ รวมทั้งการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มทั้งภายในและภายนอกเรือนจำ และสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบบริเวณรอบๆเรือนจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลักลอบโยนโทรศัพท์เข้าเรือนจำหมดไป แต่ก็ยังมีผู้ต้องขังและญาติพยายามหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อลักลอบส่งโทรศัพท์มือถือเข้ามามาในเรือนจำ ด้วยการส่งให้กับผู้ต้องขังในขณะนำตัวไปขึ้นศาล โดยจะนำโทรศัพท์ซุกเข้าไปในทวารหนัก แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ไม่ปล่อยให้โทรศัพท์ไปถึงมือผู้ต้องขังได้ง่ายๆ เพราะหลังจากที่ผู้ต้องขังกลับจากขึ้นศาลแล้วจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถตรวจยึดได้จำนวนหนึ่ง เชื่อว่าผลจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจะทำให้การลักลอบส่งโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำภูเก็ตเหลือเป็นศูนย์
ทางด้านพ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวเสริมว่า นอกจากการสนธิกำลังเข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำภูเก็ตแล้ว ในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก็ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ออกปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายตามแผนปฏิบัติการตาปี เพื่อปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั่วทั้งจังหวัดภูเก็ต จำนวน 45 เป้าหมาย โดยเน้นตรวจสอบเรื่องยาเสพติด และจากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้ในหลายๆ จุด ขณะนี้อยู่ระหว่างทยอยส่งรายละเอียดเพื่อรวบรวมต่อไป


ให้โอวาทผู้เข้าอบรมค่ายแกนนำเยาวชน



เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมลดาวัลย์ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้ารับการอบรมค่ายแกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต รุ่นที่ 10 ประจำปี 2555
ทั้งนี้นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต ได้กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่แกนนำเยาวชน To Be Number One รุ่นที่ 10 ได้รับการอบรมเข้าค่าย ซึ่งเป็นตัวอย่างของ To Be Number One ระดับประเทศ ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ และทางสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ที่จัดค่ายดีๆ เช่นนี้ให้กับเยาวชนของเรา ผมคิดว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระประสงค์ที่จะผลักดัน To Be Number One ให้เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีอะไรดี เพราะว่าเราเกิดมานั้นมีดีไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเราได้รู้จักตัวเองก็จะทำงานร่วมกันได้ การเรียนหนังสืออย่างเดียวนั้นไม่สำเร็จ เพราะว่าโลกภายนอกจะต้องผ่านแรงกดดันและผ่านอะไรมากมาย ซึ่งนักเรียนและเยาวชนจะต้องรู้จักว่าโลกภายนอกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป สำหรับในการเข้าค่ายครั้งนี้ รุ่นพี่ได้ทำตัวอย่างให้รุ่นน้องดูว่า อารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา พวกเราแกนนำ To Be Number One จะต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ กล้าตัดสินใจ และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเข้าค่ายแกนนำเยาวชน To Be Number One เป็นประโยชน์ทั้งส่วนตัวเยาวชนเอง และครอบครัว เรามีวันนี้ได้เพราะคุณพ่อคุณแม่ ฉะนั้น ขอให้ทุกคนที่ร่วมเข้าค่าย เมื่อกลับไปถึงบ้านจงแสดงความกตัญญู กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ พร้อมกันนี้ ขอขอบคุณรุ่นพี่ ที่มาให้ตัวอย่างที่ดีแก่รุ่นน้อง ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน ตลอดจนทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการอบรมครั้งนี้” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว
สำหรับค่ายแกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต รุ่นที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ภูเก็ต ทั้งนี้ การที่แกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต สามารถมาได้จนถึงรุ่นที่ 10 เป็นการแสดงให้เห็นว่า แกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต เป็นองค์กรเยาวชนที่มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นต้นแบบให้กับองค์กรเยาวชนอื่นๆ ทั้งในจังหวัด และต่างจังหวัด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การดำเนินงานโครงการ To Be Number One จังหวัดภูเก็ต ได้รับรางวัลจากการประกวดมาโดยตลอด และในปี 2554 จังหวัดภูเก็ตสามารถรักษาผลงาน เป็นจังหวัดรักษามาตรฐานพร้อมเป็นต้นแบบระดับเพชร ปีที่ 1 ได้ โดยแกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญทำให้จังหวัดภูเก็ตได้รับรางวัลดังกล่าว แต่ทั้งนี้นอกจากรางวัลที่ได้รับแล้ว การเสริมสร้างให้เยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นคนเก่ง ดี มีความสุข และเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด อันเป็นหน้าที่สำคัญของแกนนำเยาวชน To Be Number One จังหวัดภูเก็ต





ตร.ทท.ภูเก็ตบุกทลายแก็งคอลเซนเตอร์



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.อ.วิเศษ เกตุพันธ์ ผกก.5 บก.ทท., พ.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช รอง ผกก.5 บก.ทท., พ.ต.ท.นาคพันธุ์ โพธา สว.งานสืบสวน กก.5 บก.ทท.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมจับกุมตัว Miss.Aubry Pengson สัญชาติ ฟิลิปปินส์ อายุ 31 ปี, Miss.Sarabeth Servito สัญชาติ ฟิลิปปินส์ อายุ 31 ปี และMr.Henry King Lee สัญชาติฟิลิปปินส์ อายุ 28 ปีพร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง และโน๊ตบุ๊ค 5 เครื่อง พร้อมด้วยสมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม โทรศัพท์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ นำเข้าซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือแก็งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมซึ่งได้จากการสืบสวนขยายผลการจับกุมในคดีที่ กองบังคับการปราบปรามได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาแก็งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติที่ทำการหลอกลวงประชาชนให้มาร่วมลงทุนกับทางบริษัทก่อนหน้านี้ โดยมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่ บริษัท บางกอก บิสเนส อัลไลอันซ์ จำกัด เลขที่ 55/20 ซ.ลาดพร้าว 88 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่อมาชุดสืบสวน ได้สืบสวนขยายผลการจับกุมจนทราบว่าผู้ต้องหา Miss Aubry Pengson และ Miss Sarabeth Servito สัญชาติ ฟิลิปปินส์ ได้ลักลอบมาทำงานกับ Mr.Pual Antony Barret ซึ่งได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ 246/3 ถนนผังเมืองสาย ก. ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จึงได้เข้าขอหมายจากศาลจ.ภูเก็ต เข้าทำการตรวจค้นอาคารพานิชย์ เลขที่ 246/3 ถนนผังเมืองสาย ก. ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต
และเมื่อเดินทางถึงเจ้าหน้าที่พบกับ น.ส.สกุลกาญจน์ ฝ่ายทะแสง อยู่ที่สำนักงานชั้นล่าง โดยแจ้งว่าเป็นเจ้าบ้าน/หรือผู้ดูแล ทำหน้าที่เปิดประตู เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงหมายค้นและอ่านข้อความในหมายค้นให้ทราบ น.ส.สกุลกาญจน์ฯ ทราบและเข้าใจข้อความดีแล้ว จึงได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปตรวจค้น โดยผลการตรวจค้นชั้นที่ 1 และ ชั้นที่ 2 ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ชั้นที่ 3 เจ้าหน้าที่ห้องติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ต้องให้รหัสผ่านในการเปิดประตู เจ้าหน้าที่เรียกให้บุคคลภายในให้มาเปิด แต่ก็ไม่มีใครเปิดให้ ทางเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังพังประตูเข้าไป เมื่อเข้าไปได้พบ Miss Aubry Pengson และ Miss Sarabeth Servito นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานในห้อง ตรวจสอบพบอุปกรณ์โทรศัพท์และ คอมพิวเตอร์หลายรายการ จากกการสอบถาม ทราบว่าเป็นห้องทำงานของ Mr.Pual Antony Barret สัญชาติอังกฤษ พบของกลางอีกหลายรายการระบุบริษัท IRS วางอยู่ในลิ้นชักด้านขวามือ และเมื่อถึงชั้นที่ 5 ได้พบกับ Mr.Henry King Lee ผู้ต้องหาที่ 3 กำลังนั่งพูดโทรศัพท์หลอกหลวงเหยื่ออยู่ จึงเข้าทำการจับกุมตัว
จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ทั้งหมดได้ให้การทำนองเดียวกันว่า ได้มาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ร่วมกับ Mr.Pual Antony Barret สัญชาติอังกฤษ หัวหน้าแก็งค์ มีหน้าที่ชักชวนผู้อื่น และหลอกลวงบุคคลอื่นที่อยู่ทั้งนอกและในประเทศ ให้มาร่วมลงทุนในบริษัทที่มีหน้าเว็ปไวต์ต่างๆ ที่ทางกลุ่มผู้ต้องหาสร้างขึ้น และหลวกลวงให้เหยื่อร่วมลงทุนและโอนเงินเข้ามาในบัญชี ซึ่งผู้เสียหายมีทั้งชาวไทยเเละต่างชาติ ซึ่งจะได้เร่งติดตามกุม Mr.Pual Antony Barret หัวหน้าแก็งค์มาดำเนินคดี ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.กะทุ้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หลายภาคส่วนกวาดล้างยาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น



นายศุภชัย โพชนุกูล นายอำเภอเมืองภูเก็ต เปิดเผยว่า จากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล และจังหวัดภูเก็ต ทางอำเภอเมืองภูเก็ตก็ได้มีการนำมาใช้เป็นแนวทาในการดำเนินการและปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอเมืองภูเก็ต จากการบูรณาการความร่วมมือดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สาธารณสุข จ.ภูเก็ต วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ตำรวจ สารวัตรนักเรียน สถานศึกษา กำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น และได้ล็อคกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนจนทราบสถานที่มั่วสุมของกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารร้างหรือบ้านร้างสวนสาธารณะและบ้านพักอาศัย ทำให้ทราบว่าปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดของยาเสพติดค่อนข้างน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น
“จากการสนธิกำลังกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการช่วงที่ผ่านมา สามารถควบคุมตัวเยาวชนที่มั่วสุมตามสถานที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลนครภูเก็ต และได้ตรวจปัสสาวะพบมีสีม่วง จากการเยาวชนรับว่าได้ใช้ยาเสพติดประเภทยาไอซ์ ซึ่งหาซื้อมาจากพื้นที่ป่าตอง และเพื่อป้องกันการตรวจพบหลังจากเสพแล้วก็จะทานยาที่ทำให้สำรอกออกมา ซึ่งขณะนี้ได้ส่งตัวยาที่ตรวจยึดมาจากกลุ่มแด็กดังกล่าวไปทำการตรวจสอบแล้ว”
นายศุภชัย กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางอำเภอเมืองภูเก็ต ได้ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต นำกำลังเข้าไปตรวจค้นที่บ้านหลังหนึ่งในชุมชนบางชีเหล้า ซึ่งเป็นแหล่งพักอาศัยของกลุ่มวัยรุ่นที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ พบวัยรุ่นจำนวน 15 คนมีสารเสพติดในร่างกาย และพบใบกระท่อมจำนวน 1 มัด จึงนำทั้งหมดมาสอบสวนขยายผล จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นวัยรุ่นจากพื้นที่ 3 จังหวัดเช่นกันได้อีก 4 คน ที่บ้านเช่าบ้านแหลมหิน อ.เมืองภูเก็ต พร้อมของกลางใบกระท่อมจำนวน 32 มัด มัดละ 32 ใบ และน้ำกระท่อมอีกหลายขวด จึงนำตัวมาสอบสวนขยายผล และนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“ในการเข้าไปจับกุมนั้นกลุ่มเยาวชนดังกล่าวกำลังต้มใบกระท่อม หลังจากนั้นก็จะคั้นเอาเฉพาะน้ำ เพื่อลดความเฝื่อนก็จะผสมยาแก้ไอและน้ำอัดลม จากนั้นก็นำมาบรรจุไว้ในขวด ซึ่งเขาอ้างว่าเอาไว้ดื่มเอง ซึ่งใบกระท่อมที่นำมาใช้นั้นส่วนใหญ่จะนำมาจากจังหวัดใกล้เคียง เพราะในพื้นที่ภูเก็ตไม่มีพื้นที่ปลูก แต่อาจจะมีบ้างตามบ้านเรือนของประชาชนเพียงหนึ่งหรือสองต้นเท่านั้น ไม่ได้มีการปลูกเพื่อจำหน่าย” นายศุภชัย กล่าว และกล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของยาเสพติดจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการ และจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง